"ความฝัน เทพสังหรณ์" สัญญานเตือนจากเบื้องบน

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย kananun, 9 พฤษภาคม 2007.

  1. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    กลัวว่าสงคราม ภัยพิบัติ จะเกิดขึ้น


    เผยแพร่เมื่อ 14 ต.ค. 2015
     
  2. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    โจรผู้ร้ายตา 2 ชั้น จะนำพิษมาทำลายโลกมนุษย์

    ebola-1024x669.jpg

    ที่วัดพระนอน เมืองแพร่ มีการค้นพบคัมภีร์ภาษาโบราณชุดหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าได้เขียนไว้ในสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ( พ.ศ. 2310) เมื่อนำมาแปลโดยพระครูนิภัทร กิจอาทร ปรากฎว่าเป็นเรื่องของคำทำนายชะตาของโลก ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุส มีใจความบางตอนดังนี้:

    "น้ำจะท่วมฟ้า" "ปลาจะกินดาว"

    "มนุษย์จะรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ จะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น มนุษย์จะสามารถ ขี่ลม ไปได้ในพื้นที่และอากาศมีรอยเหมือนงู ในที่ต่ำจะถูกถมให้สูง ในที่สูงจะถูกขุดแผ่นดินให้ราบเรียบ"

    "ชนชาติผิวขาวจะย่นย่อระยะทางให้สั้นเข้า โลกจะเล็กลง คนพูดทางไกล แสนไกลจะได้เห็นหน้ากันและกัน โลกจะมีตาทิพย์หูทิพย์ เสียงทิพย์ บนท้องฟ้าจะมี ลูกไฟ พุ่งเข้าหากันผู้คนจะพกพา อสรพิษติดกายไว้ต่อสู้ เพราะอวิชชา"

    "โจรผู้ร้ายตา 2 ชั้น จะนำพิษมาทำลายโลกมนุษย์ ผู้หญิงจะกลายเป็นผู้ชาย ผู้ชายจะกลายเป็นผู้หญิง"

    ที่มา https://hilight.kapook.com/view/61835
     
  3. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    เผย 10 อาวุธเชื้อโรค อันตราย ฆ่าล้างมนุษย์ ยิ่งกว่าสงคราม

    MERS2-450x300.jpg

    พูดถึงเรื่องของการดำรงอยู่ของมนุษย์นั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความอดทน แข็งแกร่ง บวกกับสมองที่แสนฉลาดที่สุดกว่าสัตว์ใดๆ ในโลก ทำให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้สืบทอดลูกหลาน

    สิ่งที่น่าคิดก็คือ มนุษย์ จะมีวันสูญพันธุ์ไปจากโลกหรือไม่ หากแต่มีปัจจัยหลายอย่าง เช่น การเกิดภัยพิบัติ การก่อเกิดสงคราม และที่อันตราย กำลังกลายเป็นเรื่องตระหนกในหลายๆ ประเทศ นั่นก็คือ โรคระบาด ที่จะคร่าชีวิตผู้คนมากมาย แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะล้ำหน้าไปแล้วก็ตาม

    ประชากรที่อยู่อย่างหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีวันปรับตัวตามธรรมชาติของมัน ในอดีตนักประวัติศาสตร์ด้านอารยธรรมมายา ตั้งสมมติฐานว่า จะมีช่วงหนึ่งอาณาจักรมายาที่เจริญรุ่งเรือง อาจโดนโรคระบาดลึกลับโจมตี และนั่นก็เป็นดังที่คาดไว้ เกิดโรคระบาดลึกลับแพร่กระจายติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว เกิดการล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก การล้มตายไม่ใช่ฝีมือใคร ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่นั่นเป็นโรคร้ายที่อันตรายจนถึงชีวิต

    เกิดคำถามขึ้นว่า โรคระบาดร้ายแรงคร่าชีวิตมนุษย์นับล้านๆ คนได้หรือไม่ เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา คือคำตอบที่จะอธิบายได้เป็นอย่างดีว่า มันน่ากลัวขนาดไหน ลองมาดูกันว่า ที่ผ่านมาโรคระบาดต่างๆ คร่าชีวิตผู้คนไปมากน้อยเพียงใด

    กาฬโรค (Bubonic plague) ระบาดในยุโรปสมัยกลาง ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีผู้เสียชีวิตราว 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรยุโรป ทำลายล้างมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แพร่กระจายเชื้อได้ในทั้งอากาศและการสัมผัสโดยตรงหรือจากอาหาร และวัตถุที่ปนเปื้อน ปัจจุบันนี้กาฬโรครักษาให้หายได้ถ้าตรวจพบเร็ว

    ในปี 1918 เกิดโรค ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสาเหตุมาจาก เชื้อไวรัส ( Virulent ) คร่าชีวิต 50 – 100 ล้านคนทั่วทั้งโลก หรือเท่ากับประชากร 1 ใน 3 ของทวีปยุโรปในยุคนั้น

    ฝีดาษ ไข้ทรพิษ (Smallpox) เชื้อแพร่กระจายไปยังจีนและญี่ปุ่นทำให้คน 1 ใน 3 ของประเทศเสียชีวิต ทั้งยังกระจายไปในอินเดีย และทั่วทวีปยุโรปโดยเฉลี่ยตายปีละกว่า 400,000 คน ฝีดาษสามารถติดต่อได้ทางน้ำมูก น้ำลาย และการสัมผัสกับผิวหนังที่เป็นแผลฝีดาษ แต่โรคฝีดาษนี้ถูกยับยั้งด้วยการฉีดวัคซีนต้านตั้งแต่ทศวรรษที่ 19-20 จากองค์การอนามัยโลก และประกาศว่าโรคฝีดาษได้หมดจากโลกใบนี้ไปแล้วในปี 1979

    อหิวาตกโรค (Cholera) คร่าชีวิตคนทั่วโลกไป 3-5 ล้านคน เฉลี่ยเสียชีวิตประมาณ 100,000 – 130,000 คนต่อปี เป็นโรคระบาดที่อันตรายต่อมนุษย์มากที่สุดในศตวรรษที่ 19 วิธีป้องกันคือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ รับประทานอาหารที่สะอาด

    เอดส์ เอชไอวี (HIV) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1981 ในสหรัฐอเมริกา เชื้อโรคทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือระบบภูมิต้านทานล้มเหลว ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน จัดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่ง ที่ยังพบได้มากในปัจจุบัน และยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับรักษาโดยเฉพาะด้วย ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 30 ล้านคน

    ไข้หวัด และ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และติดต่อกันง่ายมาก ระบาดตลอดทั้งปี แต่มักเกิดในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว ดูเหมือนจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็มีผู้เสียชีวิตทุกปี

    โรคซาร์ส (SARS: Severe acute respiratory distress syndrome) โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ระบาดในช่วงปี พ.ศ.2545 – 2546 พบผู้ป่วยคนแรกในจีน ก่อนที่จะระบาดเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก รวมมีรายงานป่วย 8,098 ราย และเสียชีวิต 774 ราย

    ไข้หวัดนก Avian Influenza (Bird Flu) หรือ H5N1 สร้างความตื่นตระหนกในช่วงไล่เลี่ยกันกับโรคซาร์ส คร่าชีวิตมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงสัตว์ปีกอีกมหาศาล เชื้อแพร่จากไก่สู่คน ไม่แพร่ในคนสู่คน โชคดีที่เชื้อไม่กลายพันธุ์ ติดจากคนสู่คน

    อีโบลา (Ebola) เรียกได้ว่า เป็นโรคที่สุดอันตราย อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 90 % หากติดเชื้อเข้าไป โอกาสรอดน้อยมาก อาการจะคล้ายไข้หวัดทั้งไอ จาม เจ็บคอ อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย เลือดออกทั้งในและนอกร่างกายด้วย พบแค่ 3 ประเทศในแอฟริกาตะวันตก คือ กินี, ไลบีเรีย และเซียร์รา ลีโอน ที่น่าเฝ้าระวังคือ ความรวดเร็วในการแพร่เชื้อมีสูง ยอดผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    โรคเมอร์ส (MERS) โรคล่าสุด มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบตะวันออกกลาง ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยรายทั่วโลก โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่มีการพบไวรัสตัวนี้ มีผู้เสียชีวิตถึง 107 ราย ลามมายังแถบเอเชีย

    โดยอาการที่สังเกตได้คือ ไอ มีไข้ หายใจลำบาก บางรายแม้จะติดเชื้อแต่ก็จะแสดงอาการไม่มากนัก แต่บางรายก็อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับรักษาโรคนี้โดยเฉพาะ ต้องรักษาประคับประคองตามอาการ

    เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของโรคที่อันตราย ยังมีอีกมากมาย ที่ต้องระมัดระวัง อาวุธเชื้อโรค ไม่มีใครรู้ว่า มันจะกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคชนิดใหม่ อะไรอีกบ้างอย่างอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก็อาจจะเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับเชื้อโรคได้

    การป้องกัน ดูแลตัวเองให้มีร่างกายแข็งแรง จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพราะมิเช่นนั้น จะเป็นไปตามวัฏจักรสิ่งมีชีวิต ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้น ที่จะอยู่รอดปลอดภัย

    เพชรพิริยะ
    ข้อมูลอ้างอิง สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่กระทรวงสาธารณสุข


    ที่มา https://news.mthai.com/webmaster-talk/450621.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 กันยายน 2017
  4. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    สารคดี อาวุธชีวภาพ ภัยร้ายอเมริกา


    เผยแพร่เมื่อ 25 ต.ค. 2014
     
  5. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    UNเตือน ทั่วโลกไม่พร้อมรับอาวุธชีวภาพ

    เผยแพร่เมื่อ 24 ส.ค. 2016
     
  6. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    "รัสเซีย"ทำลายอาวุธเคมี ในครอบครองชุดสุดท้าย

    560000010284501.jpg

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศเมื่อวันพุธ ว่า รัสเซียกำลังทำลายอาวุธเคมีชุดสุดท้าย ซึ่งถือเป็น "เหตุการณ์ประวัติศาสตร์" และกล่าวหาสหรัฐที่บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินรอยตาม พฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2560 เวลา 09.34 น.

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่า องค์การป้องกันอาวุธเคมี (โอพีซีดับเบิลยู) กล่าวยกย่องความเคลื่อนไหวของรัสเซียว่าเป็น "เหตุการณ์สำคัญ" จากการกำจัดหนึ่งในอาวุธร้ายชุดสุดท้ายจากยุคสงครามเย็น ขณะที่ปูตินกล่าวผ่านการถ่ายทอดสดออกทีวีว่า "วันนี้อาวุธเคมีชุดสุดท้ายในคลังแสงของรัสเซียจะถูกทำลาย นี่เป็นก้าวย่างสำคัญยิ่ง ไปสู่การทำให้โลกยุคใหม่มีความสมดุลและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น"

    อาวุธเคมีชุดสุดท้ายของรัสเซีย ถูกทำลายที่โรงงานคิซเนอร์ ในภูมิภาคอัดมูร์ต ส่วนโรงงานทำลายอาวุธเคมีอีก 6 แห่งทำงานเสร็จสิ้นแล้ว และปิดโรงงานระหว่างปี พ.ศ. 2548 - 2558

    ปูตินยังได้กล่าวตำหนิสหรัฐว่า ไม่ยึดมั่นต่อภาระที่มีต่อประชาคมโลกอย่างเต็มที่ โดยวอชิงตันเลื่อนแผนการทำลายอาวุธเคมีของตน โดยอ้างเงินทุนดำเนินการไม่เพียงพอ

    โอพีซีดับเบิลยูกล่าวว่า ประมาณ 96 % ของอาวุธเคมีในสต๊อกทั่วโลกทั้งหมดที่มีการประกาศ ถูกทำลายแล้ว รัสเซียและสหรัฐสะสมอาวุธเคมีจำนวนมหาศาล ในยุคสงครามเย็น แต่ได้ตกลงที่จะทำลายภายในเดือน เม.ย. 2555 หลังเข้าร่วมอนุสัญญาปี 2540

    สหรัฐกล่าวว่า จะเสร็จสิ้นการทำลายอาวุธเคมีของตนทั้งหมดภายในปี 2566 และจากข้อมูลของโอพีซีดับเบิลยู ขณะนี้สหรัฐเป็นชาติสมาชิกรายสุดท้ายของ อนุสัญญาอาวุธเคมี ที่ประกาศว่ายังมีอาวุธเคมีอยู่ในครอบครอง.

    เดลินิวส์ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560


    ที่มา https://www.dailynews.co.th/foreign/601101
     
  7. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    การโจมตีด้วยอาวุธเชื้อโรค จากคำทำนายของนอสตราดามุส

    sateline.jpg


    คำพยากรณ์ที่ 29 : สงครามเชื้อโรคในมหาสมุทรอาร์คติก
    Si grande famine par onde pestifere,
    Par pluie longue le long du pole arctique :
    Samarobryn cent lieuew de l’hemisphere,
    Vivront sans loi exempt de politique. (VI,5)


    คำแปล

    จะเกิดทุพภิกขภัยอย่างร้ายแรง อันสืบเนื่องมาจากคลื่นที่ทำให้เกิดเชื้อโรค ฝนจะนำเชื้อโรคนี้มาจากขั้วโลกอาร์คติก ในขณะเดียวกัน ดาวที่มีปีกดวงหนึ่ง จะโคจรอยู่ห่างจากพื้นโลก 270 ไมล์ จะไม่มีหลักเกณฑ์ทางการเมืองหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหลืออยู่อีกเลย

    ตีความและวิเคราะห์

    จากคำพยากรณ์บทนี้แสดงว่า ฝ่ายตะวันออกยังไม่พึงพอใจกับผลของการทำลายล้างมนุษยชาติที่เกิดจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของตน และจะโปรยเชื้อแบคทีเรียชนิดร้ายแรงลงเหนือน่านฟ้าของมหาสมุทรอาร์คติก จากนั้นลมและฝนก็จะเป็นตัวพาหะนำเชื้อโรคนี้กระจายลงใต้ ไปยังประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และยุโรปทางตอนเหนือ จากข้อความในคำพยากรณ์นี้แสดงว่า การโจมตีด้วยอาวุธเชื้อโรคครั้งนี้กระทำจากยานอวกาศที่โคจรเหนือพื้นโลก 270 ไมล์ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงในอนุสัญญานครเจนีวาทุกประการ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารจะบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือเพราะผลของการใช้อาวุธเชื้อโรคในครั้งนี้

    สองบรรทัดแรกของคำพยากรณ์ในบทนี้ ดูคล้าย ๆ กับว่าเป็นการจงใจกล่าวย้ำถึงภาพเหตุการณ์ที่กล่าวมาแล้วในคำพยากรณ์หมายเลขที่ 25 คือ ย้ำถึงเรื่องทุพภิกขภัย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่ามีความรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากคลื่นของระเบิดเพาะเชื้อโรค และฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคที่มีความร้ายกาจนี้แพร่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก

    สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลจากความร้ายแรงของ
    เชื้อโรคนี้ ถ้ามองอย่างผิวเผิน จะเข้าใจว่าเป็นผลระยะยาวของการแผ่รังสีจากระเบิดนิวเคลียร์ ดังที่ได้บรรยายไว้ในคำพยากรณ์หมายเลขที่ 25 แต่ความจริงแล้ว เป็นผลของการใช้อาวุธเชื้อโรคที่มีอันตรายร้ายแรงมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์หลายเท่าเสียอีก นางจีน ดิกสัน โหรในกรุงวอชิงตัน เคยพยากรณ์ไว้เหมือนกันว่า ประเทศจีนจะใช้อาวุธเชื้อโรคชนิดร้ายแรงในการทำสงครามครั้งต่อไป ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามแนวที่นอสตราดามุสกล่าวไว้เป็นนัย ๆ ในคำพยากรณ์บทนี้จริง เราก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่า จีนจะเป็นผู้ใช้อาวุธเชื้อโรคแบคทีเรียชนิดนี้ ในแถบขั้วโลกบริเวณมหาสมุทรอาร์คติก และโดยวิธีนี้เองฝ่ายจีนจะสามารถทำให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกถึงกับเป็นอัมพาต ไม่สามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างเต็มที่

    อาวุธเชื้อโรคที่นำมาใช้ในแถบนี้จะมีประสิทธิภาพ ในการทำลายล้างสูงมาก เนื่องจากบริเวณมหาสมุทรอาร์คติกเป็นย่านที่มีความกดอากาศสูง ลมที่เกิดจากบริเวณนี้จะพัดเข้าสู่บริเวณทางใต้ และจะพัดพาเชื้อโรคร้ายแรงแพร่ไปซีกโลกเหนือ นับตั้งแต่เส้นศูนย์สูตรของโลกขึ้นมาเลยทีเดียว เชื้อโรคที่ร้ายกาจนี้จะแพร่กระจายไป พร้อมกับความชื้น ทั้งเมฆฝนและพายุจะช่วยกระจายเชื้อโรคนี้ไปทั่วบริเวณสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ และทั่วพื้นที่บริเวณยุโรปอื่น ๆ บางส่วน ซึ่งจีนถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจในขณะนั้น ส่วนประเทศจีนเองจะไม่มีโอกาสได้รับผลร้ายแรงของเชื้อโรคที่ตนใช้ในครั้งนี้เลย เพราะภูมิอากาศของจีนได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมที่พัดผ่านมาจากทางใต้


    เป็นที่น่าสนใจว่า นักพยากรณ์รุ่นใหม่ 2 ท่าน คือ จีน ดิกสัน และ เอ็ดการ์ เคย์ซี ได้พยากรณ์ไว้เหมือนกันว่า ช่องแคบเดวิสซึ่งอยู่ระหว่างเกาะบัฟฟินและเกาะกรีนแลนด์ จะเป็น “เส้นชีวิต” ของสองชาตินี้ ช่องแคบเดวิสนี้จะมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะสหรัฐอเมริกา แคนาดาและรัสเซียจะใช้เป็นเส้นทางตรง เพื่อติดต่อถึงกันผ่านทางมหาสมุทรอาร์คติก เป็นไปได้ไหมที่จีนใช้อาวุธเชื้อโรคโจมตีในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีทำลายเส้นทางคมนาคมเส้นนี้ ?

    คำพยากรณ์ของนอสตราดามุส ซึ่งเกี่ยวกับการใช้อาวุธเชื้อโรคโจมตีครั้งนี้ ได้เปิดเผยสิ่งลึกลับที่ไม่มีใครคาดถึง โดยในบรรทัดที่ 3 ของคำพยากรณ์ ได้กล่าวเป็นนัย ๆ ถึงจุดที่จะใช้ปล่อยอาวุธแบคทีเรียเพื่อโจมตีที่ต่าง ๆ เอาไว้ โดยนอสตราดามุสเขียนไว้ว่า อาวุธนี้จะถูกปล่อยจาก “สมาโรบริน “(Samarobryn) ซึ่งอยู่ห่างจากบรรยากาศ (ของโลก) 100 ลีค (Leagues) จากข้อความนี้มีประเด็นที่พึงนำมาวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

    ประการแรก เราควรวิเคราะห์ก่อนว่า คำว่า 100 ลีค ที่ว่านี้น่าจะเป็นระยะทางไกลเท่าใดกันแน่? ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ลีคเป็นมาตราวัดที่ใช้กันในทวีปยุโรป หนึ่งลีคมีระยะทางประมาณ 2.5 - 4.5 ไมล์ การประมาณระยะทางหนึ่งลีคว่ามีระยะเท่าใดนั้น สามารถจะคำนวณได้ตามคำพยากรณ์อื่น ๆ ของนอสตราดามุส เช่น ที่เขียนบรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า โบสถ์เซนต์-ปอล-เดอ เมา-โซล ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเกิดของนอสตราดามุส ในภาคใต้ของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำโรน (Rhone) เป็นระยะทาง 3 ลีค ซึ่งเมื่อเทียบกับมาตราการวัดในสมัยนี้แล้ว ปรากฏว่าโบสถ์แห่งนี้อยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำโรนเป็นระยะทาง 8.1 ไมล์ ดังนั้น 1 ลีค จึงประมาณ 2.7 ไมล์ เมื่อคำนวณโดยวิธีนี้ก็จะสามารถเทียบได้ว่า 100 ลีค เท่ากับระยะทาง 270 ไมล์

    ประการที่สอง คำว่า “จากบรรยากาศของโลก” ก็เป็นคำที่น่าสนใจ เป็นการใช้คำที่ถูกต้องตรงกับความจริงในปัจจุบัน เพราะวัตถุที่โคจรรอบโลกห่างจากทุก ๆ จุดของบรรยากาศของโลก 270 ไมล์นั้น แสดงว่าจะต้องโคจรในอวกาศ นอสตราดามุสใช้คำว่าบรรยากาศ (Hemisphere) ตรงกับศัพท์ที่ใช้ในวงการอวกาศสมัยใหม่ เพราะไม่ใช้คำว่าห่างจากพื้นโลก เนื่องจากการวัดระยะห่างจากพื้นโลกไปยังแนวโคจรในอวกาศ (Space) นั้น จะมีระยะห่างไม่แน่นอน เมื่อวัดจากจุดต่างของผิวโลก การวัดจากจุด ๆ หนึ่งอาจจะใกล้กว่าวัดจากอีกจุดหนึ่งก็ได้

    ประการที่สาม คำว่า “สมาโรบริน” (Samarobryn) เป็นคำสนธิสองส่วน คือ สมาระ หมายถึง ปีกเมล็ดพันธุ์พืช กับโอไบร์ (Obire) เป็นภาษาละติน หมายถึง เร่ร่อน ท่องเที่ยว หรือ โคจร และคำว่าโอไบร์นี้เป็นอกรรมกริยา (คำกริยาที่ไม่เรียกหากรรม) จะใช้บรรยายเกี่ยวกับวัตถุบนฟากฟ้า ส่วนคำว่า “สมาระ” น่าจะมีความหมายในเชิงอุปมาอุปไมยมากกว่า คือ น่าจะหมายถึงเมล็ดพืชบางชนิดที่มีลักษณะกลม ๆ มีปีกตรงกลางยื่นออกมา อาจจะปีกเดียวหรือสองปีก

    เมื่อนำเอาข้อวิเคราะห์เหล่านี้มารวมกัน ก็น่าจะสรุปประเด็นได้ว่านอสตราดามุสกล่าวถึงวัตถุที่มีโครงสร้างกลม ๆ มีปีกยื่นออกมาและโคจร อยู่ในอวกาศ ห่างจากบรรยากาศโลก 270 ไมล์ ซึ่งในสมัยปัจจุบัน สิ่งนี้น่าจะเป็นดาวเทียมหรือยานอวกาศนั่นเอง

    สิ่งสำคัญที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบัน ประเทศจีนยังไม่ยอมเซ็นสัญญา ในข้อตกลงห้ามใช้อาวุธเชิงรุกจากอวกาศ อาจเป็นไปได้ว่า ในช่วงต่อไปนี้ ประเทศจีนอาจจะมีขีดความสามารถสูงพอในการที่จะส่งยานหรือสถานีอวกาศไปโคจรในอวกาศก็ได้ เป็นที่ยอมรับกันว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถบอกได้ว่าดาวเทียมต่าง ๆ ที่โคจรอยู่นั้น ๆ ติดอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ยังไม่มีขีดความสามารถพอที่จะบอกได้ว่ายานอวกาศที่โคจรอยู่นั้นติดอาวุธแบคทีเรียหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ประเทศจีนอาจจะฉกฉวยโอกาสที่ตนไม่ได้เซ็นสัญญาไว้ในข้อตกลงห้ามใช้อาวุธเชิงรุกจากอวกาศ รวมทั้งความด้อยของเทคโนโลยี ในการตรวจจับนี้ ปฏิบัติการตรงตามคำพยากรณ์ของนอสตราดามุสก็ได้

    ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=momo-healthy-life&month=14-06-2009&group=3&gblog=7
     
  8. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    หนาวนิวเคลียร์

    JRBDhRTI27bk4dbw38UMLwjIrL7XfrZ.jpg
    การระเบิดอันรุนแรงของนิวเคลียร์

    อากาศแปรปรวนกันไปทั้งโลกทีเดียวค่ะ จนผู้เชี่ยวชาญบางท่านออกมาบอกว่า อีกไม่นานต่อจากนี้ เราอาจจะได้เห็น "หิมะ" ตกในประเทศไทย ...

    สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน ทุกท่าน อากาศช่วงนี้แปรปรวนอยู่พอสมควรนะคะ เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน ไม่รู้ว่าตกลงจะเข้าหน้าหนาวเมื่อไหร่กันแน่ เรียกได้ว่า อากาศแปรปรวนกันไปทั้งโลกทีเดียวค่ะ จนผู้เชี่ยวชาญบางท่านออกมาบอกว่า อีกไม่นานต่อจากนี้ เราอาจจะได้เห็น "หิมะ" ตกในประเทศไทยก็เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้น ก็เตรียมตัว "หนาว" กันได้เลย ทั้งหนาวกายและหนาวใจ เพราะหากเกิดขึ้นจริง แสดงว่า "โลก" ของเรากำลังย่ำแย่แล้วล่ะค่ะ

    แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น และไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลย คือความหนาวอีกประเภทหนึ่ง ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "หนาวนิวเคลียร์" อันว่า หนาวนิวเคลียร์นี้เป็นอย่างไร จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกันเดี๋ยวนี้แหละค่ะ

    การเผาบ่อน้ำมันในคูเวต.

    คำว่าหนาวนิวเคลียร์นี้ เป็นคำศัพท์กลางเก่ากลางใหม่ ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มพูดกันมาราวๆ 30 ปีแล้ว หลังจากได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนจากระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกที่สหรัฐอเมริกาถล่มเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากนั้น ก็เกิดสงครามเย็น ที่ประเทศมหาอำนาจพากันสะสมอาวุธปรมาณู ทำให้เกิดการวิตกกังวลกันว่าหากเกิดสงครามครั้งใหม่ แล้วใช้นิวเคลียร์ถล่มกันแบบเต็มที่จริงๆโลกเราอาจจะเข้าไปสู่จุดที่ใกล้คำว่าอวสาน

    มีการวิเคราะห์กันในช่วงแรกๆว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ขึ้น ผลของระเบิดจะก่อให้เกิดควัน เขม่า ฝุ่น และกัมมันตภาพรังสี ที่ฟุ้งขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นสูงของโลก ก่อให้เกิดการบดบังแสงอาทิตย์ แหล่งพลังงานสำคัญของโลก จนปิดกั้นไม่ให้รังสีสุริยาผ่านสิ่งสกปรกเหล่านี้เข้ามาได้ ดังนั้น ความอบอุ่นที่เคยมีก็จะหายไป เหลือไว้เพียงความเย็นยะเยือกของโลกที่ปราศจากแสงสุรีย์ กลายเป็นโลกแห่งความหนาว ที่ถูกเรียกขานกันว่า หนาวนิวเคลียร์

    หากโลกเกิดภัยพิบัติ เราอาจต้องอยู่กับความมืดมิดและเหน็บหนาว

    หนาวนิวเคลียร์นั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความหนาวแต่เพียงอย่างเดียว แต่การที่ไม่มีแสงอาทิตย์ ยังส่งผลต่อเนื่องให้ไม่สามารถเพาะปลูก นั่นหมายถึงการไร้ซึ่งพืชอาหาร ในขณะที่กัมมันตภาพรังสีที่ตกค้างจากระเบิดนิวเคลียร์ ก็จะส่งผลกระทบกับสุขภาพมนุษย์ ที่ทั้งหนาวและทั้งไม่มีจะกินอยู่แล้ว ให้ป่วยหนักกันมากขึ้น หนาวนิวเคลียร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายของเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสรรพสิ่งต่างๆบนโลก

    เมื่อ 3 ปีก่อน บรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกได้รวมตัวกันในการประชุมสหภาพนักธรณีฟิสิกส์ และได้มีการเปิดเผยผลการวิจัยที่ชัดเจนขึ้นว่า ไม่ต้องก้าวไปถึงสงครามระดับสงครามโลกหรอก แค่สงครามในภูมิภาคระหว่าง 2-3 ประเทศ ก็อาจจะก่อให้เกิดหนาวนิวเคลียร์ไปทั่วโลกแล้ว

    ผลการวิจัยแจ้งชัดว่า หากมีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ขนาดประมาณ 50 เท่าของระเบิดลูกแรกที่ฮิโรชิมา ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น "ทันที" คือ ผู้คนล้มตายยิ่งกว่าใบไม้ร่วง ประมาณ 3-17 ล้านคนแล้ว แต่ว่าสงครามจะอุบัติขึ้นตรงไหน หลังจากนั้น ฝุ่น เขม่า จำนวน 5 ล้านตันจะพุ่งขึ้นไปถึงความสูงประมาณ 50 ไมล์ เลยชั้นบรรยากาศสตาร์โตสเฟียร์ไปอีก เป็นการปิดกั้นแสงสว่างและความอบอุ่น

    ซากเมืองฮิโรชิมาหลังถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์.

    และอย่าหวังเลยว่า ฝุ่นผงนี้จะถูกน้ำฝนชะล้างให้หายไปได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะ ณ ชั้นบรรยากาศที่สูงขนาดนั้น ไม่มีการก่อกำเนิดฝน ดังนั้น ฝุ่นจะคงอยู่นานนับปี หรืออาจจะนับทศวรรษ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่า ใน 3 ปีแรกของสถานการณ์หนาวนิวเคลียร์นี้ อุณหภูมิโดยรวมของโลกจะลดลงประมาณ 2 องศาฟาเรนไฮต์ และลดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อีกนับสิบปี และไม่ต้องพูดถึงพืชพรรณธัญญาหาร เพราะไม่มีอะไรงอกงามได้แน่ เมื่อปราศจากความเมตตาของพระสุริยา ถือเป็นหายนะยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งที่น้ำมือของคนเราจะก่อให้เกิดขึ้นได้

    นอกจากนี้ จากการวิจัยเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว ก็มีการประเมินว่า นอกจากการปิดกั้นความอบอุ่นแล้ว ฝุ่นที่จะฟุ้งขึ้นไปอยู่ "ข้างบนโน้น" ยังจะไปเจอแก๊ส เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้ชั้นโอโซนที่เราหวงกันหนักหนา กลายเป็นรูโหว่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นว่า ในขณะที่ฝุ่นผงปิดกั้นแสง แต่กลับจะมีการเปิดช่องให้รังสีแสงอัลตราไวโอเลตเข้มข้นที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หลุดรอดเข้ามา "ฆ่า" คนที่เหลือรอดมาได้ต่อไปอีก

    นิวเคลียร์ถล่มที่ฮิโรชิมา.

    บางคนอาจจะบอกว่า โอ๊ย...ตอนนี้ไม่ต้องวิตกกังวลกับหนาวนิวเคลียร์แล้ว เพราะภาวะสงครามเย็นของบรรดามหาอำนาจไม่มีอีกแล้ว แต่คงต้องบอกว่า อย่าเพิ่งชะล่าใจไป แม้สงครามใหญ่ๆจะไม่เกิด แต่สงครามเล็กๆก็ส่งผลที่น่ากลัวเหมือนกัน เช่น ตอนที่อิรักบุกคูเวตเมื่อปี ค.ศ.1990 และเผาบ่อน้ำมันของคูเวตไปประมาณ 700 บ่อ แม้จะไม่ใช่เป็นการถล่มกันด้วยระเบิดนิวเคลียร์อย่างที่มีการกลัวกัน แต่ควันจากการเผาบ่อน้ำมัน ก็ทำให้เกิดสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "ซ้อมย่อย" ของฤดูหนาวนิวเคลียร์เหมือนกัน เพราะตอนนั้น บรรยากาศของคูเวตถูกปกคลุมไปด้วยควัน กลางวันพลันมืดมิด และบริเวณอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทำให้อุณหภูมิลดลงประมาณ 4-6 องศาเซลเซียสไประยะหนึ่ง นับเป็นการซ้อมย่อยที่เห็นภาพได้ชัดเจนทีเดียวว่า หากเกิดสงครามใหญ่ และเกิดควัน หรือฝุ่นที่มากกว่านี้ หนาวนิวเคลียร์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

    นอกจากภาวะหนาวนิวเคลียร์จะเกิดจากสงคราม หรือระเบิดนิวเคลียร์ตรงตามชื่อของมันแล้ว สถานการณ์แบบเดียวกับหนาวนิวเคลียร์ยังอาจจะเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นอีก เช่น การพุ่งชนของอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อย ที่จะส่งผลให้เกิดฝุ่นฟุ้งขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศเหมือนกัน และโลกเราก็เคยมี "ประสบการณ์" มาแล้ว จากกรณีที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันแล้วว่า เกิดขึ้นเพราะอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนโลกอย่างจัง และเกิดฝุ่นจำนวนมหาศาลปกคลุมโลกให้มืดมิดไปนานปี

    นอกจากสิ่งที่จะมาเยือนจากนอกโลกแล้ว ภาวะในโลกเองก็อาจจะก่อให้เกิดหนาวนิวเคลียร์ได้เหมือนกัน นั่นคือ หากเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ และพ่นฝุ่นผงออกมาจำนวนมาก เถ้าถ่านภูเขาไฟและกรดกำมะถันจากใต้พื้นโลก ก็จะไปปิดกั้นแสงแดดเหมือนกัน ก่อให้เกิดภาวะหนาวนิวเคลียร์ได้อีกเหมือนกัน และนี่ก็เป็นอีกกรณีที่โลกเราเคยมีประสบการณ์ซ้อมย่อยในเรื่องนี้เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่การากาตั้วใน ค.ศ.1883 ซึ่งตอนนั้น บรรยากาศมืดมิดไปนาน และเกิดภาวะหนาวผิดปกติไปราวๆ 4 ปี

    กลุ่มควันและเถ้าจากภูเขาไฟพินาตูโบ.

    อีกตัวอย่างหนึ่งคือในปี ค.ศ.1783 ซึ่งตอนนั้น แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่อากาศในสหรัฐอเมริกาก็เกิดเย็นผิดปกติ จนเบนจามิน แฟลงคลิน นักวิทยาศาสตร์นามอุโฆษได้ออกมาอธิบายเรื่องนี้ว่าน่าจะเกิดจากฝุ่นภูเขาไฟลาคิที่ระเบิดในไอซ์แลนด์ เกิดทั้งฝุ่นและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมากขึ้นไปปกคลุมน่านฟ้า ซึ่งตอนนั้น พืชพรรณต่างๆพากันล้มตาย เช่นเดียวกับปศุสัตว์จำนวนมาก ก่อให้เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ในไอซ์แลนด์ ประชากรมากถึง 1 ใน 4 ของประเทศล้มตายลง ในขณะที่ซีกโลกด้านบน เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ มีอุณหภูมิลดลงอย่างเห็นได้ชัดในรอบ 1 ปี

    หรือที่ใกล้เข้ามาอีก ก็ในปี ค.ศ.1991 เมื่อภูเขาไฟพินาตูโบในฟิลิปปินส์เกิดพิโรธ พ่นฝุ่นออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้อุณหภูมิทั่วโลกก็ลดลงราวๆ 2-3 ปี

    รวมๆแล้ว มีเหตุผลหลายเรื่องที่อาจจะทำให้เกิดสถานการณ์หนาวนิวเคลียร์ขึ้นมาได้ และหากเกิดขึ้นจริง ชีวิตมนุษย์ก็จะเป็น "ตัวประกัน" สำคัญของฤดูหนาวที่ยาวนานนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า หากวาระสุดท้ายของโลกจะมาถึงจริงๆก็น่าจะเกิดเพราะไอ้เจ้าหนาวนิวเคลียร์นี่เองแหละ

    แล้วจะว่าไป ระยะหลังนี้ อาจจะเป็นเพราะความเป็นห่วงโลกอันเป็นที่รักของเรา ทำให้มีคนออกมาพูดหรือทำนายถึงจุดจบของโลกกันบ่อยๆนัยว่าเป็นการเตือนเพื่อให้ช่วยป้องกันไว้รวมถึงนวนิยายเรื่องหนึ่ง จากปลายปากกาของคอร์แม็ค แม็คคาร์ธี คือ เรื่อง "The Road" ซึ่งบรรยายถึงโลกอันมืดหม่น กับมนุษย์จำนวนน้อยนิดที่เหลืออยู่ หลังจากประชากรส่วนใหญ่ล้มตาย ซึ่งแม้ในนวนิยายจะไม่ได้บอกสาเหตุที่แน่ชัดในการล่มสลายของโลก แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า เกิดภาวะหนาวนิวเคลียร์ขึ้น ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความรักเป็นเครื่องเยียวยาให้อยู่รอดต่อไปได้ และนวนิยายเรื่องเอกนี้ก็ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ.2007 ในขณะที่ผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูดก็ไม่รอช้า รีบขอซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนังจอเงินทันที

    เป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างอันดีที่จะทำให้เราๆท่านๆได้คิดพิจารณาว่า หนาวนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ฤดูหนาวอันยะเยือกไปทั้งกายและใจนี้ อาจจะพอหาทางป้องกันได้ ด้วยความร่วมมือจากพลโลกทุกคน ให้สามัคคีและรักษาสิ่งแวดล้อม ก่อนที่ฤดูหนาวอันยาวนานจะมาเยือนโดยไม่รู้ตัว.

    ทีมงานต่วย’ตูน

    หนาวนิวเคลียร์ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ธ.ค. 2552

    ที่มา https://www.thairath.co.th/content/51232
     
  9. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    ข่าวสารจากเบื้องบน เรื่องมหกรรมล้างแผ่นดิน



    มหกรรม ภาค 1 Episode i

    วีดีโอ มือถือ โทรศัพท์ ธรรมดา มีมานานแล้ว ต่อมาก็มีมือถือ
    ถัดมาก็มีวีดีโอ และล่าสุดก็มีวีดีโอมือถือ ซึ่งคิดว่าไม่เหมือนใคร
    เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ขณะขับรถไปทำธุระแถว ลาดพร้าว ซอย 93 จะไปเอาหน้าปก หนังสือ "ตาที่สาม เล่ม สาม" ไปให้เขาแก้ เฉดสีให้สดขึ้น เพราะหนังสือกำลังจัดพิมพ์ ขณะขับไป ก็เห้นรูปของพระพุทธองค์ลอยมาบนฟ้าทางทิศเหนือ ป็นพระพุทธรูปสีทองเหลืองอร่าม ก็ตั้งจิต เพราะเป็นการส่งข่าวจากเบื้องบน ได้ความว่าให้ไปที่บ้านคนที่รู้จักดี คนหนึ่ง เราก็ไป เพราะคาดว่าต้องมีเรื่องสำคัญ


    เราก็ไป เจ้าของบ้าน ก็พอดีกลับมา จึงพากันเข้าไปในห้องพระ และได้เห็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิและสำคัญยิ่ง มีปาฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นที่ห้องพระนั้น วันหลังจะขยายให้ฟัง

    วันศุกร์ตอนบ่าย เจ้าของบ้านพระพุทธรูปก็แวะมาที่บูธ บอกว่า " พระท่านฝาก วีดีโอมาให้ผมดู ขณะนี้อยู่ในมือข้างขวาของผม ขอให้ดู จะได้หมดหน้าที่ของผู้ถือสาส์น

    เออ..เคยเจอวีดีโอ ที่เป็นแผ่นกลมๆๆ เล็กๆๆ นี่มา เป็นมือ ของ คน ก็แปลกดี..ก็ไม่คิดอะไร..อาจจะเป็นไปได้..จึงกำหนดจิต เพ่งไปที่มือ ของเขา..โอ้โฮ.เป้นวีดีโอ ภาพสีจริง

    แต่ภาพในมือ มันเล็กไป จึง กดคริๆๆ แบบ คุณ Freek ย้ายภาพ และขยายให้ไปอยู่บนฟ้า นั่งดู เหมือนอยู่ในโรงหนัง
    วีดีโอนั้น เป็นสามม้วน เป็น มหกรรมชนิด Star War มี 3 episode
    ม้วนแรกเริ่มด้วย มองเห็นโลก จากระยะไกล ประมาณ ครึ่งทาง โลก-ดวงจันทร์ เป็นโลก ขาว ปกคลุมไปด้วยไอน้ำ ภาพ ค่อยๆๆ ซูมลงมา พอใกล้ ก็จำได้ว่า เป็นภูมิภาค เอเซีย
    มองเห็นประเทศไทย ที่เป็นด้ามขวานทอง
    ภูมิทัศน์ทางภูมิศาสตร์ที่เคยเห้นจนชินตาเปลี่ยนไป
    ด้ามขวานแคบและแหว่งวิ่นเห็นได้ชัด ทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ทำให้ขนาด เหลือประมาณ 70 % เทียบกับของเดิม


    อ่าวไทย กว้างขึ้น ฝั่งตะวันออกหายไปแยะ หายลึกเข้าไปถึง แปดริ้ว ปลวกแดง ไม่มีชลบุรี ศรีราชา เหลือ เกาะสัตหีบเล็กๆๆ โรงไฟฟ้าบางปะกง กฟผ. ที่เราเคยสร้างก็หายไป หมายความว่า หลังการกวาดล้างและแก้ระบบนิเวศน์โดยเบื้องบน ภาพที่เห็นคือ ผลสุดท้ายของการปรับและกวาดล้าง

    จากนั้น ในวีดีโอได้แสดงให้เห็นว่า ขั้นตอนการปรับสภาพนิเวศน์ของอ่าวไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร มีรายละเอียดมาก จะขอ ข้ามไป ก่อน

    มหกรรม ภาค 2 Episode ii

    เริ่มด้วยมองเห็นท้องน้ำและฟ้ามืดมาก มองสลัวเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ฟ้ามืด อากาศมัวมาก เหมือนกรุงเทพฯตกอยู่ในหมอกแห่งความน่ากลัว..มองเห็นสิ่งหนึ่งสีทองล่องลอยมาตามลำน้ำ..พอเข้ามาใกล้ เห็นชัด นั่นคือ หัวพญานาค 7 เศียร ลอยมากับน้ำ พญานาคมาทำไม.

    .ทันใด ก็ชัดเจนขึ้นว่า เป็นหัวเรืออนันตนาคราช ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนเรือพระที่นั่ง ขนาดเรือ เท่าของจริง มองเห็นผู้ที่กำลัง เป็นผู้ควบคุมเรือ ท่านคือ องค์พิฆเนศวร กำลังให้สัญญาณในการบังคับเรือ
    มองเห็นว่า ด้านท้ายเรือ ผู้ที่ทำหน้าที่ถือหางเสือเรือ คือ พญาครุฑ ซึ่งเป็น สัตว์เทพพาหนะของพระเจ้าแผ่นดิน


    กลางลำ มองเห็นชัดเจน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงประทับยืน ในพระหัตถ์ทรงถือ ธารพระกร หรือ คฑา ทรงค่อยๆๆ ชูคฑานั้นขึ้นสูงเหนือ เหนือพระเศียร ทันใด พระคฑา ก็กลายเป็นคบเพลิงใหญ่ สว่างโรจน์ เหมือน ภาพรูปปั้น อนุสาวรีย์เสรีภาพ ที่หน้าอ่าว แมนฮัตตัน ของ อเมริกา

    ความสว่างและความร้อนของเพลิง ขับไล่ความมืดมัว ท้องฟ้าที่มีสีดำ เหมือนมนต์อาถรรพ์เริ่มละลายเป็นช่องโหว่ เหนือพระเศียร พอช่องโหว่ได้ที่ พระองค์ก็ทรงโยนพระคฑาขึ้งสูง เหมือน ดรัมเมเดยอร์โยนคฑาขึ้นฟ้า

    คฑาที่ลอยขึ้น กลายเป็น เศวตฉัตร 9 ชั้นสีเงิน เศวตฉัตรนั้น ลอยขึ้นสูงอย่างช้าๆ เมื่อไปแตะเมฆดำทึบมืดมนต์ ก็เกิดสายฟ้าแลบกว้างไกล...ท้องฟ้าทั้งหมด สว่างขึ้นทันตา..ความมืดมัวและอาถรรพ์นั้นหายไปจนหมดสิ้น..ฟ้าเปิดแล้ว

    ทั้งหมด แปลว่า ท่ามกลางความยุ่งยาก ของความวิปริตของธรรมชาติ นั้น ในที่สุดก็คลี่คลาย ด้วยพระบารมีของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยการร่วมมือของ พญานาค องค์พิฆเนศวร (ฝ่ายเทพ) พญา ครุฑ (จากฟ้า) และองค์มหาเทพ ในหลวงรัชกาลที่ 9..ที่ทรงเสด็จลงมาช่วยแก้ไขประเทศไทยไว้..อันเป็นบารมี สูงสุด

    ม้วนที่สาม Episode iii

    เป็นภาพท้องน้ำ เจ้าพระยา อีกครั้ง มองเห็นลำน้ำใส มองเห็นทิวแม่น้ำและท้องทุ่ง สดเขียวขจี ทุกแห่งมีแต่ความสมบูรณ์ ผู้คนล้วนแต่งในชุดขาว หน้าตาสดใส เป็นผู้คนที่มาจากฟ้าหลังฝน มองเห็นแต่ความเจริญ ดัง่คำกล่าวที่ว่า เป็นการเริ่มยุคแห่งศรีอริยเมตไตรย

    ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ มองเห็น องค์พระพุทธรูป ปางลีลา สูงเด่น มองเห็นแต่ไกล ซึ่งแสดงรหัสว่า พระพุทธศาสนา จะคงอยู่ในประเทศไทย เป็นหลักให้คนทำดี หลังจากที่ ฝนพายุได้ผ่านไป
    มองเห็น พระพุทธคยา ตั้งเด่นซ้อนอยู่กับองค์พระพุทธรูป ขนาดสูงใหญ่...ซึ่งเป้นนิมิตรหมายว่า ประเทศไทย จะเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ ศาสนาพุทธอันยิ่งใหญ่ในอนาคต


    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว..พวกเราในวันนี้ เราควรจะทำเช่นใด.ผู้ที่มีวิจารณาญาณที่ดี ก็คง จะรู้ว่า จะต้องทำอะไร

    มองดูทั่วโลก ยุโรปเปลี่ยนแปลงน้อยมาก อเมริกา เหมือนถูกทุบ มองเห็นร่องน้ำใหญ่ ที่เกิดจากถูกฝ่ามือกดลงไป กลายเป้นร่องน้ำกว้าง หลายร้อยไมล์ ยาวกว่าพันไมล์ ห้าร่อง แปลว่า จะมีคนตายนับล้านที่นั่น
    เอเซีย ไม่มีสิงคโปร์ ไม่มีฟิลิปปินส์ ไม่มีเกาะญี่ปุ่น. อินโดนีเซียเหลือเพียงบางส่วน.ฯลฯ


    เช้านี้ เวลา ตีห้า มีกระแส เข้ามาทาง จิตว่า มีจานบินจากดาวต่างๆๆ เข้ามาวนอยู่รอบโลกในระดับสูง มากกว่า 200 ลำ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ที่จะต้องเผชิญ กับ ภัยธรรมชาติ.

    .ความสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า...พวกเราพร้อมหรือยัง..มหกรรม ยกแรก Episode i กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...ขอให้ทุกท่านจงปลอดภัย ตามแรงบุญ และความดี ที่ได้สะสมไว้ ..ตลอดหลายภพ หลายชาติ ที่ผ่านมา..สวัสดี

    ************************************************************************
    เมื่อ วันก่อน ได้เล่าเรื่องมหกรรมล้างแผ่นดิน ไว้เป็น สามภาค หรือ Episode i ii iii และมีคนพยายามที่จะรู้ว่า จะเริ่ม เมื่อใด ได้สนทนากับผู้ที่มีหน้าที่กดปุ่มเริ่มต้นแล้ว ได้ความยาว ค่อนข้างยาวแต่จะขอย่อ มาไว้ดังนี้

    1. มหกรรม นั้น ที่จริง จะเริ่ม ตั้งแต่ปี 2547 แต่บรรดา หลวงปู่ หลวงพ่อ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกคนไทย นับร่วมสิบ ได้ขอใช้บารมี เลื่อนออกไป

    2. เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ก็จะได้กำหนดอีกครั้ง ก็ถูกขอเลื่อนไปได้อีกครั้ง โดย หลวงปู่ หลวงพ่อ ทั้งหลาย

    การขอเลื่อนสอง ครั้ง ทำให้ บารมี หมดลงไปมาก และเบื้องบน ยินยอม แต่ ในครั้งที่สามนี้ บารมีของหลวงปู้หลวงพ่อ ทั้งหลาย จะไม่มากพอ ที่จะเลื่อน การกวาดล้างเป็นไป ตามธรรมชาติกำหนด เพื่อล้างสิ่งที่เลวร้ายทั้งคน วิญญาณ และสภาพแผ่นดิน นิเวศน์วิทยา ให้ลดลง สิ่งที่ตามมาคือ สภาพสังคม สภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า และชีวิตที่ดีกว่า
    น้ำหนักของกรรมนั้น บัดนี้เต็มตราชั่งแล้ว แต่ที่ยังกดปุ่มไม่ได้ เพราะน้ำหนักของกรรม (คนบาป คนเลว) ยังกระจายอยู่นอก Killing one หรือ พื้นที่กำจัด

    ในไม่ช้าจะต้องมีการดลใจ และชักนำทางอ้อมให้ เป้าหมาย เคลื่อนย้ายเข้าสู่ คิลลิ่งโซน เมื่อครบน้ำหนัก มหกรรมนั้นก็จะเริ่ม

    เหมือนปลาในบ่อใหญ่ หรือตามคลองหน้าวัด ธรรมดา จะกระจายกันอยู่ ทั่วท้องน้ำ วิธีที่ปลาจะมาออรวมกัน ก็คือ ต้องมีสิ่งล่อใจ เช่น ตามลานบุญ ในวัด ตามหน้าวัด ที่มี การให้อาหารปลา เมื่อมาเต็ม ก็โยนระเบิดปลาใส่ ก็จะจบเรื่อง..เรื่องนี้ก็จะทำนองเดียวกัน

    เมื่อรู้หลักนี้แล้วก็คงจะรู้ไม่ยากว่า การกดปุ่มจะเริ่มเมื่อใด ลองไล่ปฏิทินดู การตายของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหญ๋ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะเป็นการเปลี่ยนสภาพจากเดิมไปเป็นรูปอื่น ที่เป็นเหตุเป็นผลกับกรรมที่ได้ทำไว้
    ครับ

    (ตาที่สาม)


    ทีมา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kalip&month=11-07-2005&group=9&gblog=1
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 ตุลาคม 2017
  10. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    เหตุการณ์วาระสุดท้ายของโลก จากคัมภีร์ไบเบิ้ล


    เผยแพร่เมื่อ 4 ต.ค. 2015
     
  11. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    "ซอมบี้" จะเกิดมาจากสงครามอาวุธทางชีวภาพ?


    เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. 2012

    *Zombie possibly caused attack in Florida, if more dangerous drugs are developed, then we all could possible turn into zombies!! Hand of Madness, world going to hell, Hallucination Mental Telepathy card, New Blood zombie cards, Plague of Demon cards, devils and demons flying around The White House, reminds of Alex Jones and other rumors. paranormal shows on television, everyone coming out of the closet--okay, this video is my last one--Yashua Jesus Christ can only save us.
     
  12. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +51
    ลองเปิดอ่านดูกันนะครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    สาส์นจากองค์พระพิฆเนศ

    maxresdefault.jpg
    ---สาส์นฉบับที่ ๕---

    กลอน ๘

    ๐ คลื่นยักษ์สูง ค้ำฟ้า ถาโถมฝั่ง
    ด้วยพลัง แรงกล้า มหาศาล
    ดั่งสัตว์ร้าย หมายชีวิต ปลิดดวงมาน
    มุ่งเผาผลาญ สินทรัพย์ นับอนันต์

    ๐ เสียงโหยหวน พร่ำเพรียก เรียกร้องหา
    สุดไขว้คว้า อกใจ ให้ไหวหวั่น
    ลูกแนบอก คลื่นกระชาก ต้องพรากพลัน
    เพื่อนพี่น้อง พลัดผัน ในพริบตา

    ๐ ความสูญเสีย ใหญ่หลวง ทะลวงอก
    น้ำตาตก ร่วงหล่น จากใบหน้า
    ต่อแต่นี้ อยู่อย่างไร ใครเมตตา
    เห็นแต่ฟ้า กับหาดทราย ร้างวิญญาณ

    ๐ เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อใด คงจำได้
    ธรรมชาติไซร้ โกรธา แต่ล้างผลาญ
    กวาดชีวิต หมดไป เกินครึ่งล้าน
    ‘อันดามัน’ ต้องรีบซับ น้ำตาริน

    ๐ นี่ก็คือ ผลกรรม จากคนก่อ
    อย่าตัดพ้อ โทษโลก จะแตกสิ้น
    ‘ผลกรรมหมู่’ สวรรค์รู้ โลกได้ยิน
    อย่าติดสิน โทษฟ้า ให้โทษคน

    ๐ ถึงคราวที่ ธรรมชาติ เอาคืนบ้าง
    ไม่เข้าข้าง เอาใจใคร ไม่เคยสน
    คนบุกรุก ธรรมชาติ เกินจะทน
    นี่แหละผล คืนสนอง ย้อนกลับมา

    ๐ ให้เทพช่วย คนไม่ช่วย โลกเองก่อน
    มัวแต่อ้อน เทพปกปักษ์ อารักขา
    มัวแต่เอา เอาแต่ได้ จนปัญญา
    เมื่อถึงครา ต้องมาซวย ด้วยเภทภัย

    ๐ เดี๋ยวไม่นาน ก็เกิดอีก ระลอกใหญ่
    พ่อเตือนไว้ ด้วยจิต อันหวั่นไหว
    ถึงให้มี คนจารสาส์น ของพ่อไป
    ส่งเร็วไว้ เตือนสติ ทุกครัวเรือน

    ๐ จะเกิดซ้ำ พาให้ ชีวิตร่วง
    ดับสิ้นดวง วิญญาณ ไม่มีเลื่อน
    พ่อมองเห็น ซากศพ คนตายเกลื่อน
    ทั้งเพื่อนบ้าน ประเทศ ในแดนไกล

    ๐ ความนัยแฝง ปริศนา ให้ขบคิด
    ตรึกตรองจิต พินิจเพ่ง เร่งอ่านไว้
    สาส์นนี้พ่อ สั่งจาร สุดหัวใจ
    เตือนลูกไซร้ อยากให้รอด ปลอดภัยกัน

    ๐ คนมีศีล มีธรรม นั้นย่อมรอด
    อยู่ตลอด ค้ำฟ้า ไม่ใช่ฝัน
    คนที่ตาย หากคนชั่ว ก็ร่วงพลัน
    ตกสวรรค์ สู่นรก อเวจี

    ๐ เภทภัยมา เมื่อไหร่ พ่องดตอบ
    พ่อไม่ชอบ กำหนดหมาย กฎเกณฑ์ชี้
    เพราะธรรมชาติ ไม่ใช่ คนมีชีวี
    ที่จะมี ปากบอกได้ เมื่อไหร่มา

    ๐ คาดการณ์ยาก เพราะคือ เหตุอาเพศ
    อีกมีเหตุ ให้เกิดโรค ระบาดหนา
    หลายประเทศ งุนงง พิบัติมา
    ชนโศกา เทพร้องไห้ พาอาลัย

    ๐ พิบัติฟ้า พิบัติดิน ก็มีหมด
    อย่างที่บท สาส์นที่สี่ นั้นบอกไว้
    วิธีช่วย โลกนั้น ทำเช่นไร
    พ่อบอกใบ้ ไว้หมดแล้ว ทุกวรรคตอน

    ๐ สาส์นนี้แปลก พ่อสั่ง ร้อยสลับ
    ประพันธ์รับ รองส่ง สดับกลอน
    ให้เราพา แปลกใจ ในอักษร
    ดั่งอาภรณ์ แต่งสีสัน ดูแปลกตา

    ๐ เดี๋ยวแต่งโคลง น้ำหน้า ขึ้นมาก่อน
    ทั้งกลอนสี่ กลอนแปดมี พาหรรษา
    ปะปนอยู่ ในสาส์น จำนรรจา
    ดุจภาษา พ่อแต่งไว้ ล้วนแฝงกล

    ๐ ทูลถามพ่อ เหมือนกัน ในเรื่องเหตุ
    จะเกิดเภท พิบัติภัย ทำลายคน
    เมื่อไหร่ มาจะได้ ระวังตน
    พ่อบอกบ่น รำคาญใจ ไม่นำพา

    ๐ ก็พ่อบอก ลูกแล้วไง เจ้าลูกเอ๋ย
    หากเจ้าเคย มีบทเรียน ที่มีค่า
    -ราคาแพง แทงให้ทุกข์ จุกอุรา
    พิบัติมา คราวก่อนนั้น ยังไม่จำ

    ๐ มันจะเกิด คล้ายกันอีก ไม่นับครั้ง
    อยากให้ฟัง คำพ่อบอก อย่าถามย้ำ
    จงเตือนตัว มีสติ มีศีลนำ
    จะช่วยค้ำ จุนเจือเหตุ ให้หมดภัย

    ๐ มันจะเกิด เมื่อใด อย่าใคร่รู้
    พ่อไม่ขู่ เป็นเล่นไป ไม่ปราศรัย
    จะเกิดเหตุ ขึ้นเมื่อใด ไม่ใช่ใคร
    ที่คนไซร้ ยังไม่หยุด คิดรุกราน

    ๐ ธรรมชาติ ก็ล้วน มีดวงจิต
    มันก็คิด จะกลับ มาล้างผลาญ
    พระนารายณ์ อีกปวงเทพ ป้องกันมาร
    ก็ไม่อาจ ทำการช่วย จนปัญญา

    ๐ ลูกไม่รู้ ว่าพ่อลุด ไปสมุทร
    -เกษียรสุด สาคร จบเวหา
    ทรงเต่ายักษ์ ประคองขี่ ลงนาวา
    จะไปหา พระนารายณ์ สินทร์บรรทม

    ๐ ลูกรู้ไหม ว่าท่านบอก อะไรพ่อ
    ท่านตัดพ้อ ว่าเหนื่อยนัก หน้าอกตรม
    นานมาแล้ว ที่ไม่นอน นาคาศรม
    ขับตาลง ข่มใจ ไม่ได้เลย

    ๐ นารายณ์ เดี๋ยวนี้ไม่ บรรทมสินทร์
    ไม่โบยบิน ขี่ครุฑ หยุดผ่าเผย
    จะช่วยโลก ไม่ได้อย่าง ทุกครั้งเคย
    ท่านเฉลย ถึงคราว ‘โลกรับกรรม’…

    ๐ หน้าท่านเศร้า เหงาใจ เป็นที่สุด
    จ้าวสมุทร เกษียรนี้ กลับชอกช้ำ
    ไร้ลักษมี ชายาคู่ กายกำยำ
    ท่านบอกย้ำ ปลีกวิเวก อเนกองค์

    ๐ ท่านวิษณุ ทรง วางจักร
    สีพระพักตร์ เศร้าหมอง ไม่ประสงค์
    พ่อเข้าใจ ในความ ที่ท่านปลง
    ท่านบอกตรง ว่าสุด จะบรรเทา...

    ๐ ครั้งก่อนนั้น พ่อเคยพูด ถึงผู้สร้าง
    พระพรหมปาง ก่อนนั้น ก็สุดเศร้า
    มาคราวนี้ ผู้ปกป้อง ก็แรงเบา
    โลกเขย่า ทุกครั้ง ท่านทำใจ

    ๐ พระปกป้อง ดูแล ณ สมุทร
    มีใจทรุด กับโลก เคยอาศัย
    ท่านร้องไห้ น้ำตาร่วง ทรวงมอดไหม้
    ข่มหัวใจ ทุกข์อยู่นาน คร้านคร้ามครั่น

    ๐ เรื่องพรหมา หยุดสร้าง วิไลโลก
    นารายณ์โศก เกรงโลก จะไหวหวั่น
    ทุกครั้งที่ แผ่นดิน สะเทือนลั่น
    เหล่าเทพสั่น ถึงสวรรค์ น่าตกใจ...

    ๐ ไร้ผู้สร้าง ร้างผู้ปก ปักษ์รักษา
    หมู่เทพา ไม่มีใจ ให้อาศัย
    เพราะเสื่อมจิต ในมนุษย์ ทุกคนไป
    เทพไม่ให้ ความช่วยเหลือ เพราะช้ำทรวง

    ๐ พ่อเลยกราบ ลาท่าน พระวิษณุ
    ขี่ตนุ ออกจาก บาดาลสรวง
    เจ้ารู้ไหม พ่อแทบ น้ำตาร่วง
    พ่อเป็นห่วง โลกของเรา จะบรรลัย

    ๐ วานฝากบอก พวกมนุษย์ สุดใจชั่ว
    อย่าวางตัว คิดว่าเก่ง เป็นไฉน
    ธรรมชาติ จะกำแหง ฤทธิ์เมื่อใด
    หมู่มารไซร้ ล้วนยินดี ย่ำยีซ้ำ

    ๐ ถามถึงเหตุ ว่าทำไม พ่อสงสาส์น
    เพราะหมู่มาร จะผลาญ กว้านยีย่ำ
    พ่อจะคอย แอบส่งสาส์น ทุกเช้าค่ำ
    แม้ต้องห้ำ หั่นกับมาร พ่อก็ยอม

    ๐ มารก็รู้ ว่าธรรมชาติ จะคอยเล่น
    มันเลยเห็น ว่าเป็น โอกาสย่อม
    มันจะแฝง ตัวไป เข้าเกลี่ยกล่อม
    แอบตะล่อม มวลมนุษย์ ให้หลงผิด

    ๐ อย่าหลงกล หมู่มาร ที่คิดผลาญ
    ชนะมาร ด้วยสติ ไว้ที่จิต
    จะสร้างกรรม ดีชั่ว ดำรงคิด
    วิปริต อาเพศหยุด เพราะความดี...

    ๐ กลับจาก เกษียร สมุทร
    ก็ออกยุด ครุฑไว้ ขึ้นขับขี่
    เหาะเหินบน เนินเมฆ ด้วยฤทธี
    ครุฑทรงนี้ พาไป ในเงาจันทร์

    ๐ สาส์นห้าจบ บทกวี ที่ชี้เหตุ
    องค์คเณศ กลับแล้ว ดูโศกศัลย์
    ทิ้งคราบ น้ำตาไว้ เศร้ารำพัน
    ตัวเรานั้น ขอจบ รสบทกลอน...


    ที่มา http://www.golden-sweets.net/shop/g...etail&url=goldensweets&articleid=3656&lang=TH
     
  14. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +51
    ลองเปิดใจศึกษาคำพยากรณ์นี้ดูนะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่เตรียมตัวไว้สำหรับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    ดร อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไม่กินเนื้อสัตว์


    เผยแพร่เมื่อ 28 ม.ค. 2015
     
  16. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +51
    ถ้าสนใจลองเปิดอ่านดูนะครับ เพื่อจะได้เป็นการเตรียมตัวและเตรียมการสำหรับในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้าอันใกล้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร นั่นเป็นสิ่งที่บุคคลจะรับข้อมูล เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการรับข่าวสารข้อมูล ผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจนะครับ ไม่มากก็น้อย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. Rama bodhisattva

    Rama bodhisattva Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤศจิกายน 2016
    โพสต์:
    159
    ค่าพลัง:
    +51
    ถ้าสนใจลองเปิดอ่านดูนะครับ เพื่อจะได้เป็นการเตรียมตัวและเตรียมการสำหรับในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้าอันใกล้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร นั่นเป็นสิ่งที่บุคคลจะรับข้อมูล เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการรับข่าวสารข้อมูล ผมหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจนะครับ ไม่มากก็น้อย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    คำทำนายของโฮปิ เมื่อ ISON มีหางสีแดงและเดินทางมาใกล้โลก!


    เผยแพร่เมื่อ 1 ก.ค. 2016
    ความจริงหลังกึ่งพุทธกาล

    Blue Kachina / Red Kachina ดาว Kachina - ทำนายของ โฮปิ เมื่อ ISON มีหางสีแดงและเดินทางมาใกล้โลก!


    C/2012 S1 (ISON), Is This The Blue Kachina? - YouTube

    โฮปิอินเดียโบราณพยากรณ์ฯ "เมื่อโลกเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของยุคที่สี่ Kachina ดาวสีฟ้าหรือแดงจะถูกทำให้ปรากฏ "นี่จะเป็นวันแห่งการล้างบาป" เป็นการประกาศกลียุคของชีวิตบนโลกและเริ่มต้นยุคใหม่ "ยุคที่ห้า"
    Blue Star Kachina - Wikipedia, the free encyclopedia

    ..ข้อมูลเกี่ยวกับดาวน้ำเงิน Kachina ถูกหยิยยกขึ้นมาอ้างอิงอีกครั้ง หลัง ISON โผล่พรวดมาพร้อมสีสันแปลกตาออกไป รวมทั้งที่ถูกมองว่ามันมีหางสีแดงอย่างคลิปด้านบน

    ในลิ้งค์ตำนานของ บลูสตาร์ Kachina และการทำนายของ โฮปิ โลกเราถูกลำลายและแบ่งไว้หลายยุค และขณะนี้เราอยู่ในยุคที่สี่ มีสัญญาณแห่งการทำลายล้าง 9 ข้อ ส่วนเวลาจะสิ้นสุดจบลงเมื่อไหร่ให้สังเกตสัญญาณบอกเหตุ 9 ประการ ..

    สัญญาณข้อที่ 9 ที่น่ากลัว "You will hear of a dwelling-place in the heavens, above the earth, that shall fall with a great crash. It will appear as a blue star. Very soon after this, the ceremonies of my people will cease."
    ที่พักอาศัยบนสรวงสวรรค์ร่วงหล่นจากท้องฟ้า เป็นดางสีน้ำเงิน - แดง

    ..เมื่อสัญญาณบอกเหตุทั้งแปดปรากฏครบแล้ว (ดูสภาพของความเป็นไปในโลกปัจจุบันและที่ผ่านมา) และที่เหลือคือข้อที่เก้าของปัจจุบัน "เมื่อโลกเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายของยุคที่สี่ Kachina ดาวสีฟ้าหรือแดงจะถูกทำให้ปรากฏ "นี่จะเป็นวันแห่งการล้างบาป" เป็นการประกาศกลียุคของชีวิตบนโลกและเริ่มต้นยุคใหม่ "ยุคที่ห้า"

    ..ไม่กี่ปีหลังจากนั้นคนผิวขาวจะทำสงครามกับชนชาติต่างๆบนผืนแผ่นดินนอกประเทศ หลังจากนั้นไม่นาน "จะมีผู้เก่งกาจเกิดขึ้นบนแผ่นดินเก่า .. เขาจะประกาศสงครามกับคนผิวขาว อเมริกาจะถูกทำลาย สถานที่หลบภัยไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ ผู้คนจำนวนมากจะล้มตาย ผู้ที่เหลือรอดคือคนที่มีสันติภาพอยู่ในใจ (อาจหมายถึงพวกที่ใช้ชีวิตสันโดดห่างไกลความเจริญทางวัตถุ เช่น ผู้ปฏิบัติธรรม) ผู้ที่รอดชีวิตจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิว เป็นอันสิ้นสุดโลกยุคที่สี่...

    นี่จะเป็นเหตุผลที่อารยธรรมของมนุษย์ได้ถูกทำลายลงและหายไปหลายต่อหลายครั้งหรือไม่? เราอาจเป็นเหมือนหนี้ที่ค้างชำระ? เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมสำหรับ ตำนานที่อาจเป็นจริง .!

    คำทำนายของโฮปิ

    โฮปิ (Hopi) เป็นชนเผ่าอินเดียนแดงโบราณที่ถูกกันให้อาศัยอยู่ในเขตสงวนบริเวณรอยต่อ ระหว่างรัฐแอริโซนา นิวเม็กซิโก ยูทาห์ และโคโลราโด ชาวโฮปิมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลว่าวันหนึ่งแผ่นดินของ โฮปิจะถูกคนผิวขาวรุกรานและนำพาชาวโฮปิไปสู่หายนะ

    a.jpg
    ภาพสลักหินของอินเดียนแดงเผ่า โฮปี(จาก The Hopi Prophesy Stone and Native American Tradition )

    บรรพบุรุษได้เตือน ว่าอย่าได้ต่อต้านผู้รุกรานด้วยกำลัง ขอเพียงให้ตั้งมั่นอยู่บนแหล่งที่อยู่อาศัยอย่าย้ายถิ่นฐานไปไหนและดำเนิน ชีวิตไปตามวิถีทางเดิมๆ รอจนกว่าผู้ปลดปล่อยชื่อพาฮาน่า (Pahana) จะกลับมาช่วยเหลือเมื่อโลกถึงจุดสุดท้ายของยุคที่สี่

    โลกยุคแรกสิ้น สุดลงในปี 1914 อันเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุคที่สองสิ้นสุดลงในปี 1940 อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคที่สามสิ้นสุดลงในปี 1961 ส่วนยุคที่สี่จะสิ้นสุดลงเมื่อใดให้สังเกตสัญญาณบอกเหตุ 9 ประการ อันได้แก่

    1.คนผิวขาวปรากฏกายพร้อมกับสายฟ้าผ่า (ปืน)
    2.ล้อที่หมุนไปนำพาครอบครัวคนผิวขาวรุกล้ำแผ่นดินชาวโฮปิ (กองเกวียนผู้บุกเบิก)
    3.ฝูงสัตว์ป่าหน้าตาเหมือนควายแต่มีเขายาว เข้ายึดครองผืนดินชาวโฮปิ (ฝูงปศุสัตว์ของผู้บุกเบิก)
    4.งูเหล็กเลื้อยผ่านแผ่นดิน (ขบวนรถไฟ)
    5.แผ่นดินเต็มไปด้วยใยแมงมุมยักษ์ (สายไฟระโยงระยาง)
    6.แผ่นดินถูกแบ่งแยกด้วยสายธารหินที่สร้างภาพบนดวงอาทิตย์ (ถนนสร้างภาพสะท้อนลวงตา)
    7.ทะเลกลายเป็นสีดำ สิ่งมีชีวิตจำนวนมากล้มตาย (น้ำมันดิบรั่วลงสู่ทะเล)
    8.คนหนุ่มสาวไว้ผมยาวเหมือนชาวอินเดียนแดง หันมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนพื้นเมืองและให้ความสนใจในปรัชญา (ฮิปปี้)
    9.ที่พักอาศัยบนสรวงสวรรค์ร่วงหล่นจากท้องฟ้า (สถานีอวกาศ Skylab ตกในปี 1979)

    เมื่อสัญญาณบอกเหตุทั้ง 9 สิ่งเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว อีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นคนผิวขาวจะทำสงครามกับชนชาติต่างๆบนผืนแผ่นดินนอก ประเทศ ไม่นานนักจะมีผู้เก่งกาจเกิดขึ้นบนแผ่นดินเก่า (เช่น จีน อินเดีย แอฟริกา อาหรับ) เขาจะประกาศสงครามกับคนผิวขาว อเมริกาจะถูกทำลาย สถานที่หลบภัยไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ ผู้คนจำนวนมากจะล้มตาย ผู้ที่เหลือรอดคือคนที่มีสันติภาพอยู่ในใจ (อาจหมายถึงพวกที่ใช้ชีวิตสันโดดห่างไกลความเจริญทางวัตถุ) เมื่อถึงเวลานั้นพาฮาน่าจะกลับมาช่วยเหลือ ผู้ที่รอดชีวิตจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยกเชื้อชาติและสีผิว เป็นอันสิ้นสุดโลกยุคที่สี่

    เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นตรงกับคำทำนายของ บรรพบุรุษชาวโฮปิแล้วทุกประการนอกจากผู้เก่งกาจบนแผ่นดินเก่ายังไม่ปรากฏตัว หรืออาจจะปรากฏตัวขึ้นแล้วแต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเขา ก็รอดูกันว่าเหตุการณ์สุดท้ายของคำทำนายจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้หรือไม่


    ที่มา คำทำนายของโฮปิและทฤษฎีคลื่นเวลา | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม
     
  19. เกษม

    เกษม ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    19,380
    ค่าพลัง:
    +72,775
    สัญญาณกลียุค!!! ย้อนคำทำนาย 2,000 ปีของชาวยิว

    tnews_1477707136_3336.jpg

    สัญญาณกลียุค!!! ย้อนคำทำนาย 2,000 ปีของชาวยิว เมื่อซาอุดิอาระเบียและอิหร่านจะเป็นผู้เริ่มก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 ในเร็วๆนี้ มันคืออะไรกันแน่?

    บทความจากบางสำนักเขียน เกี่ยวกับคำทำนายของอิสราเอล ที่ถูกรวบรวมไว้ ในชื่อที่รู้จักกันดี นั่นก็คือ "Yalkut Shimoni" เมื่อหลายร้อยปีก่อน เกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตทั้งในอิสราเอลและโลก ในบางส่วนในหนังสือยังอ้างถึงคำทำนายในพระคัมภีร์ไบเบิลของอิสยาห์

    "นั่นเป็นปีที่พระคริสต์จะมาถึงเมื่อทุกประเทศของโลกจะมีการขัดแย้งนำมาซึ่งสงคราม กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย (อิหร่าน) จะทำให้เกิดการขัดแย้ง กับกษัตริย์แห่งอาระเบีย (ซาอุดีอาระเบีย) กษัตริย์แห่งอาระเบียจะไปที่เอโดม (ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา) เพื่อขอคำแนะนำ พระมหากษัตริย์แห่งเปอร์เซียจะเริ่มสงคราม ...และทุกประเทศของโลกเริ่มที่จะหวาดกลัว และอิสราเอลเริ่มที่จะเกิดการกลัว แต่พระเจ้าก็พูดกับพวกเขาว่า "อย่ากลัวสำหรับทุกอย่างที่ฉันได้ทำเพื่อประโยชน์ของคุณที่จะทำลายอาณาจักรของความชั่วร้ายของเอโดมและขจัดความชั่วร้ายจากโลกนี้เพื่อให้พระเจ้าสามารถเข้ามาสำหรับการไถ่ถอน"

    เราสามารถดูตัวเค้าลางบางอย่างที่เกี่ยวกับคำทำนายนี้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2007 เมื่อประธานอิหร่าน พูดในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติและกล่าวว่า...

    “ข้าพเจ้าขอนำเสนอทฤษฎี 3 ข้อ ที่จะช่วยให้ทุกท่านทราบว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม 9/11 ที่แท้จริง ประการแรก ประธานาธิบดีสหรัฐคือผู้ให้การสนับสนุนองค์การก่อการร้ายขนาดใหญ่ที่โครงสร้างซับซ้อน เพื่อเข้ามาทำลายนโยบายความมั่นคง แล้วก่อการร้ายบนแผ่นดินของตัวเอง ประการต่อมา หน่วยงานบางแห่งของรัฐบาลสหรัฐมีส่วนร่วมในการโจมตีครั้งนั้น เพื่อจะได้ใช้เป็นเหตุผลในการเข้าแทรกแซงและหาผลประโยชน์จากตะวันออกกลาง เพื่อปกป้องอาณาจักรไซออนิสต์ ( หมายถึงอิสราเอล ) และกอบกู้เศรษฐกิจของตัวเองที่กำลังตกต่ำ ประการสุดท้าย กลุ่มก่อการร้ายเป็นผู้ลงมือจริง และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ”

    สรุป คำทำนายมุ่งให้เห็นสงครามที่กำลังจะมีขึ้นของอิหร่านกับซาอุฯ ที่มีเอโดม (สหรัฐ) เกี่ยวข้อง เป็น 3 ขั้นตอนของสงคราม

    ขั้นตอนที่ 1 - จะมีการทำให้ทะเลาะกันของอิหร่านและกษัตริย์ของซาอุดีอาระเบีย

    ขั้นตอนที่ 2 - พระมหากษัตริย์ของซาอุดีอาระเบียหันไปหาชาติตะวันตกเพื่อขอคำแนะนำและการป้องกัน.

    ขั้นตอนที่ 3 - อิหร่านเปิดไฟเขียวเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สามและทำลายตะวันตก

    เรียบเรียง บุญชัย ธนะไพรินทร์

    Publish 2016-10-29 09:12:17

    ที่มา http://www.tnews.co.th/contents/210668

     
  20. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    11,963
    ค่าพลัง:
    +51,100
    *** ฝัน สึนามิ ****

    เสียงหญิงเตือน มองน้ำทะเลลด
    วิ่งหนี ช่วยเด็กเล็ก
    ขับรถขึ้นที่สูงสู่ยอดเขา
    หันหน้าพร้อมเผชิญ
    ดอนเมืองท่วมชั้นล่าง

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ความฝัน เทพสังหรณ์ สัญญานเตือนจากเบื้องบน
  1. Nayar
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    67
  2. นางสาวขี้มโน
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    187
  3. วิญญาณนิพพาน
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    48
  4. Treerached
    ตอบ:
    6
    เปิดดู:
    260
  5. jay147852
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    96

แชร์หน้านี้

Loading...