"ความฝัน เทพสังหรณ์" สัญญานเตือนจากเบื้องบน

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย kananun, 9 พฤษภาคม 2007.

  1. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจ ของหมอดูอีที

    CiHZjUdJ5HPNXJ92GO23DbRrx6vyqKVkyH.jpg
    ก่อนท่านเสียชีวิต ได้ฝากบอกทุกคนว่า ต้องอยู่ที่สูงๆไว้ น้ำกำลังจะท่วมใหญ่ ใครไม่เชื่อตายอย่างเดียว จะมีสงครามโลก เก็บข้าวแห้งไว้เยอะๆ หลังจากนั้นท่านก็สิ้นใจ อย่างสงบ

    *************************************************************
    siwakorn559 สมาชิก

    26/5/2560 สวัสดีครับกัลยามิตรทุกท่าน ข้าพเจ้าขอแจ้งข่าวสารหน่อยครับ เมื่อคืนวานนี้ข้าพเจ้าได้ฝันว่า น้ำท่วมใหญ่มากบางจุด ตอนแรกท่วมเล็กน้อยตามต่างจังหวัด หมอพยาบาลได้ลงไปช่วยประชาชน หลัง จากนั้นไม่นานก็ได้เห็นน้ำมามาอย่างหลากหลาย ใหลท่วมท้นสูงถึงต้นไม้ น่าจะประมาณ 3 เมตรได้

    ชาวบ้านและหมอ พยาบาล ต้องนั่งแพ และเรือหนีน้ำ แต่น้ำได้ใหลแรงมาก ข้าพเจ้าจึงได้ลงไปในแพ พยายามใช้จิต ควบคุมแพไม่ให้ล่ม แต่น้ำแรงมาก จึงได้ให้ชาวบ้านเกาะตามต้นไม้ เรือ และแพก็ได้ล่ม ฝันว่าตัวเองแบ่งจิตไปช่วยหลายที่มากเลย มีทั้งน้ำหลากมาจากภูเขา และมีท่อนชุงที่ถูกตัด ใหลมาตามน้ำ ดูแล้วตามจังหวัดที่มีภูเขามาก ให้ระวังมากหน่อยครับ


    สิ่งที่ข้าพเจ้าแนะนำครับ

    1- ให้ท่านเก็บของที่จำเป็นและมีค่าใว้ในที่สูงบางส่วน

    2- เตรียมอาหารเครื่องดื่ม อาหารแห้งใว้ยามฉุกเฉินประมาณ 7 วัน ถึง 30 วัน

    3- เตรียมเรือ และแพใว้ เสื้อชูชีพ

    4- ยารักษาโรค แก้ท้องเสีย น้ำกัดเท้า แก้ใข้

    5- อย่าคิดว่ามันไม่เกิด ให้เตรียมใว้ ถ้าไม่เกิดยิ่งดีมาก เสบียงเตรียมใว้จนหมดหน้าฝน ค่อยนำไปแจกจ่ายหรือค่อยใช้

    6- บุญเป็นที่พึ่งของเรา พระก็เป็นที่พึ่งของเรา ผ่อนหนักเป็นเบา ทำบุญ ใหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาครับ

    7- แนะนำคนอื่นด้วย เตรียมการป้องกันใว้ อย่าตระหนก แต่อย่าประมาทครับ

    " ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยงแท้ เกิดขึ้นได้เสมอครับ "

    สาธุ ธรรมสวัสดีครับ

    ที่มา http://palungjit.org/threads/ความฝัน-เทพสังหรณ์-สัญญานเตือนจากเบื้องบน.79471/page-176
     
  2. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    นิมิตจากพระเจ้า จะมีอุกกาบาตใหญ่ 3 ลูก ตกที่อ่าวเม็กซิโกและมหาสมุทรแอตแลนติก

    hqdefault.jpg

    [​IMG]

    BIBLE CODE: EX:39:10, DEUT:1:36:
    MARCH 01, 2010- COMET IMPACT- UTAH
    DAYTIME - DAYLIGHT- IN THE MORNING
    HOLOCAUST - CATASTROPHE- ANNIHILATION
    SOUTH - PATH - TRAJECTORY - SOUTH
    PREVENTION - PREVENTABLE - STOPPED
    ACTUAL DATE: 15 ADAR 5770 (HC).


    ในปีนี้จะมีอุกกาบาตตกใ่ส่โลก และ Code จากแหล่งอื่น ๆ ก็บอกว่า อุกกาบาตนี้จะใหญ่ขนาดตกใส่มหาสมุทรแอตแลนติก จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์อย่างในหนัง Deep Impact ได้ทีเดียว ต้องรอดูกัน

    ส่วนดาว NIBIRU นั้นก็มีบอกอยู่ใน BIBLE CODE ว่ามันมีอยู่จริง ๆ และกำลังใกล้เข้ามาและจะได้เห็น แม้ตอนนี้จะไม่เห็น BIBLE กล่าวว่า มันเป็นดาวที่หลบ ๆ ซ่อน ผลุบโผล่ ๆ ที่เรียกว่า HIDDEN STAR จึงไม่เห็นตลอดเวลาหรืออยู่ที่เดียวตลอด และยังมี Bible Code ที่กล่าวเตือนถึงการบุกรุกของมนุษย์ต่างดาว(ฝ่ายชั่ว)ด้วย ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลมานำเสนออยู่

    ยังมีเรื่่องที่อยากนำเสนออีกเช่น นิมิตที่พระเจ้าสำแดงให้เห็นว่าจะมีอุกกาบาตใหญ่ 3 ลูก ตกที่อ่าวเม็กซิโกและมหาสมุทรแอตแลนติกด้วย ใหญ่ขนาดทำให้เกิดคลื่นยักษ์อย่างที่ดูในหนัง Deep Impact เลยนั่นแหละ และผู้เ็ห็นนิมิตจากพระเจ้าได้เปิดเผยแผนที่อเมริกาที่จะถูกคลื่นถล่มจนเละ ด้วย

    แนะนำเวปของคริสเตียนคนหนึ่ง ที่เป็นอาจารย์และได้ถอด Bible Code มาเตือนเป็นระยะ ข้อมูลเยอะมาก http://www.satansrapture.com/ ไบเบิลโค้ดปีนี้ถูกหมดทุกรายละเอียดเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่เฮติและ ชิลี

    คำทำนายนี้ มาจากนิมิต ไม่ใช่ Bible Code และที่สำคัญต่อมาคือ เขาทำนายว่า จะเกิดกลียุคหรือสงครามกลางเมืองในอเมริกาพร้อม ๆ กับการใช้ Martial Law หรือ พรก. ฉุกเฉิน + กฎอัยการศึก แบบบ้านเรานั่นแหละ และ รัสเซียกับจีนอาจจะถือโอกาสบุกอเมริกา เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในปีนี้ เรื่องสงครามนิวเคลียร์นี้ กำลังแปลนิมิตที่เขาเห็นมาให้อ่าน อเมริกาจะถูกบอมบ์ด้วยนิวเคลียร์ในเมืองใหญ่ ๆ คนตายเป็นล้าน ๆ

    และหลายฝ่ายทำนายคล้ายกันว่าปี 2012 จะมีผู้มาจากต่างแดนไกลหรือมนุษย์ต่างดาวมาเพื่อยุติสงครามโลกนิวเคลียร์นี้ และประกาศตัวเป็นจ้าวโลกควบคุมมนุษย์ทั้งหมด แต่ที่แน่ ๆ แผ่นดินไหวใหญ่ใน กันยายน ปีนี้ต้องจับตาดูอย่ากระพริบตา รับรองว่าช๊อกกันทั้งโลกแน่ ๆ เพราะอาจะทำให้โกลาหลวุ่นวายทั้งโลกเพราะมันจะทำให้คนทั้งโลกเชื่อว่าหายนะ 2012 คงเกิดจริงแน่ ๆ !

    From : 1p2m [25 กุมภาพันธ์ 2553 23:04]

    ที่มา Bloggang.com : jesdath

    คำพยากรณ์ที่ 8 : อุกกาบาตยักษ์ตกลงสู่พื้นโลก

    La grande montagne ronde de sept stades,
    Apres paix, guerre, faim, inondation,
    Roulera loin abimant grands contrades,
    Memes antiques, et grande fondation. (I,69)

    คำแปล

    ในขณะที่เอเชียประสบกับความเดือดร้อนทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกหนทุกแห่งกำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม เกิดทุพภิกขภัย และอุทกภัยอยู่นั้น จะมีหินกลมขนาดยักษ์ (ก้อนอุกกาบาต) ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งไมล์ หมุนลอยละล่องตกจากท้องฟ้าลงมาสู่โลก ผลจากการตกลงมาของหินยักษ์นี้ จะทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในประเทศใหญ่ ๆ ที่มีอายุเก่าแก่ในโลกหลายประเทศ

    ตีความและวิเคราะห์

    พร้อม ๆ กับที่สันติภาพกำลังถูกคุกคามอย่างหนักเพราะเกิดสงครามในตะวันออกไกลอยู่ นั้น จะมีอุกกาบาตลูกหนึ่งตกลงมาในมหาสมุทรอินเดีย และจะเกิดผลทำลายล้างอย่างกว้างขวาง โดยทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่และรุนแรงในมหาสมุทรซัดเข้าไปท่วมชาติต่าง ๆ ในอาณาบริเวณรอบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาติต่าง ๆ ในแอฟริกาตะวันออก ออสเตรเลีย และเอเชียใต้ จะประสบกับอำนาจทำลายล้างของอุกกาบาตยักษ์จากฟากฟ้าลูกนี้อย่างเต็มที่ ดินแดนต่าง ๆ ในแถบนี้ซึ่งมีภาวะสงครามอยู่แล้วก็จะเกิดความสับสนวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

    ในต้นฉบับของคำพยากรณ์ นอสตราดามุสไม่ได้บอกว่าเป็นอุกกาบาต แต่บรรยายไว้ว่าเป็นภูเขากลมขนาดใหญ่ ขนาดของภูเขาลูกนี้เขาบรรยายว่าใหญ่เจ็ดสแต๊ด จากรูปลักษณ์และขนาดที่บรรยายไว้นี้ เราพอจะอนุมานภูเขาลูกนี้ได้ สแต๊ดเป็นมาตราวัดของกรีกในสมัยโบราณ ซึ่งความยาวของมันจะแตกต่างไปตามกาลเวลาและสถานที่ แต่โดยทั่วๆไป หนึ่งสแต๊ดมีความยาวประมาณ 607-738 ฟุต เมื่อภูเขากลมลูกนี้มีขนาดเจ็ดสแต๊ด ก็จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ 1 ไมล์ แต่ในที่นี้เราวิเคราะห์ว่า ภูเขา ได้แก่ ลูกอุกกาบาต ทั้งนี้เพราะในบรรทัดที่ 3 ของคำพยากรณ์ได้ชี้ชัดโดยระบุว่า ภูเขาจะหมุนลอยละล่องลงมาและในการหมุนลงมานั้นจะทำให้ชาติใหญ่ ๆ จมอยู่ใต้น้ำ เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ บรรดาโหรในยุคปัจจุบันหลายต่อหลายคนต่างก็พยากรณ์ไว้ในทำนองเดียวกันกับนอสต ราดามุส เช่น นางจีน ดิกสัน กล่าวไว้ว่า

    ดิฉัน เห็นดาวหางดวงหนึ่งโคจรมาปะทะกับโลกของเรา… ผลของการปะทะกันระหว่างโลกกับดาวหางครั้งนี้ จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว และเกิดคลื่นอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแห่งหนึ่ง ผลที่ติดตามมาก็คือความหายนะครั้งร้ายแรงที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เท่าที่โลกเคยประสบมา

    นางจีน ดิกสัน ไม่ได้ระบุชื่อของชาติต่าง ๆ ที่จะได้รับผลกระทบกระเทือนจากปรากฏการณ์ตามธรรมชาติครั้งนี้ แต่นอสตราดามุสได้พยากรณ์ไว้ชัดเจน โดยกล่าวว่า ชาติเก่าแก่และมีอายุมานานมากหลายชาติ จะประสบกับความหายนะจากดาวหางดวงนี้ เมื่อศึกษาตามประวัติศาสตร์จะเห็นว่าแหล่งอารยธรรมโบราณมีศูนย์กลางอยู่ที่ ลุ่มแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ ที่ลุ่มแม่น้ำเมโสโปเตเมียในประเทศอิรักในปัจจุบัน และที่ลุ่มแม่น้ำสินธุในประเทศปากีสถาน และเมื่อมองดูในแผนที่โลกแล้ว จะเห็นว่าดินแดนในลุ่มแม่น้ำดังกล่าวอยู่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย หรือไม่ไกลจากมหาสมุทรอินเดียมากนัก จึงเป็นไปได้ว่า ภัยที่เกิดจากดาวหางหรืออุกกาบาตจะครอบคลุมไปถึงดินแดนตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออกและเอเชียใต้ รวมทั้งประเทศไทย

    ดังได้กล่าวมาแล้วว่า หลังจากองค์การระหว่างประเทศประสบกับความล้มเหลว จนสลายตัวไปในที่สุดแล้ว จะเกิดสงครามในตะวันออกไกล พร้อมกับเกิดโรคระบาด ทุพภิกขภัย อัคคีภัยและอุทกภัยอย่างร้ายแรง เมื่อต้องประสพเคราะห์กรรมอันเนื่องจากคลื่นในมหาสมุทรอินเดียซ้ำเข้าอีก จะทำให้ฉากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่ง ขึ้น ผลที่จะติดตามมาจากภัยพิบัติครั้งนี้ ได้แก่ เกิดภาวะอ่อนแอทางด้านการทหารในประเทศแถบเอเชียใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ อินเดียซึ่งเป็นศัตรูของจีน สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งเอื้ออำนวยให้กองกำลังรุกรานจากตะวันออกไกลภายใต้การ นำของจีน บุกและยึดครองประเทศในย่านเอเชียใต้ได้ในที่สุด

    นิมิตฝันเรื่องอุกกาบาตตกใส่โลก

    บวรทัต สมาชิก

    อาทิตย์ก่อนฝันว่าอุกาบาตย์ลูกใหญ่ตกใส่โลก มีฝุ่นปกคลุมโลกเต็มไปหมด ที่แปลกคือเป็นคนจำความฝันไม่ค่อยได้ ตื่นขึ้นมาจะลืมหมด แต่ ณ ตอนนี้ยังเห็นภาพอยู่เลย อีกอย่างไม่เคยคิดหรือสนใจเรื่องอุกาบาตตกลงพื้นโลกด้วย

    06-06-2011, 06:54 AM


    ที่มา http://nanan-archyshop.blogspot.com/2011/06/3.html
     
  3. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    สัญญาณเตือนจากเบื้องบน ให้งดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์

    %255BUNSET%255D.jpg

    Question การไม่ทานเนื้อสัตว์

    ตอบคำถาม: K.Nika

    ท่านอาจารย์คะ ศิษย์รบกวนกราบเรียนถามได้ไหมเจ้าคะ ช่วงนี้ศิษย์ให้นมลูก แล้วถูกบังคับให้ทานเนื้อสัตว์ เพราะเขาเชื่อว่า การทานเนื้อสัตว์นั้นมีประโยชน์ บอกว่ากลัวลูกขาดสารอาหาร รวมถึงคนรอบข้างที่รู้จักอีกมากมาย ก็บอกว่าให้นึกถึงลูกด้วย ให้เราทานไปก่อน พอเลิกให้นมลูกแล้ว ค่อยกลับมาทานมังสะก็ได้

    ศิษย์ก็พยายามอธิบายให้เขา ก็ไม่มีใครเข้าใจ เพราะเขาเชื่อไม่เหมือนเรา จนบางครั้งก็กลายเป็นการเถียงกันไปอีก เวลาทานข้าว เขาจะคอยตักอาหารบังคับให้ทาน ศิษย์เลยจำใจต้องทาน เพราะไม่อยากเถียงกับเขา บางครั้งก็แอบเอาไปทิ้ง แล้วโกหกว่าทานไปแล้ว หรือถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาก็จะถามว่าทานข้าวกับอะไร ศิษย์ก็จะบอกว่าทานไก่ทานหมูอะไรไป ทั้งที่ไม่ได้ทาน กลายเป็นโกหกไปอีก ถ้าอย่างนี้แล้วศิษย์ควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ

    #Question:

    1. ศิษย์ควรยืนยันปณิธานว่า จะนิพพานต่อเขา โดยไม่ยอมที่จะทานตามที่เขาบังคับได้ไหมเจ้าคะ

    2.ถ้าไม่ทานตามที่เขาบังคับแล้ว ทำให้เขาโกรธจนจิตเสียสมดุล จะเป็นการสร้างกรรมเพิ่มอีกไหมคะ

    3.การโกหกของศิษย์นั้น ก็เป็นบาปใช่ไหมเจ้าคะ

    กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ

    #Answer:

    1.ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ ยังหลงเชื่อว่าสารอาหารโปรตีนที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์ต้องได้จากเนื้อสัตว์เท่านั้น เพราะตกหลุมพรางการโฆษณาชวนเชื่อ ของกลุ่มผู้มีอาชีพทำมาค้าขายสิ่งมีชีวิต จนเกิดอาการเสพติดเลือดเนื้อของสัตว์ ทั้งๆที่ช้างม้าวัวควาย แต่ละตัวเป็นสัตว์ที่มีร่างกายกำยำล่ำสันบึกบึน ซึ่งมีมวลรวมของเซลอวัยวะร่างกาย ที่ต้องการสารอาหารโปรตีนเข้าไปเลี้ยงบำรุง เป็นปริมาณสูงกว่าความต้องการของมนุษย์ มากมายหลายเท่านัก

    แต่สัตว์ใหญ่เหล่านี้ ไม่มีตัวใดกินพวกเดียวกันเองเลย คงกินแต่หญ้า ผลไม้และยอดไม้ใบไม้เท่านั้น สัตว์ทุกตัวยังคงแข็งแรงมีอายุยืนยาว สามารถออกแรงช่วยแบ่งภาระหนัก ให้กับมนุษย์ได้อย่างสบายๆ ขณะที่มนุษย์วันๆหนึ่ง กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่กลับไม่แข็งแรงเท่าแถมขี้โรคอีกด้วย ซึ่งความจริงที่จริงแท้เหล่านี้ มนุษย์ส่วนใหญ่พากันมองข้าม เพราะถูกครอบงำด้วยแรงโฆษณา ทั้งยังเชื่อติดต่อกันมายาวนาน จนยากแก่การสร้างสติทางวิญญาณให้ฉุกคิด

    นอกจากนั้นมนุษย์ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า ในพืชผักผลไม้ไม่มีสารอาหารโปรตีน ทั้งๆที่พระบิดาพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง ได้กำหนดให้พืชผักสีเขียวหลายชนิด อุดมด้วยสารโปรตีนที่ร่างกายต้องการ ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้เพราะไม่มีใครพูดถึง บางคนก็รู้แต่ไม่ใสใจจะทานกัน เพราะติดใจเนื้อสัตว์มากกว่ารสชาติผักหญ้า

    พืชผักต่อไปนี้มีสารโปรตีนปริมาณสูง ทานเป็นประจำวนเวียนกันไป ร่างกายแข็งแรง ไม่ขี้โรค และอายุยืน ไม่ต้องทานเนื้อสัตว์เลยก็ได้ จะฉลาด สมองดี ประหยัดทรัพย์อีกด้วย

    1).ผักโขม มีสารโปรตีน 50%
    2).ผักคะน้า มีสารโปรตีน 46%
    3).บร็อคโคลี่ มีสารโปรตีน 45%
    4).ดอกกะหล่ำ มีสารโปรตีน 42%
    5).เห็ดต่างๆ มีสารโปรตีน 40%
    6).แตงกวา พริกหยวก กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือเทศ มีสารโปรตีน 20-24%
    7).ถั่วงอก ต้นอ่อนของเมล็ดธัญพืช และเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ มีสารโปรตีนเฉลี่ย 60% ขึ้นไป

    2.การดื้อรั้นไม่ยอมตามใจพวกเขา เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขด้านลบ จะเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์ เพราะท่านจะคิดนิพพาน ดุจดั่งการไปสวรรค์คนเดียวคงไม่ได้ เมื่อชวนทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นบาปท่านจึงมีอยู่สองทางเลือกก็คือ แนะนำให้เขารู้ว่ามีพืชผักอยู่ 7 ชนิด ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนที่ร่างกายต้องการ ท่านจะขอทานแทนเนื้อสัตว์ได้มั้ย?

    ถ้าพวกเขายอมไม่ได้ พระบิดาทรงอนุญาตให้ท่าน เลือกใช้วิธีที่สองก็คือท่านยอมเสียเอง โดยให้รับประทานอาหารเป็นเนื้อสัตว์ ตามความผิดบาปของพวกเขาได้ โดยมีเงื่อนไขว่า...

    1).ท่านต้องไม่มีส่วนร่วมสั่งอาหาร อันประกอบด้วยเลือดเนื้อสัตว์นั้นๆ ทั้งโดยตรงโดยอ้อมโดยเด็ดขาด

    2).ทานด้วยความมีสำนึกในผิดบาป โดยสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ ด้วยการขอโมฆะกรรมต่อพระบิดาอย่าได้เกิดเป็นเวรกรรมต่อพี่ๆน้องๆเลย ขอพระองค์ทรงโปรดละเว้นโทษให้ท่าน

    3).อุทิศส่วนบุญกุศลที่ท่านกระทำดี แบ่งปันให้แก่พี่ๆน้องๆที่ถูกเบียดเบียน ในทุกครั้งที่ท่านกระทำดีนั้นอยู่เนืองๆ เพื่อใช้พลังรักช่วยลดทอนพลังลบ จากจิตที่เจ็บปวดเจ็บแค้นของพวกเขา ให้บรรเทาทุกข์ผ่อนคลายลงไป

    3.ท่านถามเราว่า ถ้าไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ตามเขา จะทำให้เขาโกรธจนเสียสมดุลไป จะเป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีกหรือไม่ คำตอบเดียวคือ เป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มขึ้นแน่ๆ สองทางเลือกที่เราแนะนำไว้ข้างต้น ให้ท่านเลือกนำไปใช้ปฏิบัติดูเถิด ในยุคที่โลกเสรีนี้ยังมีผู้คนมากมาย ที่เต็มไปด้วยความโง่ ความงมงาย และดุร้ายจากการใช้อำนาจเหนือนี้ มันมีทางออกเหลือเพียงเท่านี้เอง

    4.ท่านถามเราว่า การโกหกว่าทานทั้งที่มิได้ทาน จะเป็นการผิดบาปใช่หรือไม่ คำตอบคือ เป็นการผิดบาปอย่างที่ท่านสำนึกจริงๆ เพราะการพูดออกมาไม่ตรงกับที่รู้อยู่ การกล่าวออกมาไม่ตรงกับที่คิดอยู่ การพูดในสิ่งที่ตนรู้ไม่จริง มันล้วนเป็นความผิดบาปอย่างยิ่ง บาปตรงที่ทำให้คนอื่นรู้ผิดเข้าใจผิด บาปตรงที่จิตหยาบ หลอกจิตวิญญาณของตนเอง

    เราจะขอกล่าวความจริงให้รู้ว่า ท่านทั้งหลายสามารถกล่าวไม่จริงได้ เพียงแค่กรณีเดียวเท่านั้นในการเป็นมนุษย์ นั่นคือกล่าวไม่จริงเพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้ แต่มิใช่กล่าวไม่จริงเพื่อ "เอาตัวรอด" เนื่องจาก "การเอาตัวรอด" กับ "การเอาชีวิตรอด" มันไม่เหมือนกัน

    เอเมน สาธุ
    ป.วิสุทธิปัญญา
    1-8-2017


    ที่มา http://jitchakraval.blogspot.com/2017/08/question.html
     
  4. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    มีแต่คนที่กินเจเท่านั้น ที่จะอยู่รอดจากความอดอยาก หลังจากภัยพิบัติใหญ่แล้วจริง ๆ

    557000012489303.jpg

    *เมื่อโลกถูกระเบิดนิวเคลียร์ทำลาย*

    ในหนังสือ “ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เห็นวันโลกาวินาส ” ศุภนิมิตถอดความไว้ว่า:- เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2531 เวลา 17.10 น. เด็กหญิง “เทียนไฉ” ถอดจิตออกจากร่างติดตาม พระอรหันต์จี้กงขึ้นไปเหนือเมฆ มองดูภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าสภาพอันน่าเวทนาเมื่อเวลาระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น มีดังนี้

    ระเบิดนิวเคลียร์ลูกหนึ่ง ได้ยิงไปต
    กลงยังเมือง ๆ หนึ่ง หัวระเบิดได้ระเบิดขึ้นกลางอากาศเกิดเปลวไฟและแสงสว่างอันแรงกล้า แล้วทันใดนั้นมันก็ทำลายสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ทั้งหมด ชั่วพริบตา พร้อมกับเสียงดังกัมปนาทและแรงสะเทือนอย่างรุนแรงจากระเบิด ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงทันที คนและสัตว์ทั้งหลายบาดเจ็บและล้มตายลงนับจำนวนไม่ถ้วน ทุกหนทุกแห่งเห็นแต่ภาพน่าอนาถ กลุ่มควันที่เหมือนเมฆสีดำรูปดอกเห็ด ขยายตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำมืด และมีกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจ อากาศในขณะนั้นให้ความรู้สึกอึดอัด เหมือนกำลังจะขาดใจตาย บริเวณที่ได้รับความเสียหายกว้างไกลออกไปถึงร้อยกว่ากิโลเมตร

    ส่วนกัมมันตภาพรังสีนั้น ครอบค
    ลุมไปไกลถึงหลายร้อยกิโลเมตร คนที่ไม่ตายด้วยไฟและแสงหรือจากแรงระเบิด ก็วิ่งพล่านกระเจิดกระเจิงไป เสียงเรียกพ่อ เรียกแม่ กรีดร้องก้องฟ้า เป็นที่น่าเวทนา หาที่เปรียบไม่ได้เลย ทันใดนั้นเมฆบนท้องฟ้าก็เคลื่อนไหวม้วนตัวอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีแดงเรื่อ ๆ เป็นสีแดงคล้ำแล้วกลับกลายเป็นสีเทาขาว แล้วในทันใด ก็เปลี่ยนเป็นสีเทาดำ และดำมืด ถึงตอนนั้นแม้จะชูมือขึ้นตรงหน้า ก็มองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้าได้ คนที่ยืนอยู่ต่อหน้ากัน ก็มองไม่เห็นกัน พระอาจารย์จี้กงตรัสไว้ว่านั่นคือ “ เจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน ” อันยาวนานที่รัตติกาลมาสู่โลก เวลาอันน่าสะพรึงกลัวกำลังเริ่มแล้ว ณ บัดนี้

    *วันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลาบ่ายสองโมงโดยประมาณ* พระ อาจารย์จี้กงพาหนูน้อยเอี้ยนอี๋ไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยคต่อไป:-

    แม้จะผ่านช่วงสี่สิบเก้าวันอันยาวนานแ
    ละน่าสะพรึงกลัวไปได้แล้วก็ตาม แต่โลกก็ยังตกอยู่ในความมืดมิด ต่อมาจึงค่อย ๆสว่างขึ้นทีละน้อย เห็นศพเกลื่อนกลาดกองพะเนิน มีแต่หัวขาด แขนขาด ขาขาด หรือตัวขาดเป็นท่อน จนแทบไม่มีศพเต็มร่างเลยโลหิตสีดำคล้ำนองไหลมารวมกัน จนเหมือนแม่น้ำเลือดกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่ว จนอยากอาเจียน พูดได้ว่ามันคือนรกในเมืองมนุษย์จริง ๆ ไม่นานต่อมา แสงสีม่วงที่ครอบพุทธสถานก็ค่อย ๆ จางไป ญาติธรรมทั้งหลายพากันออกมาภายนอกได้แล้ว โลกทั้งโลกเงียบสงัด สัตว์ที่ยังหลงเหลืออยู่ได้มีเพียงประเภทเดียว คือสัตว์ที่กินหญ้าหรือกินพืชผักเป็นอาหาร คือ กระต่าย แกะ วัว ควาย และม้าเท่านั้น จากนี้คือความทุกข์ยากหลังจากวันเกิดมหันตภัย

    *วันที่ห้าสิบถึงเจ็ดสิบ* คนที่ไม่ได้ถือศี
    ลกินเจมาก่อน ยากที่จะผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ เพราะทุกหนแห่งในโลกล้วนอาบไปด้วยพิษของกัมมันตภาพรังสี พืชพันธุ์ธัญญาหารไม่มีอะไรเหลือเลย ผู้ที่ทนต่อความอดอยากไม่ได้ ผู้ที่กินเจเฉพาะวันหรือไม่ได้กินเจ แต่โชคดีที่รอดพ้นสี่สิบเก้าคืนมาได้ ภายในร่างกายของเขายังมีสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่ อีกทั้งอารมณ์โหดจะเกิดขึ้น พวกคนเหล่านั้นจะฉีกเนื้อกระต่าย แกะ วัว ควาย หรือม้ากินดิบ ๆ ได้ แต่ไม่นานต่อมาเขาก็จะต้องตายเพราะสารพิษ พระอาจารย์จี้กงได้โปรดเมตตาบอกว่า มีแต่คนที่กินเจเท่านั้นที่จะอยู่รอดจากความอดอยาก หลังจากภัยพิบัติใหญ่แล้วจริง ๆ

    *วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยง พระอาจารย์จี้กงได้โปรดนำหนูเอี้ยนอี๋ไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยคต่อไป*

    ขณะ นั้นท้องฟ้าสว่างแล้ว ทุกสิ่ง
    บนพื้นโลกมีแต่ซากที่ถูกทำลายล้าง แผ่นดินที่แยกออกปิดเข้าหากันแล้ว เหลือแต่รอยแยกเป็นทาง ๆ แม่น้ำเลือดที่ไหลนองก็แห้งลงและซึมลงไปในดิน ทุกอย่าง ที่เห็นมีแต่สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน น่าสมเพชเวทนา และน่าอนาถใจ คนถือศีลกินเจทั้งหลาย เริ่มจะลงมือเก็บฝังหรือเผาซากศพกันอย่างเป็นงานเป็นการ เมื่อหิวกระหายก็เพียงแต่ใช้นิ้วจุ่มน้ำทิพย์ ที่บูชาแตะลงที่ปลายลิ้น แล้วคนเหล่านั้นก็ประทังชีวิตอยู่กันต่อไปได้อย่างไม่เดือดร้อน คนที่ยังไม่เคยกินเจตลอดเสมอมา จะไม่กล้าเดินออกไปนอกตำหนักพระเลยแม้สักก้าวเดียว

    *วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลาเที่ยง หนูน้อยเอี้ยนอี๋ก็ติดตามพระอาจารย์จี้กงไปดูเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ฉากสุดท้ายต่อไป*

    ขณะ นั้น ทั้งการเก็บฝังและเก็บเผาซากศพจะแล้วเสร็จไปส่วนเสียส่วนใหญ่ แสงสีม่วงนอกจากจะปกป้องรอบ ๆ อาณาบริเวณพุทธสถานแล้ว ยังรวมทั้งต้นไม้ใบหญ้า และสิ่งปลูกสร้างในวงรอบ รัศมีอีกด้วย ส่วนรอบนอกนั้นราพณาสูรไม่เหลืออะไรเลย ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดถูกทำลายหมดสิ้น และใช้การอะไรไม่ได้อีกเลย

    จากนั้นฟ้าดินก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่สภ
    าวะของธรรมชาติตามปรกติ ตะวัน เดือน ออกมาส่องแสงเช่นเดิม มีลม มีฝน แม่น้ำลำคลองก็เต็มไปด้วยน้ำใสไหลล่อง ผู้คนเริ่มสร้างบ้านเรือนเป็นที่พักอาศัย หลบฝน และเริ่มงานทำไร่ไถนากันอย่างขะมักเขม้น เช้าก็ออกไปทำนา เย็นก็กลับมาบ้าน ชีวิตแม้จะไม่ว่างทางแรงกายแต่ก็มั่นคงเป็นสุขใจ ผู้คนต่างอยู่ร่วมกันด้วยอัธยาศัยไมตรี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีการวิวาทบาดหมาง แย่งชิง โลกทั้งโลกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของชีวิต และเป็นระเบียบแบบแผนอันดีงามเหมือนโลกใหม่โดยแท้

    (แหล่งที่มา หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก รวบรวมโดย รหัสญาณ สำนักพิมพ์ ลานอโศก เพรส กรุ๊ป ISBN:9748346285)
    :llnu Hyper (LoGic Man)
     
  5. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    คำทำนายภัยพิบัติน้ำท่วมกรุงเทพ ท่วมตึก 4 ชั้น โดย หลวงปู่สังวาลย์


    เผยแพร่เมื่อ 26 เม.ย. 2017
     
  6. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    เจน ญาณทิพย์ เตือนน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด! ไม่เกินปี 60


    เผยแพร่เมื่อ 13 พ.ย. 2014
    เปิดคำทำนาย “เจน ญาณทิพย์” เตือนน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด หลังจากที่เป็นข่าวดังสำหรับน้ำท่วมหนักมากเเต่ละจังหวัด วันนี้มาย้อนฟังคำทำนาย “เจน ญาณทิพย์” เตือนน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดเธอได้ทำนายไว้เมื่อ ปี 2557 ว่าในเร็วๆนี้ ไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ทำนาย จะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ เเละถือว่าเป็นภัยพิบัติที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถือว่าเเม่นสุดๆเลยก็ว่าได้ เพราะนับจากปีที่เธอได้ทำนาย เเละได้ไปพูดคุยในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” วันที่ 13 พ.ย.2557 จนถึงวันนี้ก็ครบเวลา 3 ปี ที่เธอได้เคยทำนายไว้ว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ เป็นจริงอย่างที่เธอพูด เพราะตอนนี้ทางภาคอีสาน จากที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมหนักก็เกิด ลองฟังคำพูดของเธอจากคลิป…


     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กันยายน 2017
  7. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    มีแต่เพียงเรื่องอุกกาบาตนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมตึก 4 ชั้นได้

    3-24.jpg

    ตีความคำทำนายวันพิพากษาของพระเยซู

    Revelation 8:7-11


    เมื่อทูตสวรรค์องค์แรกเป่าแตรขึ้น ลูกเห็บและไฟปนด้วยเลือด ก็ถูกทิ้งลงบนแผ่นดิน ต้นไม้ไหม้ไปหนึ่งในสามส่วน และหญ้าเขียวสดไหม้ไปหมดสิ้น

    เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สองเป่าแตรขึ้น ก็มีสิ่งหนึ่งเหมือนภูเขาใหญ่กำลังลุกไหม้ถูกทิ้งลงไปในทะเล และทะเลนั้นได้กลายเป็นเลือดเสียหนึ่งในสามส่วน สัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่ในทะเลนั้นตายเสียหนึ่งในสามส่วน และบรรดาเรือกำปั่นแตกเสียหนึ่งในสามส่วน

    เมื่อทูตสวรรค์องค์ที่สามเป่า แตรขึ้น ก็มีดาวใหญ่ดวงหนึ่งเป็นเปลวไฟลุกโพลงดุจโคมไฟตกจากท้องฟ้า ดาวนั้นตกลงบนแม่น้ำหนึ่งในสามส่วน และตกที่บ่อน้ำพุทั้งหลายดาวดวงนี้มีชื่อว่าบอระเพ็ด รสของน้ำกลายเป็นรสขมเสียหนึ่งในสามส่วน และคนเป็นอันมากก็ได้ตายไปเพราะน้ำนั้นกลายเป็นน้ำรสขมไป

    เมื่อทูตสวรรค์ องค์ที่สี่เป่าแตรขึ้น ดวงอาทิตย์ก็ถูกทำลายไปหนึ่งในสามส่วน ดวงจันทร์และดวงดาวทั้งหลายก็เช่นเดียวกันจึงมืดไปหนึ่งในสามส่วน กลางวันก็ไม่สว่างเสียหนึ่งในสามส่วน และกลางคืนก็เช่นเดียวกับกลางวัน

    ในพระธรรมตอนนี้ได้บรรยายไว้ เหมือนกับการทำสงครามยุคใหม่ หรืออาจจะเป็นฝนดาวตก พระธรรมตอนนี้ได้พูดถึงวัตถุที่ตกลงมาจากท้องฟ้าและลงมาทำลายโลกและเป็น สาเหตุที่ทำให้น้ำมีรสขม ในภาษาเดิมนั้น คำว่าขมยังสามารถแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่บริสุทธิ์ อีกด้วย จะมีคนตายจำนวนมากเพราะน้ำนั้นมีรสขม นักวิชาการได้ใคร่ครวญดูแล้วก็กล่าวได้ว่านี่เป็นการอ้างอิงถึงอนาคตที่อาจ จะมีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีของแหล่งน้ำในโลก


    ที่มา http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=80152.0;wap2
     
  8. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม

    c0741d61e9740381b5bc2f6b39c16375.jpg

    สมัยหนึ่ง ที่องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม มาเกิดเป็นนางยักษ์ รูปร่างร้ายอยู่ในป่า องค์พระ โคตมะกำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอราวดี ด้วยสัพพัญญุตาญาณทราบว่า นางยักษ์นี้ได้ก่อสร้างบารมี 30 ทัศมามากมาย แต่เพราะผลกรรมที่กระทำกาเมสุมิจฉาจารกับภรรยาผู้อื่น จึงมาเกิดเป็นนางยักษ์ชาตินี้ พระองค์จึงเสด็จมาโปรด นางยักษ์แลเห็นลักษณะอันประเสริฐ จิตเลื่อมใสก้มลงกราบ เมื่อองค์พระโคตมะตรัสเทศนาพระธรรม นางยักษ์ปลงใจเด็ดขาด ตัดเอาเต้านมทั้งสองถวายเป็นพุทธบูชา อานิสงส์นางยักษ์ตัดเต้านมทั้งสองมากระทำสักการบูชาพระตถาคตครั้งนั้น ส่งผลให้นางยักษ์พ้นจากอิตถีเพศ คือ ท่านจะเกิดเป็นหญิงแต่เพียงชาติเดียวเท่านั้น นางยักษ์นี้ได้สร้างพุทธวิริยบารมีมาถึง 80 อสงไขยกัป คือ ปรารถนาอยู่ในใจถึง 36 อสงไขยกัป ลั่นวาจาว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าอีก 28 กัป

    และในกาลก่อน พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "มหุตชินสีห์" ได้ทรงพยากรณ์ว่า "ท่านจะเวียนว่ายตายเกิดสืบต่อไปอีก 16 อสงไขยกัป ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ในอนาคตกาล" และในท่ามกลางพระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม ท่านจะมาช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไปจนตลอด 5,000 ปี

    กาลต่อมา ในชาติหนึ่งที่พระเมตไตรยมาเกิดเป็นมนุษย์ชาวไร่ กระทำไร่เลี้ยงชีวิตอยู่ริมภูเขา ตักกคีรี ซึ่งเป็นภูเขาเดียวกับที่ฝูงลิงถ่ายอุจจาระใส่ผ้าอาบของพระพุทธเจ้านั้นเอง ขณะที่เมตไตรยกระทาชายวิ่งไล่ขับฝูงลิงที่ลงมากินแตงโมในไร่นั้น ก็เลยวิ่งเลยถลำ ไปเหยียบเอาพระฉาย คือ เงาของพระพุทธเจ้าโดยไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวมาพบพระโคตมะ จิตเลื่อมใสศรัทธา จึงนำเอาแตงโมมาถวาย 7 ลูก แต่มีลูกหนึ่งที่รอยหนูกัดเป็นโพรง กุศลผลทานครั้งนั้น จะส่งท่านมาเกิดเป็นพระยาจักรพัตราธิราชอันประเสริฐ ในท่ามกลางศาสนาของพระตถาคต และจะช่วยสังคายนา ชำระสะสางพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ศาสนาของพระพุทธโคดมจะปกแผ่ไปทั่วทั้งเมืองคนขาว เมืองคนเทา ปกแผ่ไปทั่วโลก ส่วนวิบากกรรมที่ท่านได้เหยียบเงาพระตถาคตนั้น เมื่อท่านได้มาเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ บนศรีษะก็จะมีรอยแผลเป็น ดุจดังรอยหนูเจาะแตงโม แต่ในภายหลัง ท่านจะมีผิวพรรณวรรณะ สวยสดงดงามดั่งเทพบนสวรรค์ เพราะได้บริโภคของทิพย์ ของพระอิศวรเทพเจ้า

    ตามบุรพกรรมสัญญาที่มาระหว่างองค์พุทธที่ 4 และองค์พุทธที่ 5 ทำให้องค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จะต้องมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม จวบจนครบพุทธกาลดั่งนี้แล และในระหว่างกาลแห่งการรักษาศาสนจักร อาณาจักรแห่งองค์พุทธที่ 4 จะอยู่ในนามว่า "ภายใต้รังสีพระศรีอาริยเมตไตรย" เพราะอำนาจสิทธิแห่งวงศ์ศาสนจักรยังเป็นขององค์พุทธที่ 4 แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

    อดีตกรรม

    เอกัง สะมะยัง ในสมัยหนึ่งพระพุทธโคดมได้เสด็จเลียบมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ในแคว้นสุวัณณภูมิ ซึ่งไหลผ่าน ภูเขาตักกคีรี พระองค์ลงสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็เอาผ้าอาบตากไว้บนฝั่งแม่น้ำ จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่บนภูเขาลูกนั้น มีลิงแม่ลูกอ่อนฝูงหนึ่งอุ้มลูกออกจากชายป่า พลันก็ถ่ายอุจจาระของมันลงบนผ้าอาบของพระองค์ ซ้ำเอาหว่านเล่นเสียเลอะเทอะ คงเหลืออยู่ชายเดียว ณ บัดนั้นก็ได้มีนกยางปอน (นกยางขาว) ตัวหนึ่งบินมาจับลงที่ศรีษะของแม่ลิงตัวหนึ่ง แล้วก็เหลียวหน้ามองไปโดยรอบทั่วทุกทิศ ในทันใดรัศมี ซึ่งเป็นสีต่าง ๆ ได้พุ่งปราดออกจากพระเขี้ยวทั้งสี่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ผู้อุปัฏฐาก จึงทูลถามเหตุการณ์อันประหลาดนั้น พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า:-

    "ดูก่อนอานนท์ ผ้าอาบของตถาคต ได้แก่ ศาสนาที่ตถาคตวางไว้ ลิงแม่ลูกอ่อนที่มาถ่ายมูลเลอะเทอะหมดถึง 3 ชายนั้น ได้แก่ กองทัพ ซึ่งจะมารบราฆ่าฟันกันตาย เหลือที่จะคณานับ ศาสนาของตถาคตจะเสื่อมทรุดไปถึง 3 ใน 4 ส่วน คงค้างอยู่แต่เพียงส่วนเดียวและนกยางขาวที่บินมาจับหัวแม่ลิงนั้น คือ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาปราบอธรรม และช่วยสืบอายุศาสนาของตถาคต เริ่มตั้งแต่ 2,500 ปีขึ้นไป จนครบ 5,000 ปี"

    "พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์กับตถาคต ได้สร้างกรรมไว้ในอดีตชาติ" พระองค์ทรงเล่าให้พระอานนท์ฟังต่อไปว่า

    "อันชาติหนึ่งสองเราสหายสนิท
    ช่วยกันคิดเอาบัวมาอธิษฐาน
    เพื่อเสี่ยงทายบารมีพุทธกาล
    ให้บัวบานบอกแจ้งเป็นผู้ใด"

    ในชาตินั้นเราทั้งสองจึงเอาดอกบัวมาคนละดอก เข้าไปอธิษฐานในพระวิหารว่า ถ้าใครจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ก็ขอให้ดอกบัวของผู้นั้นบานก่อน

    ครั้นวันรุ่งขึ้นพระตถาคตได้เข้าไปดูดอกบัวนั้น แต่ยังไม่ทันสว่างแจ้ง เห็นดอกบัวของพระศรีบานก่อน ด้วยความที่อยากเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพระศรี จึงลักเปลี่ยนดอกบัวของพระศรีมาไว้ที่พระตถาคต สับเปลี่ยนกันเสีย

    "บัวของน้องบานแล้วนะพี่จ๋า
    สัมพุทธาน้องย่อมได้ไปก่อนแน่
    แต่ไฉนบัวในมือเดี๋ยวหุบเดี๋ยวก็แบ
    พุทธยังไม่เที่ยงพุทธยังไม่แท้น่าอายจริง"

    ฝ่ายพระศรีนั้นเขาฌานแก่ รู้ว่ามีการสับเปลี่ยนบัว จึงทำนายว่า "โอ! สหายท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนเราจริง แต่ทว่าฝูงมนุษย์ยุุคนั้นจะเป็นคนขี้ลักขี้ล่าย และใช้เงินดำ เงินแดง เงินกระดาษกัน อย่างพร่ำเพรื่อ มนุษย์จะไม่ซื่อสัตว์ต่อกัน จะทุจริต คิดมิชอบนานาประการ พระสงฆ์องค์เณรพุทธบริษัทในศาสนานั้น จะหาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวบวช เดี๋ยวสึก เดี๋ยวหุบ เดี๋ยวแบดังบัวดอกนี้"

    เพราะกรรมที่พระพุทธโคดมได้สับเปลี่ยนบัว ถึงแม้ว่าพระองค์และเหล่าพระอรหันตสาวกจะเข้าพระนิพพานไปแล้วก็ตาม แต่กรรมนั้นยังติดอยู่ในศาสนาของพระองค์ ตราบเท่าทุกวันนี้ ที่เหลือไว้แต่สมมติสงฆ์ในศาสนาของพระองค์ จึงรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ศาสนาสามส่วนก็ถูกพราหมณ์ ยักษ์ และมารเอาไปครอง เหลือจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ข้อวัตรปฏิบัติจึงถูกปนเป็น จนแยกแยะไม่ออก ผู้คนเกิดมาสมัยหลัง จึงไม่เข้าใจทางปฏิบัติที่ถูกมรรค ถูกผล ถูกนิพพานในฝ่ายสัมมาทิฏฐิแต่ส่วนเดียว นั้นคืออะไร

    พระพุทธโคดมทรงเล่าอดีตกรรมจบลง พร้อมพยากรณ์เหตุการณ์สืบไปอีกว่า

    "เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์จะมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาในพุทธกาลของพระตถาคตนั้น จะมีสรรพวัตถุทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่โลก อย่างแปลกประหลาดเหลือจะคณานับ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์นานาชนิด ก็จะไม่ได้ปั่นและทอด้วยมือ เหมือนในศาสนาของตถาคตจะมีแต่ผ้าเนื้อบริสุทธิ์ ฝูงมนุษย์จะไม่ติเตียนว่า เป็นขี้หูขี้ตาเขาเท่าจะวัดวา (วัดหลาและเมตร) ก็จะมีในยามนั้น แม่หญิงจะนุ่งซิ่นเสื้อลายเหมือนหนังแย้ จะนุ่งเสื้อผ้าแขนกุดขาก้อม หญิงชายจะนุ่งผ้าเป็นอย่างเดียวกัน จะว่าชายก็บ่จริง จะว่าหญิงก็บ่แม่น แม่หญิงจะหวีผมปกหน้า จะใส่ต่างหูยาวง้ำหน้า พ่อชายจะใส่หมวกหุ้มหน้า สิ่งที่ไม่รู้จะได้รู้ สิ่งที่ไม่พบเห็นก็จะได้เห็น พร้อมด้วยบุรพนิมิตอันชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะบังเกิดขึ้นแก่โลกมากมายยิ่งนักดังนี้

    1. ราชภัย ท้าวพระยาจะบังคับเบียดเบียนพลเมือง
    2. โจรภัย จะบังเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทั่วไป
    3. อัคคีภัย ไฟจะไหม้บ้านเมืองไม่ขาดสาย
    4. อสุนีบาต ฟ้าจะผ่าสัตว์และคนล้มตายบ่อย ๆ
    5. เมทนีภัย แผ่นดินจะไหวสะท้านและแยกออกจากกัน
    6. วาตภัย จะเกิดลมพายุพัดพาบ้านเมืองพินาศ
    7. อุทกภัย น้ำท่วมบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นา
    8. ทุพภิกขภัย จะเกิดข้าวยากหมากแพงและอดอาหาร
    9. พยาธิภัย จะเกิดโรคระบาดคนและสัตว์ล้มตาย
    10. สัตถภัย จะรบราฆ่าฟันกันล้มตายร้ายแรง

    ในขั้นสุดท้าย แผ่นดินจะไหวเดือนละหลายครั้ง จะมีสุริยคราสและจันทรคราสบ่อยครั้ง จะเห็นผีพุ่งไต้บ่อยๆ ดาวหางและแสงประหลาดจะบังเกิดให้เห็นไม่ขาดระยะ จะได้ยินเสียงดังในอากาศคล้ายระเบิดและปืนใหญ่ แร้งกาจะบินลงเกาะบ้านเมืองอย่างผิดธรรมดา ฝูงมนุษย์จะเดือดร้อนและขวักไขว่กันไปมา จะบังเกิดสงครามฆ่าฟันกันตายเหมือนใบไม้ร่วงไปทุกหนทุกแห่ง ครั้นแล้วถึงกาลที่องค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์จะปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกตามบุรพกรรมสัญญา

    กรรมของศาสนาของพระพุทธโคดม

    พุทธันดรที่ 4 นี้ เมื่อพราหมณ์ไปทูลขอศาสนาจากพุทธองค์แล้ว กาลต่อมาพอจะประกอบพิธีอะไร ก็จะประกอบตามพิธีพราหมณ์ของตนก่อน เพราะพวกพราหมณ์ยังบำเพ็ญบารมีสูงไม่ถึงพุทธ จึงไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติ ว่ามีมาอย่างไร และจะปฏิบัติอย่างไร เพราะต้นศาสนาก็ไม่รู้ ตรงกลางก็ไม่รู้ และปลายยอดของพระศาสนาก็ไม่รู้ รู้ว่าเขาไปนิพพานก็อยากไป แต่ไม่รู้ว่านิพพานอยู่ตรงไหน และจะเอาอะไรไป เพราะไม่รู้ข้อวัตรปฏิบัติของ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นเช่นไร เมื่อขาดความเห็นที่ถูกมรรค ถูกผล ถูกนิพพาน ข้อวัตรปฏิบัติจึงแปรเปลี่ยนเป็นพิธีกรรมต่าง ๆ แพร่กระจายออกสู่ชาวพุทธ เมื่อจะทำการกุศลใดก็จะทำพิธีบูชายัญ และพิธีกรรมต่าง ๆ ของพราหมณ์ จนกลายเป็นประเพณีนิยมสืบกันทุกวันนี้

    มาร เมื่อได้พระพุทธศาสนามาแล้ว จึงทำการแก้ไข เปลี่ยนแปลงเสียใหม่ บอกชี้สิ่งที่ถูกให้เป็นผิด บอกสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งชั่วร้ายให้เห็นเป็นของดี เห็นการทำดีเป็นสิ่งชั่วร้าย จนเป็นที่มาของคำว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป และเมื่อชาวพุทธจะสร้างบารมี ด้วยการนั่งสมาธิภาวนาก็บอกว่า เดี๋ยวจะบ้านะอย่านั่งเลย ไปหาพระประพรมน้ำมนต์ขอของขลังดีกว่า ไปสะเดาะเคราะห์ดีกว่ามานั่งปฏิบัติธรรมเอง พญามารหลอกลวงชาวพุทธให้วนเวียนอยู่ในอำนาจมาร ให้หลงโง่งมงายในเดรัจฉานวิชชา ทำให้จิตใจมืดบอด ทำให้ชาวพุทธไม่รู้หนทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ประกอบการกุศลครั้งใดแทนที่จะเป็นบุญเป็นกุศล ก็กลับเป็นเวรเป็นกรรมอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะนิมิตหมายแห่งคุณงามความดี และทางที่บริสุทธิ์ พวกมารได้ตัดได้ปิดได้ฝังลงดินไปเสียแล้ว และถูกทางฝ่ายมารเข้าแทนที่ โดยปรมัตถ์แห่งการตัดหวายตัดลูกนิมิต เพราะหวายเป็นเส้นยาว เปรียบประดุจเส้นทางแห่งมรรค ผล นิมิต คือ ความสว่าง ความรู้แจ้งแห่งปัญญา เมื่อถูกปิด ถูกตัดเสียแล้ว มนุษย์ก็เดินหลงทาง ปฏิบัติไปไม่ได้อะไรก็เลยท้อใจ และเบื่อหน่าย ละเลิกทอดถอนการปฏิบัติไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง

    ยักษ์ เมื่อมารใช้ให้พราหมณ์ไปขอพระพุทธศาสนาจากพระพุทธโคดมในครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงยกให้ 2,500 ปีหลัง
    ส่วนที่หนึ่ง พราหมณ์เอาไปประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ
    ส่วนที่สอง มาร เอาไปตัดไปปิด และเอาฝังเอาไว้
    ส่วนที่สามนั้น พวกยักษ์เอาไปขายกิน เมื่อยักษ์ได้รับส่วนแบ่งพระพุทธศาสนามาแล้ว ตามประสาของยักษ์ชอบใช้แรง ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เมื่อความเป็นยักษ์เริ่มสิงจิตใจผู้คน จนทั่วถึงกันทุกชนชั้นวรรณะ ตลอดจนถึงพระสงฆ์ ก็เริ่มโอ้อวดฤทธิ์เดชความสามารถ ความอยู่ยงคงกระพัน วัตถุมงคลเกิดขึ้นมากมายแทนการปฏิบัติบูชาที่ถูกต้อง ผู้คน เริ่มมีนิสัยละโมบ อวดใหญ่ ลำพอง คะนองเดช ตามสันดานของยักษ์ ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น จากการเห็นผิดเป็นชอบด้วยไฟแห่งโลภะ โทสะ และโมหะ ผลสุดท้ายชาวพุทธก็ทำลายล้างกันเอง ความเมตตาปราณีถดถอยออกจากจิตใจ ความละโมบมักมากก็ทวีคูณขึ้น การทำมาหากินจึงโกงกิน แก่งแย่งทำลายซึ่งกันและกัน เป็นที่มาของปัญหาคอรัปชั่นตามนิสัยยักษ์ คือ ชอบยักยอก ผลสุดท้าย ศาสนาที่ถูกมรรค ถูกผล ถูกนิพพาน ก็ไม่เหลือไว้คุ้มครองชาวพุทธ ตามปรมัตถ์ที่เหล่าพญาสัตว์ขอ " พระ" มาเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก โลกจึงขาดสันติสุขเพราะชาวโลกเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ความเมตตา ความสงบก็ขาดจากกัน ปลาใหญ่ก็กินปลาเล็ก คือ ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย ประเทศที่ใญ่่กว่าก็เปียดเบียนรังแกประเทศที่ด้อยกว่า บังเกิดความทุกข์ยากไปทั่ว ดังเช่นที่ประสบกันในทุกวันนี้ ทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกไม่ได้ตลอดพุทธกาล เหล่านี้เป็นเพราะกรรมอันใดเล่า กรรมแห่งศาสนาของพระพุทธโคดมมีมาเช่นไร

    ดุสิตเทวโลก ชั้นที่ 9 วิมานพระเมตไตรยมหาโพธิสัตว์

    ถึงกาลสะสางภพภูมิ สะสางโลก สะสางธาตุธรรม ให้ถูกมรรค ถูกผล ถูกนิพพานในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว รวบรวมฟองไข่ศาสนา ร้อยเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดแห่งโองการนวกาพรหม นามแม่กาเผือก เคลื่อนรัตนจักรแผ่นดินรัตนโกสินทร์ เข้าสู่ยุคถิ่นกาขาว-ชาวศิวิไลซ์ ภายใต้รังสีพระศรีอาริย์

    ขณะนั้น พระเมตไตรยมหาโพธิสัตว์มองลงมายังโลกมนุษย์แผ่นดินสุวัณณภูมิ ตามปรมัตถ์นาม แห่งโองการ นวกาพรหม เห็นพระพุทธโคดมลุกออกจากอาสนะบัวกลายเป็นหมู่สงฆ์แทนที่ ฉับพลันบังเกิดไฟลุกท่วมพระสงฆ์จึงทราบว่า ถึงเวลาที่จะต้องมากระทำศาสนกิจตามบุรพกรรมสัญญาที่ต่อองค์พุทธที่ 4 อีกทั้งเสียงเพรียกร้องของเหล่าทวยเทพน้อยใญ่่ทั้งหลายที่อาราธนาอัญเชิญพระองค์ดับทุกข์เข็ญ
    พระองค์ทรงเล็งเห็น ความเป็นมาของแผ่นดินสวัณณภูมิว่า แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่องค์พุทธที่ 4 ประทานนามแผ่นดินให้แก่ พระเจ้าทับไทยทอง เจ้าผู้ครองแผ่นดินแหลมทอง นำผังสุวัณณภูมิกลับไปยังบ้านเมือง ในพุทธพัสสาที่ 44 คือ ก่อนพระองค์ท่านปรินิพพานหนึ่งปี และพุทธศักราชที่ 100 องค์พระอวโลกิเตศวร ได้นำเสนอต่อธรรมสภาว่า ศาสนาพุทธของพระพุทธโคดม จะอยู่ในแผ่นดินมัธยมประเทศ (อินเดีย) ได้เพียงพันปีเท่านั้น แล้วจะเสื่อมหมดไปจากแผ่นดินแม่นี้ สมควรที่เหล่าทวยเทพจะหาแผ่นดินที่รองรับสืบอายุ พระพุทธศาสนา ที่ประชุมธรรมสภาต่างเสนอแผ่นดินศรีลังกา และแผ่นดินสุวัณณภูมิ องค์พระอวโลกิเตศวร และพระเมตไตรยทรงเล็งเห็นว่าจิตใจผู้คนในแผ่นดินสุวัณณภูมิละเอียดอ่อนกว่า เหมาะด้วยภูมิประเทศและผู้คน สมควรเป็นแผ่นดินที่จะสืบอายุศาสนาได้จวบจนสิ้นพุทธกาล

    ที่ธรรมสภา สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก่อนพุทธศักราช 2500 องค์อินทราธิราชเจ้า พร้อมเหล่าทวยเทพทั้งหลายได้ทราบว่า ถึงกาลที่พระพุทธศาสนาจะผันเปลี่ยนเวียนลงต่ำ ทรามเสื่อม ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พระพุทธศาสนาก็จะอยู่ไม่ครบพุทธกาล จึงพร้อมเพรียงกันมาประชุมหาผู้ที่มีบารมีมากที่สุด ที่จะช่วยพระพุทธศาสนาได้แล้วเหล่าทวยเทพน้อยใญ่่ทั้งหลายเห็นว่า บารมีของพระเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ องค์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยในภายหน้านั้น บารมีมากล้นสุดพอที่จะมาต่อชะตาเมือง ประสานศีลธรรม และสืบอายุพุทธกาลไว้ได้

    องค์อินทราธิราชเจ้าพร้อมทั้งเหล่าทวยเทพน้อยใหญ่ทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันไปอาราธนาอัญเชิญ พระเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ ยังดุสิตเทวโลก ขออาราธนาอัญเชิญพระองค์ท่านมาช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนา ด้วยเถิดพระเจ้าข้า...พวกเกล้ากระหม่อมขอธุลีการ ฝ่าพระบาท โปรดลงไปช่วยต่อชะตาชาวพุทธ ต่อชะตาบ้านเมืองและศีลธรรม สืบอายุอาณาจักรและพุทธจักรให้ครบพุทธกาล ขอได้ทรงพระเมตตาไปช่วยชาวโลก โปรดโลก เปิดธรรม ตัดเวร และอโหสิกรรม สะสางธาตุธรรม ชี้ทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเที่ยงธรรม ในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว แก่เหล่ามนุษย์ด้วยพระเจ้าข้า...ขอธุลีการฝ่าพระบาท...โปรดประทานพระมหาเมตตามหากรุณาชาวโลกเถิดพระเจ้าข้า...

    ดาวสงคราม-ดาวสันติ

    พระมาลัยได้กล่าวขี้น ท่ามกลางธรรมสภาว่า บัดนี้ใกล้วาระที่จะถึงกึ่งพุทธกาล ปรากฏว่าดาวเทพเจ้าสงคราม ได้ลงจุติยังโลกมนุษย์แล้ว เพื่อดับดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ทั้งนี้เป็นการดับดาวศาสนา ดาวสงครามจึงครองอำนาจ ก่อเหตุให้เกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ผู้ปกครองแว่นแคว้นทั้งหลายจิตใจมากด้วยอำนาจ โลภะ โทสะ และโมหะ ต้องการชิงความเป็นใหญ่ ต้องการเป็นจ้าวโลก โยนบาปสับเปลี่ยนให้ดาวศาสนาใช้กรรมวิบากของตน คนดีจะถูกเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเป็นซีกโลก ก่อเกิดเป็นสงครามโลกประหัตประหารชีวิตผู้คนด้วยอาวุธร้ายแรง สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะเกิดขึ้นในเมืองคนขาว สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น เมืองคนขาวลุกลามไปถึงเมืองคนเหลือง และในครั้งที่สามจะเกิดขึ้นในเมืองคนเหลือง เทพเจ้าดาวสงครามต้องการทำลายความเจริญของแผ่นดินของพระศาสนา ดับดาวศาสนาอย่างสิ้นเชิง แล้ว "พระ" จะปกครองสัตว์โลกได้อย่างไรพระเจ้าข้า.......

    พระเมตไตรยทรงพิจารณาเยี่ยงพระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายว่า กาลเวลานี้อายุสัตว์โลกน้อยต่ำกว่า 100 ปี ด้วยเหตุที่อายุสั้นนัก ชาวโลกก็จักมีกิเลสตัณหา ราคะมาก เพราะเกรงว่าจักตายเร็ว จึงแสวงหากามคุณหนุนเนื่องความอยาก รับศีลแต่ปาก แต่ใจรวนเรมากด้วยเล่ห์กล ปากกับใจไม่ตรงกัน แม้เพียงศีล 5 คือ นิจศีลก็พากันรักษาไม่ได้ จึงเป็นเหตุที่ยังไม่สมควรจะจุติเพื่อดับทุกข์เข็ญ และเมื่อกาลถึงกึ่งพุทธกาล ก็หมดเขตสาวกภูมิของพระศาสดาพุทธโคดม พระสงฆ์ถึงแม้จะเรียนรู้จนจบพระไตรปิฎกสักร้อยครั้งพันครั้ง แต่ไม่อาจบรรลุธรรมไปได้ เหล่าพุทธบริษัทที่เหลืออยู่ ก็ต้องภายใต้อำนาจยักษ์มารที่มาครองรักษาตามที่ได้ขอไว้กับพระศาสดา เมื่อขอต่อแล้วเอาไปปฏิบัติรักษาไม่ได้ เพราะว่าพวกเหล่านี้บารมีไม่เพียงพอ จึงไม่รู้แจ้งในข้อวัตรปฏิบัติ คุณของพระศาสนาก็เลยถูกปกปิด และเสื่อมไปเหลือเพียงค่า ซึ่งนับว่าเป็นอัครวิบัติของศาสนา ทำให้เกิดภัยพิบัติกวาดล้างผู้คน คนดีจะถูกเข่นฆ่า เหมือนหยกกับหินที่อยู่ปะปนกัน เมื่อภัยพิบัติมาย่อมต้องถูกภัยไปด้วยเช่นกัน

    เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาก็จะอยู่ไม่ครบพุทธกาล กรรมของพระโคดม กับพระศรีอาริย์ก็จะไม่ขาดจากกัน ฉะนั้น พระบรมนิตยโพธิสัตว์ เห็นสมควรที่จะอาราธนาพระอริยะสาวก ที่มีหน้าที่สืบอายุพุทธศาสนาเสมือนหนึ่งพุทธกาล เอาพระศาสนามาคืนเจ้าของเดิม กรรมที่พระโคดมได้เปลี่ยนเอาดอกบัวพระศรีอาริย์ถึงจะขาดจากกัน นี้คือกรรมของพระศาสนา ต่อจากนั้นพระองค์ก็จะได้มาฟื้นฟูให้ใหม่ เปิดนิมิติออก ตัดเวรแก้กรรม แล้วนำสร้างบารมีขึ้นมาใหม่ให้ถูกมรรค ถูกผล ถูกนิพพาน ในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว

    แหล่งที่มา
    : www.palungjit.com โดย brushed
     
  9. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    นี้คือกรรมของพระศาสนา

    f6ad1e5b9424d7eaced8cc6d00e5f4f1.jpg

    จ่ายักษ์ สมาชิก

    ผมได้ระบุจังหวัด ตั้งแต่ประจวบชุมพร คืออยู่ในจุดตัดที่แผ่นดินหักถล่มลงมา และได้บรรยายไว้ด้วยถึงเสียงของพระธรณีถล่ม 3 จชต. ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็ไม่เหลือครับ ไม่ต้องพูดถึงประเทศที่อยู่ใกล้เคียงหรือเกาะแก่งต่างๆ อภิมหาสึนามิ กวาดหมดแน่

    ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ปล่อยให้มีการทำลายพระไตรปิฎกและคนบาปในสุวรรณภูมิในภาคใต้ตอนล่าง ทำบาปในเมืองพุทธนั้นบาปกว่าเมืองอื่น ธรณีสงฆ์พุทธรักษา หากจะแก้ไข ต้องจัดการกับสำนักพุทธวจนะ เอาความจริงสู่สังคมขับไล่อลัชชี และเร่งปฎิบัติธรรมให้บรรลุ ปฎิสัมภิทาญานและ ผู้ได้ปาฎิหาริย์ 3 ประเทศไทยจึงจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดตามคำทำนาย

    ยิ่งอยากทำลายพุทธเกลียดชังพุทธมากขึ้นเท่าไหร่ กระแสแห่งการปกป้องคุ้มครองสหโลกธาตุจะหมดไป ไม่แปลกใจอะไรที่เป็นศาสนาแห่งการสิ้นโลก ยังอสัทธรรมทั้งหลายเหล่านั้น

    ที่มา http://palungjit.org/threads/ควรเตรียมการสร้างแค๊บซูลสำหรับยังชีพให้รอด.574535/#post-10542300
     
  10. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    ศิษย์ "พระโสณะเจ้า" เตือนจะเกิดแผ่นดินไหว ฟ้าดับไป ๓ วัน ๓ คืน

    tnews_1475854969_9778.jpg

    ย้อนคำทำนายภัยพิบัติจาก"พระคุณลุงเชียงใหม่" ศิษย์ "พระโสณะเจ้า" เตือนจะเกิดแผ่นดินไหว ฟ้าดับไป ๓ วัน ๓ คืน ผู้ประกอบกรรมดีจึงรอด

    “พระโสณะเจ้า” ผู้เป็นพระอาจารย์ของ “พระคุณลุงเมืองเชียงใหม่” นั้น คือองค์เดียวกันกับพระโสณะผู้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิแน่นอน และท่านก็คือหนึ่งในคณะพระโลกอุดรที่ยังมีเมตตาโปรดผู้มีบุญอยู่ตราบถึง ปัจจุบันนี้

    สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ ศิษย์ของพระโสณะเจ้า ซึ่งใช้นามว่า “พระคุณลุงเชียงใหม่” นั้น ได้กล่าวถึงนิมิตจากการนั่งกรรมฐานว่า ตั้งแต่มกราคมปี ๒๕๕๖ แต่นี้ไปจะเกิดเหตุภัยพิบัติสำคัญ มันเป็นการครบรอบวิกฤติหายนะของโลก เมืองไทยจะปลอดภัยกว่าที่อื่นทุกมุมโลก เพราะมีคนบำเพ็ญธรรม บ้านอื่นเมืองอื่น คนร้อยคนจะรอดเพียงสิบ แต่เมืองไทยคนร้อยคนจะรอดได้ยี่สิบคน ภัยใหญ่ที่จะเกิดขึ้นคือ “แผ่นดินไหว”

    ในนิมิตนั้นปรากฏภาพเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เริ่มจากภาคเหนือก่อน จากนั้นจะลงมาที่กรุงเทพ แผ่นดินไหวครั้งแรกตึกรามบ้านช่องห้องหอจะพังระเนระนาด แต่ไม่เพียงแค่นั้นไหวครั้งที่สองจะเหมือนมนุษย์อยู่ในกระด้งที่เขากำลังฟัดข้าว จะแรงและหนักยิ่งกว่าครั้งแรก จากนั้นคนจะวิ่งกรูออกมาตามถนนหวังหลบให้พ้นจากตึกที่กำลังถล่มลงมา แต่อนิจจาน่าสังเวช ภัยธรรมชาติที่ตามมาคือลูกเห็บยักษ์ จะหล่นลงจากฟากฟ้า ขนาดเท่ากำปั้นขึ้นไปจนถึงขนาดใหญ่หลายสิบกิโล ลูกเห็บนั้นไม่เพียงแค่ใหญ่แต่มีพิษเพราะมีเชื้อโรคจากฟากฟ้าลงมา ใครโดนเข้าก็ตายทุกคนไม่ตายเพราะขนาดใหญ่ของมันก็ตายเพราะพิษภัยที่มีอยู่ในมันนั่นเอง ตรงนี้ตรงกับข้อความ
    ของ หลวงปู่สรวงเทวดาเดินดิน ด้วยขอให้ผู้อ่านพึงพิจารณา ให้ดี

    แต่ไม่เพียงเท่านั้นจะเกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า สนั่นหวั่นไหว ผู้คนจะทนไม่ได้แก้วหูจะแตก ทำให้หูหนวกกันไปหมด เลือดจะไหลออกจากหูดูน่าสังเวช จากนั้นเพียงไม่นานฟ้าเริ่มวิปริตมืดมิดไปหมด ขนาดมือและแขนของตนก็มองไม่เห็น คนห่างกันแค่วาก็ไม่เห็นกัน เมื่อความมืดมาแล้วจากนั้นน้ำใหญ่จะมา มาจากทะเลและมาจากเขื่อน ผู้คนจะจมน้ำตายระเนระนาด ตายเกลื่อนกลาดเหมือนมดปลวก เขื่อนยักษ์ที่จีนก็จะแตกทำให้เหนืออีสานบางส่วนจมน้ำ ภาคกลางกรุงเทพจะจมน้ำมิดไปหมด เหลือรอดแต่คนดีมีศีลธรรม ข้อความนี้นิมิตภาพจากพระคุณลุงเชียงใหม่ใกล้เคียงกับหลวงปู่สังวาลมาก

    ความมืดมิดกินเวลาอยู่ ๓ วันครั้นแล้วพระอาทิตย์จะเริ่มโผล่ โลกจะกลับมาสดใสอีกครั้ง พระท่านให้ภาวนารัตนสูตร สรรญเสริญคุณพระรัตนตรัย ท่องคาถาพระเจ้าชนะมารของหลวงปู่มั่นจะพาพ้นภัยได้ เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือการปรับตัวของโลก โลกจะมีการเปลี่ยนแกนองศาใหม่ มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอน ในยุคของพวกเรานี่เอง แผ่นดินธรรมที่จะปลอดภัยนั้นใบ้ไว้ว่าสองลำ สามเชียง หมายถึง ลำพูน ลำปาง ปลอดภัย สามเชียงคือ เชียงใหม่ เชียงราย และเชียงทอง

    พระท่านกล่าวว่าคนมีสี่ประเภทคือ ๑ ไม่รู้ไม่เชื่อ พวกนี้ตายหมด ๒ รู้แต่ไม่เชื่อ พวกนี้ก็ตายเหมือนกัน ๓ รู้ เชื่อแต่ประมาท พวกนี้รอดแต่ก็ได้รับความลำบากมาก ๔ รู้เชื่อและไม่ประมาท พวกนี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

    ทั้งหมดถือว่าเป็นคำเตือนจาก
    คณะพระโลกอุดร ผ่านนิมิตญาณของพระคุณลุง ชาวเชียงใหม่ ศิษย์แห่งพระโสณะเจ้าหนึ่งในพระอริยเจ้าคณะโลกอุดร ผู้ใดได้อ่านและพึงพิจารณาเอาเถิดเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อตัวท่านเอง

    Publish 2016-10-07 22:42:49

    ที่มา http://www.tnews.co.th/contents/207529
     
  11. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    ลูกเห็บยักษ์ ตกที่เม็กซิโก ปานระเบิดลง


    เผยแพร่เมื่อ 28 พ.ค. 2017
     
  12. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    สัญญาณเตือนภัย เมื่อเห็นพระอาทิตย์ 2 ดวง ต้องรีบหนีโดยทันที

    maxresdefault.jpg


    องค์เทพทำนายภัยพิบัติโลกผ่าน อ.จตุพร ซึ่งร้ายแรง กว่า ที่มนุษย์คิดไว้มากมายนัก บทความนี้เขียนไว้เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553 ผู้ที่มีกรรมเนื่องเกี่ยวกับ ท่านพระพิฆเนศร์ น่าจะเข้าถึง สิ่งที่ท่านสื่อผ่าน อ.จตุพร มาได้ง่าย กว่าคนอื่นๆ ที่อาจถูกความสงสัยต่างๆพาไปไกล ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาพิจารณาก็ได้ จะเสียเวลาไปเปล่าๆ

    คำทำนาย ในประเทศไทย

    ทุกวันนี้โลกเราผิดปกติไปมากขึ้นทุกที แกนโลกเริ่มขยับตัวเคลื่อนที่อย่างมาก รอวันที่มันจะผลิกคว่ำ เมื่อคนไม่ดีมีเยอะมากขึ้น ศีลธรรมเสื่อมทรามลง แกนโลกจะคว่ำ เมื่อมันคว่ำแล้ว อะไรทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหมด บางจุดน้ำจะเป็นดิน ดินจะเป็นน้ำ

    หนาวจะร้อน ร้อนจะหนาว สภาวะขาดอาหารและน้ำ จะเกิดขึ้นไปทุกหย่อมหญ้า เงินจะไม่มีความหมาย อาหาร ยา เท่านั้นที่มีความหมาย คนไม่ดีจะเหลือน้อย คนดีจะเป็นใหญ่ ความสามัคคีจะเกิด ผู้คนจะช่วยกัน เริ่มเห็นใจกัน จะมีการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ อะไรก็ตามที่ใช้ไฟฟ้า แทบจะไม่มีความหมาย คนไทยจะเริ่มอพยพ ไปทิศใหม่ เมืองใหม่จะถูกสร้างขึ้น อารยธรรมใหม่จะเกิดขึ้นที่นั้น ทรัพย์พยากรใหม่ๆ จะออกมาตามรอยแยกแผ่นดินไหว จะมีแต่คนดีที่ครอบครอง ...สมาธิ จะเป็นบทนำที่อารยธรรมใหม่แห่งนี้

    คำทำนาย ในกรุงเทพมหานคร

    วันนั้นฟ้าจะเปลียน พระอาทิตย์จะปรากฎให้เห็นเป็น 2 ดวง ทางทิศตะวันตกในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าจะเป็นสีแสด อากาศผิดปกติ เป็นแบบนี้ไม่กี่วัน "คนมีบุญจะรวมกลุ่มกันหนี คนบาปจะอยู่กับบ้าน" เข้ายามราตรี ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง พายุขนาดใหญ่จะมา

    (ดวงอาทิตย์ที่เห็นเคียงคู่นั้น คือดาวหาง นิบิรุซึ่งเป็นดาวฤกษ์ กำลังโคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ของสุริยจักรวาลมากขึ้น เพื่อวนรอบดวงอาทิตย์ ทุกๆ 3,657 ปี สีจะออกแดง)

    ไฟจะดับ น้ำจะเริ่มท่วม รถยนต์จะเริ่มลอย เสาไฟจะล้ม คลื่นยักษ์สูง 50 เมตร จะมากวาดทุกอย่างไปในพริบตา "คนมีบุญที่หนีได้ทัน จะไปอยู่บนยอดตึก บุญจะส่งให้เขามีเหตุให้ต้องไปอยู่บนยอดตึกในเวลานั้น" ตกเช้าน้ำจะไป ทิ้งไว้แต่โคลนสีส้มไปทั่วเมือง "กรุงเทพฯ ไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นเมืองหลวงอีกต่อไป" ส่วนต่างจังหวัดอื่นๆ จะเกิดหนักเหมือนกัน แต่น้ำจะไปไม่เท่ากัน

    คำทำนาย เกิดเมื่อไร

    "บอก แล้วอาจเคลื่อน เพราะเวลาจะล้างคนไม่ดี เขาไม่บอกให้ทราบล่วงหน้า ถ้าทราบล่วงหน้า คนไม่ดี หนีกันไปหมด ก็ไม่เกิดแน่นอน ก็จะผลักออกไป ให้มาเร็ว หรือช้า จนคนบนโลกประมาท เมื่อนั้น ก็จะล้างทันทีไม่ให้ตั้งตัว"

    ปัจจุบันมีผู้มีอภิญญาหลายท่านก็ทราบกันแล้ว และก็เตรียมพร้อมกันแล้ว แผนกดาราศาสตร์ขององค์การนาซ่า คำนวณว่า ดาวหางนิบิรุ จะโคจร มาเรียงแถวกับโลกและดาวต่างๆ ในเพลนของกาแลกซี่ทางช้างเผือก แรงโน้มถ่วงของดาวนิบิรุ ที่มีขนาดใหญ่กว่าโลก 4 เท่า และโคจรเฉียดกับโลก 14 ล้านไมล์สวนทางกัน ตอนที่ดาวนิบิรุกำลังโคจรอ้อมดวงอาทิตย์ ช่วงเวลานั้นจะมีผลต่อโลกสูงที่สุด และที่น่าตื่นเต้นมากขึ้นไปอีกก็คือ ดาวหางดวงนี้เป็นดาวฤกษ์ที่มีดาวบริวารขนาดเท่าๆกับพระจันทร์ของโลกอีกหลายโหล ติดตามมาด้วย 2 ปี สนามแม่เหล็กโดยรวมของดาวนิบิรุ จึงมีอิทธิพลมากขึ้น จากดาวเดี่ยวๆ และสิ่งที่จะตกลงมาบนโลกจากส่วนหางของดาวดวงนี้ กลางๆปี...... ก็น่าจะได้สัมผัสกันบนโลก พร้อมอันตรายที่มันมีขนาดใหญ่นั่นเอง

    เวลาที่ดาวดวงนี้ใกล้เข้ามา ทุกคนน่าจะได้ยินข่าวคราวของมันอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้น ก่อนที่จะปรากฏเคียงคู่กับดวงอาทิตย์ ส่งสัญญาณขั้นสุดท้าย ให้แก่ผู้ไม่ประมาทจะเคลื่อนย้ายสู่ทีกำบังที่ปลอดภัย....แล้วท่านมองๆหาทำเล และตรียมการอย่างไรบ้างแล้ว??

    เท่าที่นายกอร์ดอน สแกลเลียน ผู้ตายแล้วฟื้น ได้มองเห็นแผนที่โลกใหม่ มาตั้งแต่ 1979 -1982 และได้ลงมือวาดแผนที่โลกใหม่ขึ้น มีส่วนสรุปคำทำนายของโซนเอเชียดังต่อไปนี้

    ผลสรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วน ตามภาพที่ขยายออกมา ซึ่งคงได้ยินกันมาอยู่บ้างว่า ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุด คือภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วน และภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปรและอินโดนีเซีย ส่วนชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ชัยภูมิ เพรชบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัยและตาก และแม่น้ำโขงจะกลายจากแม่น้ำเป็นทะเล

    เมื่อ 23 ก.พ. -25 ก.พ. 2554 ได้เกิดแผ่นดินไหว ดินยุบ ดินแยก ที่เกาะสุมาตราตะวันออก พร้อมกับมีเสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้อนขึ้นมาจากใต้ดินตลอดวันตลอดคืน ทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่มาทำการวิจัยหาสาเหตุว่าเสียงดังเกิดมาจากอะไร....ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณให้มนุษย์ทราบว่า กำลังจะเกิดแผ่นดินยุบบริเวณกว้างเป็นจังหวัดๆ ไล่ถล่มออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากแมกม่ากำลังปรับเปลี่ยนการไหลตลอดเวลา

    แผ่นดินถล่มมีโอกาสเกิดที่เกาะสุมาตราตะวันออก ในบริเวณตรงกันข้ามกับเกาะสิงค์โปร์ก่อน เนื่องจากใต้ดินบริเวณนั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่เกิดขึ้น จากการเคลื่อนตัวของแมกม่า ทำให้แผ่นดินตั้งอยู่บนอากาศ เพดานถ้ำขนาดใหญ่จะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเองได้ และมวลของดินยังขาดการยึดเกาะไม่เหมือนเก่า เนื่องจากที่ผ่านมา 10 กว่าปี เปลือกโลกได้ถูกเกลียวพลังงานเส้นแรงแม่เหล็กชอนไช ทำให้ดินเสียแรงยึดเกาะระหว่างโมเลกุล ดินจึงถล่มง่ายกว่าในอดีต

    จึงต้องคอยติดตามข่าวต่อไปว่า เสียงระเบิดใต้ดินที่ดังกึกก้องตลอดเวลา นั้นหยุดลงหรือยังและยังจะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตามมาถี่ขึ้นหรือไม่ และสุดท้ายยังไม่ทราบแน่ว่าแผ่นเปลือกโลกในโซนนี้จะถล่มลงในเวลาไล่ๆกันทั้งหมด เหมือนที่นายกอร์ดอน สแกลเลี่ยน ได้รับภาพหรือไม่..

    ที่มา
    http://ainews1.com/article485.html
     
  13. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    ฟันธงว่าไม่ถึง 10 ปี (พ.ศ.2563) ได้ย้ายแน่

    1059.jpg
    Nirvana ฟันธงว่าไม่ถึง 10 ปี ได้ย้ายแน่

    นิยามที่ว่า "ป่ากระต่ายขี้" น่าพิจารณามาก
    เพราะดูหมู่บ้านหลังน้ำลด ก็มีสภาพเช่นนั้น...จริงๆ
    แล้วถ้า กทม. ทั้งหมด หลังน้ำลด จะเหมือนอะไร

    วันนี้สัญญานบอกเหตุได้มาถึงแล้ว
    วิญญูชนพึงตระหนักและคิดหาทางผ่องถ่าย ครับ


    Nirvana, 19 ธันวาคม 2011

    ที่มา http://palungjit.org/threads/ภัยพิบัติ-ของแท้-แบบจัดหนัก-ประเภทต้องย้ายเมือง-ไม่เกินสิบปีนับจากนี้.318882/
     
  14. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    เตือนกรุงเทพฯจมน้ำถาวร!! อาจต้องย้ายเมืองหลวง

    bp33_1320227685.jpg

    ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ เปิดเผยว่า พื้นที่กรุงเทพฯ จะเกิดน้ำท่วมแบบถาวรในอีก 7–8 ปี ข้างหน้า(พ.ศ.2563) จึงเตือนรัฐบาลให้เร่งวางแผนรับมือโดยเร็วที่สุด

    มหาวิทยาลัยรังสิต จัดการเสวนาในหัวข้อ ‘เปิดโลกไอทียุคใหม่ ก้าวข้ามภัยพิบัติ’ เพื่อนำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไอที ในการจัดการภัยธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิจัยร่วมในองค์การนาซา กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกจะละลายมากขึ้น ทำให้ก๊าซมีเทนผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า

    เหตุการณ์นี้ จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปกติถึง 20 เซนติเมตร ส่งผลให้น้ำหนักของมหาสมุทรแปซิฟิกเพิ่มขึ้น การหมุนของโลกก็จะเปลี่ยนไป และธรรมชาติจะต้องปรับสมดุล เช่น การเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ และพายุ

    พร้อมเปิดเผยว่า หากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลก มีโอกาสจะจมลงใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ระดับ 3–4 ตามมาตราริกเตอร์เท่านั้น เนื่องจากมีรอยเลื่อนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ

    ด้านนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า น้ำท่วม ยังคงเป็นปัญหาระยะยาว ที่รัฐบาลจะต้องวางแผนแก้ไขปัญหา โดยผู้บริหารน้ำ จะต้องมีความรู้และรับฟังข้อมูลจากหลายด้าน

    สำหรับการปล่อยน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ เชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งในอนาคต เนื่องจากระดับน้ำที่เหลือในเขื่อนไม่เพียงพอสำหรับภาคเกษตรกรรม

    ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ยังต้องเฝ้าระวังการเกิดสตอมเซิร์จ หรือ คลื่นขนาดใหญ่ พัดเข้าแนวชายฝั่งในช่วงปลายปีนี้ รวมทั้งรายงานขององค์การสหประชาชาติที่เตือนว่า อีก 7–8 ปีข้างหน้า(พ.ศ.2563) กรุงเทพๆ จะอยู่ไม่ได้ เพราะน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น

    ขอบคุณข้อมูลจาก VoiceTV

    ข่าวโดย MTHAI
    27 ก.ย. 2012

    ที่มา https://news.mthai.com/general-news/193369.htm
     
  15. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    เตือนภัย! เผยรายชื่อเมืองที่จะจมอยู่ใต้น้ำ ปี 2563



    เผยแพร่เมื่อ 20 พ.ค. 2015
     
  16. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    เสนอย้ายเมืองหลวง! หวั่น 10 ปี กทม.จมน้ำทะเล

    mSQWlZdCq5b6ZLk15nDq1LSopM6xMxZ9.jpg
    เพื่อไทยผวาภัยน้ำท่วม เสนอญัตติด่วนย้ายเมืองหลวง หวั่นอีก 10 ปี กทม.จมบาดาล ส.ส.ลำพูน เผย มีการเสนอย้ายเมืองหลวงมาแล้วหลายยุค ชี้นครนายกเหมาะสุด เหตุไม่ไกล กทม. เชื่อมรถไฟความเร็วสูงได้...

    16 พ.ย. 2554 เมื่อเวลา 14.40 น. ที่รัฐสภา นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย พร้อมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 20 คน ได้ยื่นเรื่องถึงสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผ่านไปยัง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอเสนอญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาเพื่อขอย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพมหานคร ไป จ.นครนายก จ.เพชรบูรณ์ และจังหวัดอื่นๆ ที่เหมาะสม โดยในญัตติดังกล่าวระบุว่า ด้วยสภาวะแวดล้อมของโลกและประเทศไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน ส่งผลให้เกิดวิกฤติภัยธรรมชาติทั้งการเกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุด รอยเลื่อนแผ่นดินไหว ภัยสึนามิ และจะต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูสภาพจำนวนมหาศาล สิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า กทม.ที่เป็นเมืองหลวงของไทย แผ่นดินทรุดโดยเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 20 ซม. รวมถึงภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ กทม. จะกลายเป็นเมืองบาดาล อาจจะสร้างความเสียหาย และความเดือดร้อนแก่ประชาชนและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในเขต กทม.ได้ สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเห็นได้ว่าควรพิจารณาศึกษาการย้ายเมืองหลวงจาก กทม.ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น จ.นครนายก เพชรบูรณ์ หรือจังหวัดอื่นที่มีความเหมาะสมต่อไป เพื่อเตรียมรับมือแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

    นายสถาพร ให้สัมภาษณ์ว่า ญัตตินี้พรรคได้รับหลักการให้เสนอตามที่ ส.ส.ได้เข้าชื่อเสนอ ให้เป็นเรื่องของสภาฯ โดยแนวคิดย้ายเมืองหลวงเคยมีในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะย้ายไปยัง จ.นครนายก และสั่งการให้สภาพัฒน์ไปศึกษาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว จ.นครนายก มีความเหมาะสมทั้งทางกายภาพและภูมิศาสตร์ พื้นที่เป็นแนวลาดชัน หากน้ำมาก็จะไหลระบายได้เร็ว ไม่เหมือนกับ กทม.ที่เป็นแอ่ง น้ำมาจึงเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างเดียว ดังนั้น การย้ายเมืองหลวงไปแห่งใหม่ดีกว่าจะไปทำนิวไทยแลนด์อยู่แล้ว มองทั้งเชิงโครงสร้างและแผนงานยังไงก็คุ้มค่ากว่า กทม.จะมีอะไรเป็นนิวได้อีก เราควรวางแผนสร้างความหวังให้ประชาชนใหม่ จ.นครนายก เหมาะสม ไปถึงก็วางโครงสร้าง ผังเมืองใหม่ ทั้งส่วนราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การขนส่ง ระบบคมนาคม ก็ไปทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมไปภูมิภาคตะวันออก เหนือ อีสาน หรือแม้กระทั่งทำรถไฟความเร็วสูงมายังสนามบินสุวรรณภูมิก็ไม่ไกลมาก กลับมา กทม.ก็ห่างกันเพียง 40 กม.เท่านั้น

    นายสถาพร กล่าวต่อว่า ส่วนนิคมอุตสาหกรรมหากคิดระยะยาวก็กระจายให้มาอยู่รอบนอก ทั้งสระบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราก็ได้ ส่วนแนวคิดในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้นก็เหมาะสมเช่นกัน ทั้งทางภูมิศาสตร์และกายภาพ ไม่อย่างนั้นยุค จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม คงไม่มีแนวคิดจะย้ายเมืองหลวง เช่นเดียวกันกับยุคคอมมิวนิสต์ถ้าไม่ดีจริง คงไม่ยึดเป็นฐานที่มั่น เราต้องสร้างแนวคิดใหม่ จุดให้เป็นประเด็นใหญ่ให้เป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ ไปเลย ใครไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ มีคำทำนายว่า กทม.จะจมบาดาลภายใน 10 ปี ดังนั้นต้องย้ายเมืองหลวงใหม่.

    โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2554 02:35 น.


    ที่มา https://www.thairath.co.th/content/216831
     
  17. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    เตรียมการช่วงน้ำท่วม สำหรับคนอยู่คอนโด

    4048-20111026122034_1.jpg

    Credit คุณ ว่านน้ำ ณ พันทิป

    เอามาจากพี่ชายอีกทีค่ะ ควรรู้ไว้สำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโด ช่วยกันกระจายข่าว จัดการแผนการรองรับอย่างเป็นระบบ เพื่อว่าหากฉุกเฉิน จะได้ไม่โกลาหลนะคะ เพราะอย่าลืมว่าถึงตอนนั้น ทุกคนคือผู้ประสบภัย คนสามารถช่วยเหลือเราได้จะมีน้อยกว่ามากๆค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่าคนอยู่คอนโด โดยเฉพาะคอนโดชั้นในไม่ต้องทำอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่?

    มาดูกันค่ะ ส่วนตัว –

    1. เตรียมอาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย ยาต่างๆไว้ให้พร้อม

    2. สอบถามนิติบุคคลว่าหากเกิดกรณีต่อไปนี้ จะเป็นเช่นไร

    2.1 การประปาหยุดจ่ายน้ำ จะยังมีน้ำที่สำรองไว้ในแทงค์ให้ใช้ได้อีกราวกี่วัน

    2.2 การไฟฟ้าหยุดจ่ายไฟ จะยังมีน้ำมันสำรอง สำหรับเครื่องปั่นไฟไว้จ่ายไฟ**เฉพาะส่วนกลาง**ให้ใช้ได้อีกราวกี่วัน ( หลายคนมักเข้าใจผิดนะคะ ไฟสำรองจะจ่ายไฟเฉพาะส่วนกลาง ไม่รวมในห้องพักค่ะ ถ้าคอนโดคุณมีไฟสำรองจ่ายถึงห้องพักด้วย.. ขอแสดงความยินดี คอนโดคุณเทพมาก )

    2.3 หากทั้งการประปา และการไฟฟ้าหยุดจ่ายน้ำ-ไฟ จะมีน้ำและไฟส่วนกลางให้สำรองใช้ได้อีกกี่วัน เพื่อประมาณสถานการณ์ และวางแผนอพยพได้อย่างถูกต้องค่ะ

    3. เพื่อความไม่ประมาท เตรียมถุงดำ+ปูนขาว(ซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้าง) หรือ EM ไว้ก็ดีค่ะ เพื่อในกรณีฉุกเฉิน ระบบบำบัดของเสียและสุขาไม่สามารถใช้การได้ ส่วนแค่ไหนถึงจะเรียกว่าฉุกเฉิน ต้องสอบถามทางนิติค่ะ ระบบบำบัดของเสียของแต่ละคอนโดไม่เหมือนกัน ข้างล่างนี้เป็นมาตรการป้องกัน วิธีปฏิบัติ และแนวทางแก้ไข สำหรับคอนโดนะคะ ว่าน convert มาจากไฟล์ pdf อาจจะมี font เพี้ยนไปบ้าง ใช้วิธีเดาความกันละกันค่ะ เยอะมาก แก้หมดไม่ไหว

    มาตรการป้องกัน วิธีปฏิบัติ และแนวทางแก้ไข เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมระดับต่างๆในโครงการ การเตรียมการในเบื้องต้น

    - ให้ทางหน้างานและช่างอาคาร ทบทวนขั้นตอนปฏิบัติในการช่วยเหลือผู้ติดอยู่ในลิฟท์กรณีฉุกเฉิน

    - ให้ทําการ protect บ่อเก็บน้ำดีใต้ดิน เพื่อมิให้น้ำเสียเล็ดลอดปะปนเข้ามาได้

    - ให้ทําการหาถังน้ำมันและสํารองน้ำมันเพิ่มเติม โครงการละ 200 ลิตร

    - ให้จัดเตรียม stock เสบียงอาหารให้พนักงานที่อยู่ stand by ในโครงการให้เพียงพอ 7 วัน (อาจมีการสอบถาม กรรมการ ขออนุญาตหากพนักงานที่ต้องมาทําการ stand by ที่โครงการ จะสามารถนําครอบครัวเข้ามาพัก อาศัยในโครงการด้วย เพื่อสามารถ stand by ได้อย่างไร้กังวลทางบ้านตนเอง)

    - แจ้งประชาสัมพันธ์ลูกบ้าน เตรียม stock น้ำดื่ม อาหารแห้งพร้อมทาน น้ำดื่ม ถุงดํา และของใช้ที่จําเป็นอื่นๆ

    - Update เบอร์ติดต่อผู้พักอาศัยในแต่ละโครงการให้ Call center รับทราบ และเตรียม draft ในทุก level ไว้ เพื่อช่วยเรื่องการประกาศ SMS ให้ลูกค้าทราบ ( เฉพาะโครงการ in house)

    - สําหรับโครงการที่ไม่มีระบบ Generator ให้ทําการประชาสัมพันธ์ให้ลูกบ้านเตรียมไฟฉายเพื่อให้แสงสว่างใน กรณีการไฟฟ้างดจ่ายกระแสไฟ และทางหน้างาน ต้องเตรียมการจัดจุดจ่ายน้ำ (จากถังเก็บน้ำใต้ดิน) ให้ผู้พัก อาศัย ในกรณีที่น้ำในถังเก็บน้ำชั้นดาดฟ้าถูกใช้หมดแล้ว Level 1 น้ำท่วมถนนนอกโครงการ แต่ยังไม่เข้าภายในโครงการและอาคาร

    - ให้ทําการปิดประตูโครงการ และห้ามเคลื่อนย้ายแนวกระสอบทรายเพื่อให้รถเข้าออกโครงการไม่ว่ากรณีใดๆ เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าโครงการ (ให้ทําการประชาสัมพันธ์ผู้พักอาศัย ด้วยประกาศที่ทางส่วนจัดทําให้ ด้วยวิธี สอดใต้ประตู เพื่อให้ข้อมูลข้าถึงผู้พักอาศัยโดยตรง )

    - ทําการ Stand by lift ที่ชั้น 2 แทน – ให้ใช้กระสอบทรายอุดท่อน้ำทิ้งที่ระบายน้ำในบ่อสุดท้ายที่ออกสู่ท่อ กทม และ ใช้ปั๊มไดโว่ดูดน้ำจากบ่อน้ำทิ้งออก ถนนนอกโครงการ เพื่อระบายน้ำเสียออกสู่ภายนอกโครงการ และเพื่อให้ผู้พักอาศัยยังคงสามารถใช้ระบบ สุขภัณฑ์ได้ตามปกติ

    - สําหรับโครงการที*มีระบบ sprinkle ในกรณีการประปาหยุดจ่ายน้ำ และน้ำในถังเก็บน้ำดีชั้นดาดฟ้าถูกใช้ไป จนถึงระดับท่อที*จ่ายให้ห้องชุดแล้ว ในถังเดียวกันจะยังมีน้ำที่ใช้สําหรับ sprinkle ระบบดับเพลิง โดยจะปล่อย น้ำที่เหลือตามแรงโน้มถ่วง และสามารถใช้ดับเพลิงได้ 0.5

    – 1 ชั่วโมง ในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ และในกรณีที่ปริมาณน้ำดังกล่าวไม่เพียงพอสําหรับการดับเพลิง ทางอาคารสามารถใช้ปั๊มเครื่องยนต์ สูบน้ำจากสระว่ายน้ำ เพื่อดับเพลิงได้เพิ่มเติม ในกรณีการไฟฟ้าหยุดจ่ายไฟ

    - ให้ทําการเปิด - ปิดการ run Generator วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในอาคาร (ส่วนกลาง) ได้ ประมาณ 7 วัน โดยให้จัดทําประชาสัมพันธ์แจ้งเวลาเปิด - ปิดไฟให้ผู้พักอาศัยทราบล่วงหน้า โดยแบ่งเป็นเวลา เช้า 30 นาที และช่วงเย็น 30 นาที

    - เมื่อเวลา run generator ให้ทําการสํารองน้ำดีให้เต็มเสมอหรือมากที่สุด

    วันที่ 25 ตุลาคม 2011 เวลา 19:14 น.

    ที่มา
     
  18. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    การมากวาดล้างของแม่พระธรณี

    01446010500.jpg

    เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ โดยรัตนา มฤคพิทักษ์ เปิดเผยความมีอยู่จริงของ แม่พระธรณี ( คัดลอกมาเพียงบางส่วน โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้ )

    ก็ต้องขอทำความเข้าใจเสียก่อนว่า สิ่งที่ดิฉันจะเขียนอ้างอิงเกี่ยวกับแม่พระธรณี ว่าดิฉันได้สัมผัสหรือพบเจออะไรมาบ้างนั้น ไม่ใช่เขียนออกมาเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อในคำพูดของดิฉันแต่อย่างใด เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ดิฉันยังเชื่อมั่นในหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนว่า

    - อย่าเชื่อถือ โดยการฟังตามกันมา
    - อย่าเชื่อถือ โดยการถือสืบกันมา
    - อย่าเชื่อถือ โดยการเล่าลือ
    - อย่าเชื่อถือ โดยการอ้างตำรา
    - อย่าเชื่อถือ โดยตรรก
    - อย่าเชื่อถือ โดยการอนุมาน
    - อย่าเชื่อถือ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
    - อย่าเชื่อถือ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
    - อย่าเชื่อถือ เพราะมองเห็นลักษณะน่าเชื่อ
    - อย่าเชื่อถือ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูเรา


    อนึ่ง ไม่พึงแปลความเลยเถิดไปว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อถือกับสิ่งเหล่านี้ และให้เชื่อถือกับสิ่งอื่นนอกจากนี้ แต่พึงเข้าใจว่าแม้แต่สิ่งเหล่านี้ ซึ่งบางอย่างก็เลือกเอามาแล้วว่า เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด ท่านก็ยังเตือนไม่ให้ปลงใจเชื่อ ไม่ให้ด่วนเชื่อ ไม่ให้ถือเป็นเครื่องตัดสินเด็ดขาด เพราะยังอาจผิดพลาดได้ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก่อน ดังนี้เป็นต้น

    เพื่อปูความเข้าใจเกี่ยวกับแม่พระธรณี เรามาย้อนดูปูมหลังเกี่ยวกับแม่พระธรณีสักเล็กน้อย เมื่อโลกถือกำเนิดขึ้น มีองค์แม่พระธรณีซึ่งเป็นเทพชั้นสูง รับภาระหน้าที่ดูแลปกปักรักษาผืนแผ่นดินนี้ตลอดมา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวหรือภาระหน้าที่ทางเทพ ซึ่งมนุษย์อย่างเราไม่อาจเข้าถึงได้ แต่ในฐานะของพุทธศาสนิกชนแล้ว เราได้ยินเรื่องราวของแม่พระธรณีมาตั่งแต่สมัยพุทธกาลเลยทีเดียว

    กล่าวคือ เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อนบรรดาเหล่ามารเห็นว่า เจ้าชายสิทธัตถะกำลังจะตรัสรู้ จึงพากันมาหลอกหลอนทำลายสมาธิจิต กระทั่งจะใช้กำลังเข้าทำร้ายโดยอ้างว่า ที่ที่เจ้าชายประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์หรือที่เรียกว่า "รัตนบัลลังก์" นั้นเป็นของพญามารโดยพญามารอ้างว่า มีบรรดาเหล่ามารเป็นพยานให้ และพวกมันได้ย้อนถามเจ้าชายสิทธัตถะว่า มีผู้ใดเป็นพยาน เจ้าชายสิทธัตถะก็ตรัสว่า "เรามีองค์แม่พระธรณีเป็นพยานแก่เรา" ด้วยเหตุนี้แม่พระธรณีจึงปรากฎกายเพื่อเป็นพยานแก่เจ้าชายสิทธัตถะ และได้บีบมวยผมที่สูบน้ำจากแม่พระคงคา ทำให้น้ำท่วมบรรดาพญามารและเหล่ามารทั้งหลายจนล้มตายไป ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงสำเร็จด้วยการตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นั่นเอง ซ้ำในกาลต่อมา พระเทวทัต ซึ่งคอยขัดขวางและทำร้ายพระพุทธองค์ตลอดเวลา แม่พระธรณีก็สูบพระเทวทัตให้จมหายลงไปในแผ่นดินอีกด้วย เหตุการณ์ทั้งสองล้วนประจักษ์แจ้งแก่พุทธศาสนิกชนมาช้านานแล้ว แต่ในหนนี้แม่พระธรณีมาปรากฎให้ลูกหลานรับรู้ เพราะต้องการมาเป็นพยานให้กับพ่อศรีอาริย์ ซึ่งกำลังจะมาถึง ดังนั้นคำว่า "เทพมาช่วยเทพให้สำเร็จ" หมายถึงองค์แม่พระธรณีซึ่งเป็นเทพ มาช่วยเทพอย่างพ่อศรีอาริย์นั่นเอง

    พุทธศาสนา ที่คาดหวังว่าจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ให้ผู้คนในยามทุกข์ได้ ถูกนำไปบิดเบือน หากินด้วยรูปแบบต่างๆ นานาของผู้อาศัยผ้าเหลืองบังหน้า พาญาติโยมออกนอกลู่นอกทาง โดยไม่แยแสต่อการท้วงติงใดๆ จากสังคม ทำให้ผู้คนในสังคมนี้ยิ่งว้าเหว่และสิ้นหวังมากยิ่งขึ้น นี่ใช่ไหม คือสัญญาณบอกเหตุของการก้าวสู่สังคมพระศรีอาริย์ ซึ่งผู้คนมีความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ปรารถนาจะพานพบยิ่งนัก ดังคำอธิษฐานที่ว่า

    "ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดังดอกบัว
    ยกขึ้นใส่หัว ถวายแด่พระสงฆ์
    จิตใจจำนงค์ ประสงค์นิพพาน
    ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร
    ขอให้พบพระศรีอารย์ ในกาลภายหน้า เทอญ"


    ดิฉันเชื่อว่า คำอธิษฐานจิตนี้กำลังจะได้รับการสนองตอบในไม่ช้าไม่นาน ถึงแม้ว่าในพระไตรปิฎกจะระบุไว้ว่า จุดเปลี่ยนของโลกมนุษย์หรือแผ่นดินพระศรีอาริย์ จะเกิดขึ้นนต่อเมื่อพระพุทธศาสนาอายุได้ ๕,๐๐๐ ปีไปแล้วก็ตาม แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าหากโลกมนุษย์เกิดความเลวร้ายต่างๆ ขึ้นมากมายจนยากแก่การเยียวยา แม้พุทธศาสนาจะเพิ่งผ่านเพียง ๒,๕๐๐ กว่าปีแผ่นดินพระศรีอาริย์ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่พ้น และเทพผู้ที่เคยมีบทบาทก่อนพุทธกาล ในการช่วยให้พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ อุบัติขึ้นคือแม่พระธรณี ยังสื่อสารกับดิฉันเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า

    "หน่วงเหนี่ยวไม่ได้ เหนี่ยวรั้งก็ไม่ไหว นี่คือ ยุคพระผ่าน พ่อมาแล้ว ให้พ่อ(ศรีอาริย์) มานั่งยุคสุดท้าย เชื่อ....มีดี ไม่เชื่อ.....ร้ายทั้งหมดทั้งหลาย"

    หลายท่านอาจจะมองว่า แม่พระธรณีอวดอิทธิปาฎิหารย์ ไม่แตกต่างจากบรรดาเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือพระบางรูปในสังคมไทย ที่ใช้อวิชชาดึงความศรัทธาของผู้คนให้เข้าไปติดกับหรือเปล่า ดิฉันไม่ปฎิเสธว่าแม่พระธรณีมีอิทธิปาฎิหารย์จริง แต่ก็ต้องถามต่อไปว่าแม่พระธรณีใช้ปาฎิหารย์นั้นเพื่อใคร เพื่อตัวแม่ฯ เองหรือเพื่อลูกหลานทั้งแผ่นดิน ดิฉันกล้าตอบแบบฟันธงว่า แม่ฯ เสียสละตัวเองเพื่อคนทั้งโลก ดังนั้นปาฎิหารย์ของแม่ฯ ก็ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์โลกเท่านั้น

    แม่พระธรณีเคยใช้อำนาจอิทธิปาฎิหารย์ของแม่ฯ กวาดล้างหมู่มารก่อนพุทธกาล เพื่อให้เจ้าชายสิทธัตถะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ฉันใด ยามนี้แม่พระธรณีก็ได้ใช้อิทธิปาฎิหารย์กวาดล้างหมู่มารให้พ่อศรีอาริย์ฉันนั้น พูดแบบให้เข้าใจง่ายๆ คือ "แม่มาล้างแผ่นดิน" ให้สะอาดนั่นเอง

    การมากวาดล้างของแม่พระธรณี ก็เพื่อกำจัดหมู่มารปีศาจที่กินบ้านกินเมือง ขณะเดียวกันก็ดึงให้มนุษย์ทุกผู้ทุกนามหันกลับไปสู่ทางธรรม สู่ความดีงาม กลับไปยืนอยู่กับความเป็นจริงมิใช่เพื่อให้ลูกหลานยึดติด หรือหวังพึ่งพาปาฎิหารย์ของแม่ฯ แต่อย่างใด ใครก็ตามที่มีจิตบริสุทธิ์ กระทำแต่สิ่งดี แม่พระธรณีย่อมเป็นพยานให้ เพราะทุกชีวิตล้วนเหยียบดิน ความดี-ความชั่วไม่พ้นไปจากความรับรู้ของผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน คือแม่พระธรณีไปได้ ใครที่ยังไม่สำนึก ยังดื้อด้านสร้างแต่ความชั่วร้ายอยู่ตลอดเส้นทาง ย่อมไม่พ้นที่จะต้องถูกแม่ฯ กวาดล้างอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้เพื่อให้แผ่นดินไทย พร้อมที่จะเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์อย่างแท้จริงนั่นเอง ยุคพ่อศรีอาริย์หรือสังคมยุคพ่อฯ นั้นจะเป็นสังคมที่มีความเสมอภาค ทุกคน ทุกชีวิต สามารถเข้าถึงทรัพยากรของแผ่นดินแม่ฯ ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะแผ่นดินจะเข้าสู่ภาวะร่มเย็นเป็นสุข มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ มีความรักใคร่กันฉันท์พี่น้อง มีเมตตาธรรมต่อกัน และสังคมมีความเป็นธรรมโดยเสมอหน้ากัน

    ก่อนที่ดิฉันจะเขียนต่อไปว่า เราควรจะมีท่าทีเช่นไรต่อเรื่องนี้ ขออนุญาตหยิบยกบทสนทนาระหว่างแม่พระธรณีกับดิฉัน ต่อกรณีความทุกข์ยากเดือดร้อนของลูกหลานไทย มาให้อ่านและรับรู้กันเสียก่อน

    รัตนา : ทำไมแม่ถึงมาเปิดตัวให้ลูกหลาน ได้รับรู้ว่าแม่มีอยู่จริง

    แม่ฯ : แม่พระธรณีคือเทพชั้นสูง เหตุที่ต้องลดหลั่นเพราะแผ่นดินเดือด อีกซ้ำยังเจอพระศรีอาริย์จะมาช่วยนั่งแผ่นดิน

    รัตนา : ลูกเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งจะเป็นที่พึ่งของแม่ผู้เป็นเทพประจำแผ่นดินได้อย่างไร

    แม่ฯ : คำว่าเชื่อแม่....ช่วยง่าย เชื่อ...แผ่นดินจึงจะพ้นวิกฤต แผ่นดินสลายโลกทั้งโลกไม่มี แต่ถ้าแม่แก้ทัน สู่แผ่นดินใหม่ได้ จิ้งจกตัวน้อยนิดทัก ยังต้องเชื่อ นี่คือแม่พระธรณีมาโปรดแล้ว คงต้องเชื่อรับใช้ชาติ มีหรือจะเดือดร้อนวันที่สำเร็จรออยู่แค่เอื้อม เพราะเพลาไม่คอยท่าแล้วบ้านเมืองมาถึงยุคสุดท้ายแล้ว ทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ นี่คือแผ่นดินที่ห้ามาถึงแล้ว

    รัตนา : ตั้งแต่ลูกเติบโตจนจำความได้ เห็นมีแต่คนกราบไหว้พระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สารพันบรรดามี เพื่อขอบารมีมาคุ้มครองป้องกันภัยให้ แต่ยังไม่เห็นมีใครเอาแม่เป็นที่พึ่งสักเท่าไร ตกลงแม่อยู่ที่ไหนกันแน่

    แม่ฯ : แม่อยู่ที่พื้นดิน ลูกหลานพากันไม่เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีแม่เป็นเจ้าของ อวิชชาห้ามฝืนหรือร่ำเรียน ต้องยึดมั่นแผ่นดินถึงจะมีแผ่นดินอยู่ ตัวอย่างเห็นต่อหน้า ซ้ำเห็นทุกวัน นี่คือตำราล้างแผ่นดินให้สะอาดแล้วให้พ่อศรีอาริย์มาครองแผ่นดิน

    รัตนา : ในเมื่อแม่เป็นเจ้าของแผ่นดินทั้งแผ่น หรือโลกนี้ทั้งโลก แล้วเหตุใดแม่จึงเจาะจงมาช่วยแค่แผ่นดินไทย

    แม่ฯ : เพราะเมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ชาติอื่นไม่มี มีแต่เข่นฆ่าล้างเผ่า ชาติไทยมีแม่มีพ่อ (พ่อศรีอาริย์) ทุกประเทศต้องมาสยบแค่ไทยทั้งหมดทั้งหลาย แผ่นดินทั้งแผ่นมีแม่องค์เดียว แม่ยึดแผ่นดินไทยไว้ เพราะพระเจ้าอยู่หัวมีบารมี แผ่นดินไทยมีพระสยามเทวาธิราช มีพระเจ้าตากสิน มีเทพ มีแม่สุริโยทัย มีเลือดดีมากที่สุด แม่ต้องการทำให้ที่อื่นเห็นไทยเป็นตัวอย่าง

    ที่มา:- หนังสือเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ เปิดเผยความมีอยู่จริงของแม่พระธรณี ผู้ชี้ขุมทรัพย์กู้วิกฤตชาติ ผู้เขียน รัตนา มฤคพิทักษ์ พิมพ์ครั้งที่สอง : เมษายน 2543
     
  19. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    พระโอวาท พระอนุตตรธรรมมารดา


    เผยแพร่เมื่อ 14 ส.ค. 2011
     
  20. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,384
    ค่าพลัง:
    +72,776
    22 กันยายน 2017 พระเยซูตรัสบอกว่า "เวลาหมดแล้ว" !!

    jesus_light_of_world-p.jpg

    ใช่! นาฬิกาหยุดลงแล้ว พระเยซูตรัสกับนางว่า "ไปบอกคริสตจักรของฉันว่าถึงเวลาแล้ว บอกคริสตจักรว่าหมดเวลาแล้ว!"
    https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1749138418432609&id=692795807400214

    พระเยซูตรัสว่า "ในพระวจนะของเรามีคำเขียนไว้ว่าในวันสุดท้ายปีศาจ. (สิ่งชั่วร้ายที่รวมถึงออกมาจากจิตใจมนุษย์) จะแพร่กระจายบนแผ่นดินโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และตอนนี้พวกเขากำลังแพร่หลายอยู่บนพื้นโลก นั่นคือเหตุผลที่โลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้"

    พระเยซูทรงพานางเข้าไปในห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยกระจก
    หลังจากที่พระองค์ทรงให้เสื้อคลุมสีขาวแก่นา งแล้วพระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าเสื้อคลุมนี้มีสีขาวและบริสุทธิ์ แต่เมื่อมองใกล้ๆเสื้อคลุมที่ดูขาวสะอาดกลับเต็มไปด้วยคราบที่มีขนาดเล็ก และไม่สามารถสังเกตได้ง่ายนักและเธอเสียใจ เพราะคราบเหล่านั้นเป็นตัวแทนของความบาป และเธอก็เริ่มร้องไห้ เพราะเสื้อคลุมของเธอสกปรกด้วยเช่นกัน

    จากนั้นพระองค์ก็บอกกับเธอว่า "ฉันจะแสดงให้เห็นว่าลูกเป็นคนที่เข้มแข็งมากขึ้น" พระองค์ได้นำนางไปที่โบสถ์ที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากและพระองค์บอกกับเธอว่า "และอย่างที่เห็นไม่มีเสื้อใครคนใดสวมเสื้อคลุมสีขาวสนิท และอาภรณ์ที่สกปรกที่สุดก็เป็นของผู้สูงอายุและผู้นำ" ...?

    จงตั้งใจฟังให้ดี .. ลูกมองและเห็นว่าทุกคนมีเสื้อคลุมสกปรกและเสื้อบางคนก็ฉีกขาดและเต็มไปด้วยคราบ และเธอสังเกตเห็นว่าผู้ที่อยู่ในสภาพแย่ที่สุดเป็นเสื้อของผู้สูงอายุและผู้นำ!?

    เธอประหลาดใจมากกับความฝันนี้ และเธอเริ่มร้องไห้เพราะในคริสตจักรไม่มีใครที่มีเสื้อสีขาว ทันใดนั้นทุกคนยกมือขึ้นนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าและมือของเขาเต็มไปด้วยเลือด! พระเยซูตรัสกับเธอว่าพวกเขาได้สรรเสริญพระเจ้า แต่ความคิดของพวกเขายังหมกมุ่นอยู่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันของพวกเขา และพระเยซูตรัสกับเธออีกว่า "ดูความคิดของคนในคริสตจักร พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางพระบิดาของเราเลย แต่พวกเขากลับหมกมุ่นทำทุกอย่างเพื่อในโลกนี้ เพราะเหตุนี้ การนมัสการของคริสตจักรนี้ จะไม่นำพาพวกเขาขึ้นไปบนบัลลังก์ของฉัน พวกเขาไม่ได้คิดที่จะมุ่งมั่นอยู่กับราชอาณาจักรของฉันหรือการกลับมาของฉัน"

    แล้วพระเยซูก็ได้จับมือเธอและพาเธอไปที่โบสถ์แห่งหนึ่ง และพระองค์บอกเธอว่า "คริสตจักรนี้ฉันไม่เคยไปเยี่ยม เพราะฉันไม่ได้สั่งให้เปิด นี่คือสิ่งหนึ่งที่เกิดจากซาตาน"! จากนั้นพระองค์ได้พานางไปเยี่ยมคริสตจักรหลายแห่งทั่วโลกและเธอถามพระองค์ว่า "แล้วพวกเขาจะรอดได้อย่างไร? พระเยซูตรัสตอบว่า "คนที่ได้รับการชำระแล้วและเสื้อคลุมของพวกเขาจะได้รับการชำระล้างให้ขาวโดยเลือดของเราๆจะช่วยให้รอด"
    และพระองค์พาเธอไปที่ๆเธอได้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลของโบสถ์ทั้งหมด ทันใดนั้นเธอก็มองเห็นพระเยซูทรงร้องไห้อย่างขมขื่น เธอรู้สึกสลดหดหู่เมื่อเห็นพระองค์ร้องไห้เช่นนี้ แต่พระองค์ตรัสว่า "ที่จริงเธอร้องไห้มากกว่าฉัน" และพูดกับนางต่อว่า "ลูกรัก ที่แย่ที่สุดคือทุกคนคิดว่าพวกเขาจะได้รับการช่วยเหลือ"

    เธอทูลว่า "ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงพระประสงค์สิ่งใดจึงมอบวิสัยทัศน์นี้ให้? พระองค์จึงตอบ "ฟัง!" Tick tock , tick tock, tick tock และเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ลูกได้ยินไช่ไหม?" เธอตอบว่า "ใช่แล้วท่านพ่อ เป็นเสียงนาฬิกา" พระองค์กล่าวว่า "ฟังอีกครั้ง" Tick tock, tick tock และนาฬิกาหยุดลงแล้วและพระองค์กล่าวต่อ "เธอได้ยินมันอีกหรือไม่" เธอตอบว่า "เสียงหยุดลงแล้ว"?

    พระเยซูตรัสกับนางว่า "จงไปบอกคริสตจักรของเราว่า เวลาล่วงไปแล้ว บอกคริสตจักรว่าเวลาหมดแล้ว" !!

    สัญญาณมหากลียุค Signs of the end in Current Events ได้แชร์โพสต์ของ A Call and Warning from the Lord For The End Times

    22 กันยายน 2017 เวลา 23:00 น.



    ที่มา https://th-th.facebook.com/SIGNSOFTHEENDTIME/
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ความฝัน เทพสังหรณ์ สัญญานเตือนจากเบื้องบน
  1. Nayar
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    71
  2. นางสาวขี้มโน
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    191
  3. วิญญาณนิพพาน
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    49
  4. Treerached
    ตอบ:
    6
    เปิดดู:
    261
  5. jay147852
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    96

แชร์หน้านี้

Loading...