ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย ธรรมะสายหลวงปู่มั่น, 6 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    คนฉลาด
    ไม่ใช่ฉลาดพูดเท่านั้น
    ต้องรู้จัก..
    ิ่งอย่างมีสติ ให้เป็นด้วย
    ..ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูด
    ..ให้มากยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด
    …….สาธุธรรมอันประเสริฐ……

    ิดวาจา
    ๛๛พูดไปสองไพเบี้ย๛๛
    ๛๛นิ่งเสียตำลึงทอง๛๛

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  2. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    อปฺปมาทญฺจ เมธาวี ธนํ เสฏฺฐฺ รกฺขติ : ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์ประเสริฐสุด

    สมาชิกชุมนุมพุทธธรรมกรรมฐาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น-นั่งสมาธิภาวนา ในวันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 16.00-17.00 น. ณ ห้องนิติธรรม ชั้น 4

    -เมธาวี-ธนํ-เส.jpg
    1512046327_4_อปฺปมาทญฺจ-เมธาวี-ธนํ-เส.jpg
    1512046328_192_อปฺปมาทญฺจ-เมธาวี-ธนํ-เส.jpg
    1512046328_971_อปฺปมาทญฺจ-เมธาวี-ธนํ-เส.jpg
    1512046328_153_อปฺปมาทญฺจ-เมธาวี-ธนํ-เส.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  3. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    บารมีธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ตอน เผชิญอสุรกาย
    ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ได้อาศัยบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี 4-5 หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนาน ๆ จึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที
    ชาวบ้านถามว่า พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน หลวงปู่บอกว่าจะมุ่งไปทางเทือกเขาที่ มองเห็น แล้วจะลงไปทางสุวรรณเขต (อยู่ตรงข้ามกับมุกดาหาร)
    ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะมียักษ์ปีศาจดุร้ายสิงอยู่ คอยทำร้ายคนและสัตว์ที่ผ่านไปทางนั้น
    หลวงปู่ทั้งสอง กล่าวขอบใจในความหวังดี และบอกว่าท่านทั้งสองได้มอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ขออย่าได้ห่วงตัวท่านเลย แล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว
    หลวงปู่ออกเดินทางโดยข้ามลำน้ำสอง แห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ป่าแถบนั้นเงียบกริบ ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ เลย แม้แต่นกก็ไม่มี ดูผิดประหลาดมาก
    พอใกล้ค่ำหลวงปู่ทั้งสอง ก็มาถึงยอดเขาสูงที่มีลักษณะประหลาดมาก คือยอดเป็นสีดำคล้ายถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะป่ำคล้ายหัวคนบ้าง หัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ
    หลวงปู่ทั้งสอง เลือกปักกลดค้างคืนข้างลำธารที่มีน้ำใสไหลผ่านอยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่างกันประมาณ 10 เมตร เมื่อสรงน้ำพอสดชื่นแล้วต่างองค์ก็นั่ง สงบภายในกลดของตน ทั้งสององค์ตระหนักในความประหลาด ของสถานที่นั้น ไม่ได้พูดอะไรกันเพียงแค่นั่งสงบอยู่ภายในกลด
    ประมาณ 5 ทุ่ม หลวงปู่แหวน ก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม หลวงปู่ตื้อ ออกมาตามและพูดว่า “ผมรู้สึกว่าที่นี่วิเวกผิดสังเกตนะ”
    หลวงปู่แหวน ตอบ “ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”
    พูดกันแค่นี้แล้วต่างองค์ต่างก็เดินจงกรมในทางของตน
    ต่อจากนั้นไม่นานก็มีเสียงกรีดแหลม เยือกเย็นดังลงมาจากยอดเขารูป ประหลาดนั้น เสียงนั้นแหลมลึกบีบเค้นประสาทจนรู้สึกเสียวลงไปถึงรากฟันทีเดียว
    หลวงปู่ตื้อ ถามพอได้ยินว่า “ท่านแหวนได้ยินแล้วใช่ไหม”
    หลวงปู่แหวน ตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า “ผมกำลังฟังอยู่”
    เสียงกรีดร้องนั้นใกล้เข้ามาทุกที ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งสององค์คงเดินจงกรมอยู่เงียบๆ ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    ป่านั้นเงียบสงัดจริงๆ เสียงนกเสียงแมลงก็ไม่มี ครั้นแล้วเกิดพายุปั่นป่วนมาอย่างกระทันหัน ชนิดไม่มีเค้ามาก่อนเลย ต้นไม้โยกไหวรุนแรงราวกับจะถอนรากออกมา อากาศพลันหนาวเย็นวิปริตขึ้นมาทันที
    พลันปรากฏร่างประหลาดขึ้นร่างหนึ่ง ตัวดำมะเมื่อม สูงราว 7 ศอก มีขนยาวรุงรังคล้ายลิงยักษ์ แต่หน้าคล้ายวัวควาย ตาโปน มือสองข้างยาวลากดิน มันก้าวเข้ามาอยู่ห่างจากหลวงปู่ทั้งสองประมาณ 10 เมตรเห็นจะได้
    สัตว์ประหลาดนั้นส่งเสียงร้องโหยหวน ขึ้น พลันพายุนั้นก็สงบลง แสดงว่ามันมีอำนาจเหนือธรรมชาติ
    สัตว์นั้นส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงร้ายกาจ เหมือนกลิ่นศพที่กำลังขึ้นอืด มันกระทืบเท้าสนั่นจนแผ่นดินสะเทือน
    หลวงปู่แหวน เล่าในภายหลังว่า ท่านไม่รู้สึกกลัว แต่ขนลุกซู่ซ่าไปหมด เพราะไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดอย่างนั้นมาก่อน ยังไม่รู้ว่าเป็นปีศาจหรือสัตว์อะไรแน่ ท่านได้กำหนดสติไม่ให้ใจคอวอกแวก ทอดสายตาไปยังสัตว์ประหลาดนั้น กำหนดจิตแผ่เมตตาไปยังร่างนั้น
    สัตว์ร่างยักษ์นั้นหยุดร้อง หยุดส่งกลิ่นเหม็น แสดงว่ารับกระแสเมตตาได้ มันค่อยๆ ทรุดร่างลงนั่งยองๆ เอามือยันพื้นไว้ ทำท่าแสดงความนอบน้อมต่อท่าน
    หลวงปู่ตื้อ พูดพอได้ยินว่า “ท่านแหวนทำดีมาก” พร้อมทั้งเดินมาสมทบ แล้วพูดว่า “เขาแบกหามบาปหาบทุกข์อันมหันต์ เขามาหาเรา เพื่อให้ช่วยปลดทุกข์ให้เขานะ เขาสร้างกรรมไว้มาก เมื่อตายจากมนุษย์แล้วต้องมาเป็นปีศาจอสุรกาย ทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่”
    หลวงปู่แหวน ได้กำหนดจิตถามดูก็ได้ความว่า สมัยเป็นมนุษย์เขามีการกระทำที่มากล้นด้วยตัณหา และความโลภ คือละเมิดศีลข้อ 2 และข้อ 3 อยู่เสมอ จึงต้องมาเป็นปีศาจอสุรกาย รับทุกข์อยู่ที่นั่นมากว่าร้อยปีแล้ว
    ปีศาจอสุรกายนั้นดูท่าทางอ่อนลงมาก มันร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสาร ขอความเมตตาจากพระคุณเจ้าทั้งสอง ให้เขาได้พ้นทุกข์ทรมานนั้นด้วยเถิด
    หลวงปู่แหวน ได้พิจารณาเห็นว่า เขาสร้างกรรมซับซ้อนเหลือเกินใครจะ ช่วยเขาได้ พลันหลวงปู่ตื้อตอบมาในสมาธิว่า “กรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ก็ จริง บางทีพระผู้มีศีลบริสุทธิ์และมีบารมีเช่นท่านแหวน ก็อาจจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ ลองอ่านพระคาถา หรือเทศนาธรรมให้เขาฟังดูสิ”
    หลวงปู่แหวนได้กำหนดจิตว่าพระคาถา แล้วเทศนาให้เขาสำนึกบาปบุญคุณโทษ เขาค่อยๆ คลายความกังวลลง ก้มลงกราบด้วยความซาบซึ้ง
    “พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าได้กำหนดจิตพิจารณาตามกระ แสธรรมของท่านแล้ว เกิดแสงสว่างกับข้าพเจ้าอย่างมหัศจรรย์ และข้าพเจ้าได้เห็นสภาวธรรม คือ ชาติ ชรา มรณะ อันเป็นทุกข์เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ ทั้งหลายแล้วพระคุณเจ้า”
    สีหน้าเขาดูสดชื่นขึ้น ก้มลงกราบหลวงปู่ทั้งสององค์ แล้วร่างนั้นก็หายไป
    จากหนังสือ “หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ” วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ (โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม3)

    -สุ.png

    ที่มา ธรรมะของพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  4. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    “ท่านมหาบัวเพิ่นถอดธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้เบิ่ดสู่อย่าง เรื่องข้อวัตรปฏิบัติอาจารย์ใหญ่มั่นนี่เฮาลงใจท่านมหาบัว ให้พากันเอาปลื้มนี่ (เอาหนังสือนี้) ไปอ่านเบิ่ง อ่านแล้วกะให้เก็บปลื้มธรรมไว้สูงๆ ธรรมเป็นของสูง ควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้ ผู้ใดเคารพธรรม แล้วผู้นั่นกะสิมีแต่ความเจริญในธรรมทั้งปัจจุบัน อนาคต”

    หลวงปู่ชอบ ฐานสโม (องค์ซ้าย)

    .jpg

    ที่มา ธรรมะของพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  5. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    เรื่อง “หลวงปู่มั่น หยั่งรู้ด้วยญาณทัศนะ ก่อนรับหลวงปู่สิงห์เป็นศิษย์”

    “เรา(หลวงปู่มั่น)ได้รอเธอมานานแล้ว อยากพบ
    และต้องการชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

    (จากประวัติ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม)
    (บันทึกโดย วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน)

    พระเดชพระคุณพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ท่านปฏิบัติเคร่งครัดในวินัยมาก เป็นเสมือนองค์แทนของหลวงปู่เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น และเป็นยอดขุนพลเอกแห่งกองทัพธรรมกรรมฐานภาคอีสาน เป็นหนึ่งในสามพระบูรพาจารย์สายกรรมฐานที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล พระกรรมฐานทั้งมวลล้วนเคยผ่านการอบรมสั่งสอนจากท่านแทบทั้งนั้น

    ปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ ท่านได้เข้าไปหาพระอาจารย์มั่น ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลฯ เห็นพระอาจารย์มั่นเดินจงกรมอยู่ ท่านจึงนั่งสมาธิรออยู่ที่โคนต้นมะม่วงเมื่อท่านพระอาจารย์เหลือบเห็นพระอาจารย์สิงห์ ท่านจึงเรียกขึ้นไปบนกุฏิแล้วพูดว่า

    “เรา(หลวงปู่มั่น)ได้รอเธอมานานแล้ว อยากพบ
    และต้องการชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

    ท่านพระอาจารย์สิงห์ได้ฟังเช่นนั้นก็ตอบทันทีว่า

    “กระผมอยากมาปฏิบัติธรรม
    กับท่านพระอาจารย์มานานแล้ว”

    แล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็สอนให้ท่านพิจารณากายคตาสติกัมมัฏฐานข้อ “ปัปผาสัง” ให้เป็นบทบริกรรม เมื่อท่านได้ฝึกกรรมฐานอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นสอน วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังสอนนักเรียนโรงเรียนสร่างโศรกเกษมศิลป์ ท่านพิจารณากรรมฐานข้อนี้แล้วเพ่งไปที่นักเรียนในชั้นนั้นทั้งหมด ปรากฏว่าทุกคนกลายเป็นโครงกระดูก คราวนั้นท่านเกิดสลดจิตเป็นอย่างมาก ตั้งแต่นั้นมาท่านลาออกจากการเป็นครูและติดตามท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์ไปทุกหนทุกแห่ง

    เดิมท่านปรารถนาผลอันยิ่งใหญ่ คือ “พุทธภูมิ” แต่ท่านได้มุ่งสู่ราวป่าและปฏิบัติตามเยี่ยงพระอริยเจ้าทั้งหลาย ด้วยความวิริยะอุตสาหพยายาม ด้วยวิสัยพุทธบุตร ท่านสามารถรอบรู้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายของกิเลสตัณหาได้อย่างแยบยล ด้วยสติปัญญาและกุศโลบายอันยอดเยี่ยมเข้าพิชิตติดตามฆ่าเสียซึ่งอาสวะกิเลสต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าจิตใจของท่านได้อย่างภาคภูมิ จนสามารถรอบรู้นำหมู่คณะพระกรรมฐานแห่งยุคนั้นออกเที่ยวอบรมสั่งสอนประชาชนผู้โง่เขลาเบาปัญญา ให้หันมานับถือพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระไตรสรณคมน์ น้อมจิตให้หันมาประพฤติปฏิบัติธรรม

    -หลวงปู่มั่น-หยั่.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  6. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    เมื่อหลงรู้จึงไม่ใช่ผู้รู้ เพราะจิตไม่สัปยุตด้วยสติปัญญา

    เมื่อจิตยังไม่ก้าวเข้าโลกุตรภูมิ ความรู้อภิญญาฌานสมาธิเหล่านี้ ย่อมตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่แน่นอน ไม่เที่ยง และมีความเสื่อมถอยลงได้ เป็นธรรมดา

    1512097506_936_เมื่อหลงรู้จึงไม่ใช่ผู.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  7. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    เรื่อง “หลวงปู่มั่น ล่วงรู้วาระจิตหลวงพ่อชาอย่างน่าอัศจรรย์”

    (จากชีวประวัติ หลวงพ่อชา สุภัทโท)

    ท่านออกเดินทางย้อนกลับมาที่อุบลราชธานี พักอยู่ที่ทางปฏิบัติของแต่ละสำนัก การเดินทางครั้งนั้น ผู้ร่วมทางบางคนในคณะเกิดท้อถอย เพราะมีความเหน็ดเหนื่อย และยาก ลำบากมาก ต้องเดินลัดเลาะป่าเขา เดินตามทางเกวียน ประกอบกับเป็นผู้ไม่คุ้นเคยต่อการเดินทางไกลนัก พระบางรูปจึงขอแยกทางกลับคืนถิ่นเดิม หลวงพ่อกับพระ อีกสองรูปที่ไม่เลิกล้มความตั้งใจ ได้ออกเดินทางต่อ ในที่สุดก็ถึงสำนักของหลวงปู่มั่น เสนาสนะวัดป่าหนองผือนาใน

    ก้าวแรกที่หลวงพ่อเดินเข้าไปเห็นสภาพวัดป่าหนองผือนาใน

    ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่สำนักป่าหนองผือนาใน หลวงพ่อรู้สึกประทับใจในบรรยากาศอันสงบร่มรื่นของสำนัก มองดูลานวัดสะอาดสะอ้าน กิริยามารยาทของเพื่อนบรรพชิตในวัดป่านี้เป็นที่น่าเลื่อมใส จึงเกิดความพึงพอใจยิ่งกว่าสำนักใด ๆ ที่เคยเห็นเคยสัมผัสมา ยามเย็นวันแรกที่ไปถึง ได้เข้ากราบนมัสการ หลวงปู่พร้อมศิษย์ของท่านเพื่อฟังธรรมร่วมกัน หลวงปู่มั่นท่านไดปฏิสันถาร สอบถามเกี่ยวกับอายุ พรรษา และสำนักที่เคยได้ศึกษาปฏิบัติ

    หลวงปู่มั่นล่วงรู้วาระจิตหลวงพ่อชา

    แปลกมากเมื่อมาถึงวัดป่าหนองผือนาใน หลวงปู่มั่นท่านเทศน์อบรมเรื่องนิกายธรรมยุติ กับมหานิกาย บังเอิญเป็นเรื่องที่หลวงพ่อชาสงสัยมานานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตลอดการเดินทางมาที่นี่หลวงพ่อชาก็กะว่าจะเรียนถามถึงเรื่องสองนิกายนี้ แต่ยังไม่ได้ทันถามหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเทศน์เรื่องสองนิกายก่อนเลย ทำให้หลวงพ่อชาขนลุกขนพองปลื้มปิติแปลกใจมาก เพราะท่านเพียงแต่คิดในใจท่านเท่านั้นเอง หลวงปู่มั่นท่านทำไมถึงทราบได้ ทำให้หลวงพ่อชามั่นใจในคุณธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่นมากเป็นลำดับ จากนั้นท่านก็ให้โอวาทและปรารภถึงเรื่องนิกายทั้งสอง คือ ธรรมยุติและมหานิกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อสงสัยอยู่มาก

    -หลวงปู่มั่น-ล่วง.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  8. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    เรื่อง “ชีวิตพระป่ากรรมฐานจวบจนนิพพานของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ”

    (ชีวประวัติ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ)
    (หนังสือพระธุตังคเจดีย์ เจดีย์แห่งพระอรหันต์)
    (วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ)

    พระเดชพระคุณหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นหนึ่งในกองทัพธรรมกรรมฐานใต้ร่มธรรมของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบคำบริกรรมให้โดยเฉพาะ เนื่องด้วยท่านเป็นผู้มีราคะจริต ในเบื้องต้นท่านให้คำบริกรรมว่า “กายเภทํ กายมรณํ มหาทุกฺขํ” ต่อมาท่านให้เปลี่ยนบริกรรมว่า “เยกุชโฌ ปฏิกุโล”

    ท่านได้รับการยกย่องจากพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองว่า “เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม” ท่านมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอทาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นสหธรรมิกในการออกธุดงค์

    ท่านเกิดในวันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ บ้านดอนเงิน ตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของนายเมืองกลาง และนางบุญมา กาลวิบูลย์

    เมื่ออายุได้ ๑๖-๑๗ ปี ท่านได้ยินพ่อแม่พูดว่า “การบวชนี้ได้บุญมาก” ทำให้ท่านอยากบวชขึ้นมาทันที จึงบอกพ่อแม่ว่า “ต้องการบวช ถ้าได้บวชแล้วจะไม่สึก” ดังนั้นพ่อแม่จึงนำท่านไปฝากเป็นศิษย์วัดกับพระครูพิทักษ์คณานุการ วัดจอมศรี บ้านเมืองเก่า อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ในระยะนั้นมีโอกาสได้พบกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เกิดศรัทธาเลื่อมใสจึงได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ออกปฏิบัติและศึกษาธรรม

    ปีพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๖๔ อุปสมบทเป็นภิกษุฝ่ายมหานิกาย ณ วัดปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระอาจารย์จันทา เป็นพระอุปัชฌาย์

    ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ได้ออกธุดงค์แสวงหาความสงบวิเวก ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานอยู่กับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ยอมมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ต่อพระอาจารย์ทั้งสอง ที่วัดบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

    ท่านได้ขอญัตติใหม่จากหลวงปู่เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านทั้งสองยังไม่ยินยอม ได้ให้เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้ คือ

    ๑. ฝึกภาวนาไปอีก ๑ ปี
    ๒. ต้องท่องหนังสือนวโกวาทให้จบ
    ๓. ต้องท่องพระปาฏิโมกข์ให้จบ

    ด้วยความมุ่งมั่นต้องการที่จะญัตติใหม่ ท่านตั้งใจท่องนวโกวาท ๔ วันจบ ท่องปาฏิโมกข์ ๗ วันจบ จึงได้ญัตติเป็นธรรมยุตเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ อายุได้ ๒๓ ปี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอดิศัย คุณาธาร (คำ อรโก) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    ปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ ท่านได้จำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

    ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร รวมเวลา ๑๒ ปี

    ปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ ได้สร้างวัดป่านิโครธาราม ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

    ท่านละสังขารเข้าสู่แดนอนุปาทิเสสนิพพาน ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๐๔.๐๐ น.

    สิริอายุ ๘๐ ปี ๕๘ พรรษา
    เรื่อง “ชีวิตพระป่ากรรมฐานจวบจนนิพพานของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ”

    (ชีวประวัติ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ)
    (หนังสือพระธุตังคเจดีย์ เจดีย์แห่งพระอรหันต์)
    (วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ)

    พระเดชพระคุณหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นหนึ่งในกองทัพธรรมกรรมฐานใต้ร่มธรรมของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบคำบริกรรมให้โดยเฉพาะ เนื่องด้วยท่านเป็นผู้มีราคะจริต ในเบื้องต้นท่านให้คำบริกรรมว่า “กายเภทํ กายมรณํ มหาทุกฺขํ” ต่อมาท่านให้เปลี่ยนบริกรรมว่า “เยกุชโฌ ปฏิกุโล”

    ท่านได้รับการยกย่องจากพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองว่า “เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม” ท่านมีพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอทาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นสหธรรมิกในการออกธุดงค์

    ท่านเกิดในวันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๔๕ ณ บ้านดอนเงิน ตำบลแชแล อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของนายเมืองกลาง และนางบุญมา กาลวิบูลย์

    เมื่ออายุได้ ๑๖-๑๗ ปี ท่านได้ยินพ่อแม่พูดว่า “การบวชนี้ได้บุญมาก” ทำให้ท่านอยากบวชขึ้นมาทันที จึงบอกพ่อแม่ว่า “ต้องการบวช ถ้าได้บวชแล้วจะไม่สึก” ดังนั้นพ่อแม่จึงนำท่านไปฝากเป็นศิษย์วัดกับพระครูพิทักษ์คณานุการ วัดจอมศรี บ้านเมืองเก่า อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

    ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ท่านก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ในระยะนั้นมีโอกาสได้พบกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เกิดศรัทธาเลื่อมใสจึงได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ออกปฏิบัติและศึกษาธรรม

    ปีพุทธศักราช พ.ศ. ๒๔๖๔ อุปสมบทเป็นภิกษุฝ่ายมหานิกาย ณ วัดปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระอาจารย์จันทา เป็นพระอุปัชฌาย์

    ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ได้ออกธุดงค์แสวงหาความสงบวิเวก ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานอยู่กับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ยอมมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ต่อพระอาจารย์ทั้งสอง ที่วัดบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

    ท่านได้ขอญัตติใหม่จากหลวงปู่เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านทั้งสองยังไม่ยินยอม ได้ให้เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้ คือ

    ๑. ฝึกภาวนาไปอีก ๑ ปี
    ๒. ต้องท่องหนังสือนวโกวาทให้จบ
    ๓. ต้องท่องพระปาฏิโมกข์ให้จบ

    ด้วยความมุ่งมั่นต้องการที่จะญัตติใหม่ ท่านตั้งใจท่องนวโกวาท ๔ วันจบ ท่องปาฏิโมกข์ ๗ วันจบ จึงได้ญัตติเป็นธรรมยุตเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ อายุได้ ๒๓ ปี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอดิศัย คุณาธาร (คำ อรโก) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

    ปีพุทธศักราช ๒๔๖๘ ท่านได้จำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

    ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร รวมเวลา ๑๒ ปี

    ปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ ได้สร้างวัดป่านิโครธาราม ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

    ท่านละสังขารเข้าสู่แดนอนุปาทิเสสนิพพาน ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๐๔.๐๐ น.

    สิริอายุ ๘๐ ปี ๕๘ พรรษา

    -ชีวิตพระป่ากรรม.jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  9. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    คำว่าสัจธรรม ทุกข์ แน่ะ คัมภีร์ใบลานไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้แสดงทุกข์ขึ้นมาในตัวคัมภีร์เอง

    สมุทัย เรื่องของความคิดความปรุงของใจ ความคะนองของใจ เกิดขึ้นจากกิเลสตัณหาทั้งมวล ท่านเรียกว่าสมุทัย ซึ่งมีชื่ออยู่ในคัมภีร์โน้น แต่ตัวสมุทัยจริงๆ ตัวกิเลสจริงๆ มันอยู่กับคน อยู่กับหัวใจคน ความทุกข์จริงๆ อยู่กับกายกับใจของคน คือเราๆ ท่านๆ นี้ แต่เราไม่มาคำนึง ไม่มาเรียน ไม่มาสังเกตตรงนี้ ซึ่งเป็นจุดของศาสนาชี้บอกไว้ และเป็นจุดที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนโดยแท้จริง ใจกลับไปอยู่คัมภีร์โน้นเสีย ตะครุบเงาอยู่โน้นเสีย ไม่หันมาหาตัวจริงที่อยู่กับตัวตามคัมภีร์ชี้บอก

    มรรค ก็มัชฌิมาปฏิปทา มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป มีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด นี่คือทางเดินหรือเครื่องมืออันทันสมัยสำหรับแก้กิเลสทุกประเภท ก็มีแต่ชื่อเสียเราไม่ทำตาม ปล่อยทิ้งธรรมเหล่านี้ให้อยู่ในคัมภีร์โน้นเสีย มอบธรรมเหล่านี้ให้ไปฆ่ากิเลสในคัมภีร์โน่นเสีย ไม่สนใจนำเข้ามาฆ่ากิเลสในใจตัวเอง

    นิโรธ คือความดับทุกข์ ก็ได้แต่ชื่อว่าดับทุกข์ๆ ทั้งๆ ที่ทุกข์เต็มหัวใจ ไม่ได้ถลอกแม้นิดหนึ่งเลย จากความจำได้ว่านิโรธๆ นั้นน่ะ ได้พากันคิดบ้างหรือยังว่า กิเลสมรรคผลนิพพานที่มีชื่อในคัมภีร์ท่านชี้เข้ามาที่ใจชาวพุทธเรา ให้พากันปฏิบัติกำจัดกิเลสด้วยมรรค คือปฏิปทาเครื่องดำเนินซึ่งมีอยู่กับใจกับกายเราด้วยกัน คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันแท้จริงมีอยู่กับตัวเรา ส่วนชื่อธรรมเหล่านี้มีอยู่ในคัมภีร์

    นี่มันออกไปข้างนอกเรื่อยๆ ต่อมาก็เลยกลายเป็นนอกไปเสียหมด จากนั้นก็จะกลายเป็นศาสนพิธีเต็มตัวชาวพุทธ ไม่มีความจริงตามหลักศาสนาที่สอนไว้เลย แล้วจะเอามรรคผลนิพพานมาจากไหน ต่อจากนั้นก็ว่ามรรคผลนิพพานไม่มี จะมีอะไรกับโมฆบุรุษ โมฆสตรีที่ไม่สนใจในการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ไม่มีจริงสำหรับคนที่มีแต่ชื่อศาสนาเต็มตัว ศาสนาพิธีเต็มใจ การปฏิบัติไม่มีแม้นิด

    แม้ในครั้งพุทธกาลก็เป็นได้เช่นนี้เหมือนกัน ผู้ไม่เชื่อไม่เคารพเลื่อมใส ไม่ประพฤติปฏิบัติตามก็เป็นโมฆบุคคลอยู่โดยดี ทั้งๆ ที่ท่านผู้ปฏิบัติตักตวงมรรคผลนิพพานนับจำนวนไม่น้อยผ่านหน้าผ่านตาอยู่หยกๆ ก็ไม่สนใจ นี่มรรคผลนิพพานไม่มีเพราะเหตุที่กล่าวมานี้แล ไม่ว่าสมัยใดก็เป็นโมฆะได้และสมบูรณ์ได้เพราะคนทำให้เป็น

    พ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
    เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๙

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ทุกข์-แน่ะ.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  10. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    “…ขันธ์ ๕ เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าเกิด, ขันธ์ ๕ ดับไป ก็ไม่รู้ว่าดับ, แลขันธ์มีอาการสิ้นไปเสื่อมไปตามความเป็นจริงอย่างไร ก็ไม่ทราบทั้งนั้น จึงเป็นผู้หลงประกอบด้วยวิปลาส คือ

    “ไม่เที่ยง” ก็เห็นว่า เที่ยง

    “เป็นทุกข์” ก็เห็นว่า เป็นสุข

    “เป็นอนัตตา” ก็เห็นว่า เป็นอัตตาตัวตน

    “เป็นอสุภไม่งาม” ก็เห็นว่า เป็นสุภะงาม

    เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนสาวก ที่มาแล้วในมหาสติปัฎฐานสูตร ให้รู้จักขันธ์ ๕ แลอายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง จะได้กำหนดถูก…”

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -๕-เกิดขึ้น-ก็ไม่รู.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  11. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    ๑๕๓.) ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) โดนหลอก เมื่อครั้งท่านขึ้นมาพำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ มีบาปบุรุษนักต้มตุ๋นมานิมนต์ไปในงานมงคลของพระยาเทศาภิบาล โดยให้ยืมเอาเครื่องใช้เครื่องสอยไปก่อนเพื่อจะได้จัดเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า เช่น กระโถนปากแตร พรมปูพื้น ถ้วยชาม ตะลุ้มมุก แก้วน้ำ คัดเลือกเอาแต่ของดี ของพวกนี้พระองค์เจ้าวรเดชเป็นผู้หามาไว้กับวัด
    “ พรุ่งนี้นะครับ แต่เช้า ขอท่านเจ้าคุณฯ กับพระเณรให้ครบ ๙ รูปให้ไปที่หอเจ้าจวนพระยาเทศาภิบาลแต่เช้า อย่าได้ลืมนะครับ ”
    วันรุ่งขึ้นท่านเจ้าคุณฯ พร้อมด้วยพระเณรอีก ๘ รูป เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ตรงไปบ้านท่านเทศาภิบาลซึ่งก็ไม่ห่างจากวัดนัก ถึงแล้วก็เข้าไปในบ้านทันที ท่านเทศาภิบาลก็เพิ่งตื่นนอน
    “ นิมนต์ท่านเจ้าคุณฯ มีกิจสงฆ์อันใดหรือขอรับ ”
    “ อ้าว ! ก็คุณส่งคนนิมนต์ให้มาเทศน์ในงานมงคลนี่มิใช่หรือ ”
    “ โอ ! ท่านเจ้าคุณโดนต้มแล้วละนี่ ”
    เมื่อรู้ความกันชัดเจนแล้วว่า ท่านพระยาเทศาภิบาลมิได้นิมนต์ไว้ข้าวของที่บาปบุรุษนั้นยืมมันก็เชิดเอาไปแล้ว หมดท่า สุดท้ายท่านเทศาภิบาลต้องจัดข้าวน้ำโภชนาหารมาถวายท่านเจ้าคุณฯ กับพระเณรให้อิ่มหนำสำราญ
    ท่านเจ้าคุณฯ จึงเทศน์ว่า “ เป็นบุญของท่านเทศาภิบาลที่ตื่นนอนมาก็ได้เลี้ยงข้าวน้ำวณิพกยาจกขี้ง่าว บุญของผู้ไปนิมนต์ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงมิควรถือโทษแก่ใคร ให้ถือเป็นบรุพกรรมของคณะสงฆ์ก็แล้วกัน แม้แต่พระองค์บรมครูก็ต้องอดทนฉันข้าวต้มเลี้ยงม้าวันละทะนานเปลือกไข่ ”
    ธรรมยุตในภาคเหนือเริ่มมีมาแต่สมัยของสมเด็จพระมหาสมณะฯ มีเจ้านายกรมพระขึ้นไปเมืองเหนืออยู่เชียงใหม่ ตอนเช้าเที่ยวไปได้เห็นสามเณรองค์หนึ่งในวัดหัวข่วง เห็นแล้วชอบใจจึงจับตัวสามเณรลงมาถวายตัวกับพระมหาสมณะฯ วัดบวรนิเวศ ให้เรียนหนังสือจนได้เป็นมหา ๓ ประโยค แต่งตั้งให้เป็นพระครูนพีสี ให้ขึ้นไปครองวัดเจดีย์หลวง
    เคยได้ยินเจ้าคุณขันธิ์ธรรมดิลก เล่าให้ฟังว่า ชื่อมหาคำปิงเป็นมหาคนแรกของเมืองเหนือ ต่อมาเมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ขึ้นไปเชียงใหม่เที่ยวแรกเข้าไปขอความเห็นกับเจ้าหลวงเชียงใหม่ว่าจะฟื้นฟูคณะธรรมยุตขึ้น เจ้าหลวงก็เห็นด้วย ท่านเจ้าคุณจึงกลับลงกรุงเทพ จัดการเตรียมพระเณรทั้งปริยัติและการปฏิบัติขึ้นเมืองเหนือ
    พอถึงเมืองเชียงใหม่ แล้วก็เรียกพระเมืองเหนือในตัวเวียงมาสอบถามถึงการเป็นอยู่ทางปฏิบัติ การศึกษา การเผยแพร่คำสอนว่าทำกันอย่างใด ปฏิบัติกันอย่างใด ก็ได้รับคำตอบที่มากด้วยเป็นปัญหาท่านจึงได้รวม ๓ วัดเข้าด้วยกันก่อน เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่คณะธรรมยุต รวมเอาวัดหอธรรม วัดสุขมิ้น วัดสบฝาง เข้าด้วยกันให้ชื่อ “ วัดเจดีย์หลวง ”

    คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : เดินทางเสาะหาครู สู่เมืองเหนือล้านนา

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ.jpg
    1512119671_424_๑๕๓-ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ.jpg
    1512119671_234_๑๕๓-ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  12. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในทุกวินาที
    ที่ต้องเผชิญ ..คือใจและอารมณ์
    หู~ตา~ลิ้น~จมูก~กาย~ใจ
    ผัสสะ รับเข้ามา..ก่อให้เกิด
    ความรู้สึกพอใจ,ไม่พอใจ,
    แล้วจะแสดงออกมาทางอารมณ์
    **มีสติคุมใจ**

    …..สาธุธรรมอันประเสริฐ…..

    .jpg

    ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น
     
  13. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    “…..ใจเจ้ากรรม….เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากที่สุด
    ยิ่งเฉพาะใจเป็นเจ้าของกรรมดี
    ส่วนกรรมชั่วนั้นพอที่จะละได้
    เพราะผู้รับโทษทุกข์เห็นๆ กันอยู่
    จิตใจที่ติดดีนี้ยากนักยากหนา
    ต้องเอาจริงๆ ในศีลธรรม …
    ในสมาธิธรรม ในปัญญาธรรม จึงพ้นไปได้….”

    หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ผู้มากมีบุญ

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -เป็นสิ่งที่.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  14. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    บันทึก ปี ๒๔๕๕ เถิง ๒๔๖๐ แขวง หนองสูง ไป คำชะอี นครพนม

    ปี้แจ้งไป ห้วยทราย ความว่า เมืองหนองสูงเหนือ มี ขุนหนองสูงสวัสดิ์ (มหาธิราช โกฏิ แสนโคตร ) กับ อาญานางโหลง เพ็ง แสนโคตร ผู้เป็น ภรรยา พร้อม บุตร สาว ๒ คน และ หลานสาว พร้อม บุตรสะใภ้คนโต นางขาว หลิง แสนโคตร(บุตรสาว) นางขาว ลืด กลางประพันธ์(บุตรสาว) นางขาว หลวย จันปุ่ม(หลานสาว) นางแอ้ แสนโคตร (ลูกสะใภ้) เดินทางมา ส่ง หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พร้อม คณะศิษย์ยานุศิษย์ ประมาณ ได้ ๖๐ รูป อาทิ เช่น.ท่านชอบ* หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านขาว* หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเทสก์* หลวงปู่ เทสก์ เทสรังสี…………….

    ท่านขี่ ม้า แล บรรดาญาติ เทียมเกวียน เดินท้าวบ้าง เข้าไป หาบิดามารดา ลูกสะใภ้ (เกี่ยวดอง)ที่ บ้านห้วยทราย อาญาขุนแสน เสียงล้ำ อาญานางโหลง ลาว เสียงล้ำ (โยม ตา โยม ยาย หลวงปู่จาม มหาปุญโญ ) และ ขุนธรรมรังษี (ขุนตาซ้น) เสียงล้ำ( โยมบิดาคุณย่าแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ )………….ขณะนั้น แม่ชีแก้ว อายุได้ ๑๖ ปี……. หลวงปู่จาม มหาปุญโญ (เด็กชายจาม อายุ ๕ ขวบ แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ(นางตาไป่) กับ นางแอ้ แสนโคตร (เสียงล้ำ) และ แม่ชีโสน เสียงล้ำ(นางโสน) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง กำลังทำสวน ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แผ้วถาง ป่าน่อง (เครือน่อง) พืชมีพิษชนิดหนึ่ง สมัยโบราณ มัก อาบลูกศร ล่าสัตว์ ทำให้ สัตว์ สลบโดยง่าย

    หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นิมิตเห็นว่า พระพุทธเจ้า เสด็จมา นิพพาน ที่นี้ หลายพระองค์นานมาหลายภพหลายกัปล์ จึงพอใจที่ดินนี้. ปี นั้น……………………………

    คุณย่าแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ จึงทานที่ดินผืนนี้ให้ พร้อมกันนั้น.
    ชาวผู้ไท ทางหลาย ต่างนับเอา ไตรสรณคมเป็นอันมาก โข พร้อมพากันสร้างวัดเป็น วัดหนองน่อง แล้วแล…………………………….

    ก่อนหน้านั้น อาญานางโหลง ลาว (สกุลเดิม ผิวขำ) เสียงล้ำ ได้ อุทิศ ที่ดินหน้าเรือนตนถวายกัลปนา เป็นวัดศรีจอมพล (คามวาสี) ชาวบ้านยังถือ มอหอเทียน พอได้ทำบุญตามฮีตเก่า
    เพิ่งตอนเทครัวมาใหม่ๆ จากประเทศลาว สละทานอัฐเบี้ย หยาดทานไว้ ທ້າວໂຈມເຍີງໂຈມແຍງ ວິເສດແສນທະວງສາ
    เล่าสู่ฟัง เอาบุญไปภายหน้าชะแล…

    ความเป็นมาของวัดบ้านห้วยทราย(วัดหนองน่อง) วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ.ห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123377_257_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123377_541_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123378_308_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123378_904_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123379_852_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123379_907_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg
    1512123379_599_บันทึก-ปี-๒๔๕๕-เถิง-๒๔๖๐-แ.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  15. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    ๑๕๕.) แต่ก่อนที่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ จะขึ้นไปวางแบบคณะธรรมยุตนั้นก็มีมหาหมื่น เป็นศิษย์ของเจ้าคุณนพีสีรักษาวงศ์ธรรมยุตเอาไว้ที่คณะหอธรรม แต่ไม่แพร่หลายและไม่เคร่งครัดเท่าใดนัก พอใจแต่ด้านปริยัติเท่านั้น ไม่ส่งเสริมการปฏิบัติ พอท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ขึ้นไปวางรากฐานมั่นคงเจริญกว้างขวางออกไปหลายวัดหลายสำนัก แล้วท่านก็กลับลงกรุงเทพจนมาอีกปีได้เอาเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ขึ้นไปด้วยให้อยู่วัดเจดีย์หลวง หากจะเรียงลำดับพระธรรมยุตในวัดเจดีย์หลวงนั้นก็นับแต่
    ๑. เจ้าคุณนพีสี มหาคำปิง
    ๒. มหาหมื่น
    ๓. เจ้าคุณพระอุบาลีฯ (คุณูปมาจารย์ : จันทร์ สิริจันโท)
    ๔. เพิ่นครูอาจารมั่น (ภูริทตฺโต)
    ๕. พระครูนพีสี พระคู่สวดของท่านอาจารย์แหวน (สุจิณฺโณ) ท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธมฺโม)
    ๖. พระครูพุทธิโศภณ บ้านหนองไคร้นางเหล๋ว
    ๗. สมเด็จวัดพระศรีฯ (สมเด็จพระมหาวีรวงค์ พิมพ์ ธมฺมธโร)
    ๘. ท่านพระครูมหาเจติยาภิบาล (เจ้าคุณขันติ์ ขนฺติโก)
    ผู้ข้าขึ้นไปทันแต่สมัยของท่านพระครูมหาเจติยาภิบาล ท่านอาจารย์ตื้อเล่าเรียง ลำดับให้ฟัง ท่านยังเล่าอีกว่า ท่านพระครูพุทธิโศภณ ความรู้อะไรก็ดีหรอก เสียทีแต่หวงลาภสักการะ ตายไปต้องไป เสวยวิบากกรรมอยู่อย่างทุกข์ทรมานกับกองลาภสักการะ พระครูองค์นี้เป็นคนบ้านหนองไคร้นางเหล๋ว
    ต่อมาองค์ที่ ๙ เป็นเจ้าคุณจันทร์ กุสโล (พระพุทธพจน์วราภรณ์)

    ๑๕๖.) ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) อายุเกิดก่อนผู้ข้าฯ ๖ เดือนกับ ๔ วัน เพิ่นเกิดขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปี (๒๔)๕๒ ผู้ข้าฯ เกิดเดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ คนละปีระกากับจอ ผู้ข้าฯ ปี (๒๔)๕๓
    อาจารย์สิมเล่าว่า เกิดกับชาวนาก็เป็นชาวนา เกิดอยู่ที่เถียงนากำลังเกี่ยวข้าว วันเกิดนั้นฝนฟ้าตกสั่งลาปลายฤดู ได้พี่น้องด้วยกันพ่อแม่เดียวกัน ๑๒ คน อาจารย์สิมเป็นคนที่ ๕ ผู้ชาย ๖ คน ผู้หญิง ๖ คน พ่อแม่อยากให้ได้บวชเป็นเณรเป็นพระจึงใส่ชื่อว่า “ สิม ” ขณะคลอดออกจากท้องแม่สายรกก็พาดตัวไว้
    อายุ ๑๘ ปี จึงได้บวชเป็นเณร วัดสามผงท่าอุเทน บวชเณรก่อนเข้าพรรษา จำพรรษาอยู่บ้านสามผง ออกพรรษาแล้วก็ลงมานครพนม ธาตุพนม มุกดาหาร บ้านห้วยทราย ไปหนองขอนลงไปเมืองอุบล จากนั้นผู้ข้าก็ได้บวชเณร เพิ่นครูอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) พาไปอยู่ขอนแก่น
    ท่านอาจารย์สิมเป็นเณรใหญ่ อาจารย์สิม อาจารย์นาค (โฆโส) ผู้ข้าฯ เณรเมืองอุบล ๒ องค์ เณรเมืองขอนแก่น ๒ องค์ เณรที่ไปจากบ้านห้วยทรายก็มีเณรแวด เณรอุ่น
    อยู่ต่อมาผู้ข้าฯ ป่วยเป็นเหน็บชาเสียก่อน ไม่ทันได้อยู่บวชพระขอลาท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) กลับบ้านห้วยทรายมารักษาตัว
    (๒๔)๗๒ – ๗๓ – ๗๔ ปี ๗๔ เพิ่นหลวงปู่ฝั้น (อาจาโร) มาจำพรรษาอยู่วัดหนองน่อง มาให้ข่าวว่า เณรสิมบวชเป็นพระแล้วกับท่านพระครูพิศาลอรัญเขต วัดศรีจันทร์ กับท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) เป็นผู้สวดให้ เพิ่นหลวงปู่ฝั้นได้นั่งอันดับให้ บวชพระแล้วอยู่วัดเหล่างา กับท่านอาจารย์สิงห์ ๔ ปี
    อยู่ด้วยกันท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) นานหลายเดือนวัดโรงธรรมสามัคคีจนลุมาถึงเดือน ๗ ศรัทธาญาติโยมบ้านพุงต้อม สันป่าตอง มาขอเอาพระภิกษุสามเณรไปอยู่จำพรรษาเพราะต้องการอยากทำบุญกับพระธุดงค์
    ท่านอาจารย์สิม (พุทฺธาจาโร) ก็เลยประชุมปรึกษาหมู่ที่อยู่ด้วยกันหลายรูปหลายองค์ ว่าใครจะไป ตกลงได้ ท่านอาจารย์เฟื่อง (โชติโก) ท่านอาจารย์หลอด (ปโมทิโต) ผู้ข้าฯ แล้วก็อาจารย์แส่วคนหล่มเก่า อยู่ด้วยกันในพรรษานั้น

    คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : เดินทางเสาะหาครู สู่เมืองเหนือล้านนา

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -แต่ก่อนที่ท่านเจ้า.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  16. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    ๔๒๔.) เจดีย์บู่ทองกิตติ เริ่มสร้างเมื่อปลายปี ๒๕๒๗ เป็นงานบุกเบิกพื้นที่และวางรากฐาน ใช้เวลาก่อสร้าง ๓ ปี จึงแล้วเสร็จบริบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไว้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุของพระสาวกหลายองค์ อีกทั้งยังเป็นที่เก็บพระพุทธรูปหรือวัตถุของโบราณอีกจำนวนมาก การก่อสร้างนั้นวางรากฐานคานดิน บนหินพลาญดินดานได้ลึกจากหน้าดิน ๓ เมตรกว่าวางคาน เชื่อมตอหม้อ ๓ ชั้น ในเรื่องของการรองรับน้ำหนักจึงไม่มีปัญหา

    เหตุที่ตั้งชื่อว่าเจดีย์บู่ทองกิตติ ก็ไว้เกียรติอนุสรณ์ แก่คุณยาย – บู่ทอง กิตติบุตร คหบดีเมืองเชียงใหม่ ผู้เป็นศรัทธาใหญ่ในการก่อสร้าง อีกอย่างคุณยายท่านนี้พร้อมด้วยบุตรหลานวงศ์วานได้เคยอุปัฏฐากอุปถัมถ์ค้ำชูองค์หลวงปู่จาม เมื่อครั้งอยู่เมืองเหนือ นอกจากคุณยายและบุตรหลานจะสร้างเจดีย์เอาไว้แล้ว ยังได้สร้างศาลาทรงล้านนาประยุกต์ไว้ให้อีกหลังด้วย
    “ เจดีย์ต้องก่อให้สูง ให้ทนทาน ผู้คนจะได้มองเห็นไกลอยากได้มันแปลกจึงได้สร้างเป็นเจดีย์มีเสา เห็นที่อื่นมีแต่อยู่ติดดิน ”

    ๔๒๕.) หลวงปู่กับเด็กน้อยหลานเหลนโหลนที่มากับพ่อแม่กับญาติย่ายาย ตามมาส่งจังหัน หรือเข้าวัดมา ท่านก็จะพูดเล่นพูดหยอกเช่นว่า
    “ มึงเกิดมาทำไม ”
    “ พ่อมึงชื่อบักหมาหรือ ”
    “ แม่มึงชื่ออีหมูหรือ ” หรือในขณะยืนหรือเดินอยู่เด็กจะนั่งกราบไหว้ก็จะหยอกเล่นว่า
    “ กูเดินไปนี้จะได้เหยียบตอไม้ หรือคนหนอ ” หรือในขณะฉันจังหันอยู่ หากมีเด็กอยู่ในระยะใกล้ ๆ ท่านก็จะแบ่งขนมหรือผลไม้ให้ เรียกให้มารับหากรายไหนไม่มาเพราะกลัวหรืออายท่านก็จะโยนให้

    และในบางครั้งก็จะเมตตาเป่ากระหม่อมให้เด็ก หลวงปู่กับเด็กไม่ว่าหญิงหรือชายรู้สึกว่าพาให้ท่านอารมณ์ดีและมีเมตตาปรากฏชัดเจน มีเด็กบางคนเป่าหัวแล้วร้องไห้ หรือพอรดน้ำมนต์แล้วร้องไห้ ท่านก็จะว่า
    “ ปู่ย่าตายายมันมาถือผี ” หรือ
    “ ผีสิงมันหรือ ” หรือ “ มันเคยยินดีกับพวกอเจลกะมาก่อนมันจึงกลัวพระ ”
    แต่เด็กบางคนก็รับกระแสเมตตาได้อย่างประหลาด และชื่นชอบการเป่ากระหม่อมหรือรดน้ำมนต์ด้วย พอมาถึงวัดก็คลานเข้าหาหมอบลงกับตักของหลวงปู่

    ๔๒๖.) ของสำหรับแจกชาวบ้านที่ตามมาส่งข้าวมาส่งจังหันหลวงปู่ มักจะเก็บสะสมเอาไว้อาทิ สบู่ ยาสีฟันแปรงสีฟัน ขันน้ำ ร่ม รองเท้า ไม้ขีดไฟ หรือพระพุทธรูปองค์เล็กหน้าตัก ๕ – ๙ นิ้ว ท่านจะแจกชาวบ้านเป็นระยะๆ ๒ ครั้งต่อเดือนประมาณนั้น และการแบ่งให้ก็โดยเฉลี่ยๆ เท่าๆ กัน จะมีต่างกันจะได้ต่างกันก็เฉพาะพระพุทธรูปเท่านั้นคือจะเป็นขนาดหน้าตัก และพุทธลักษณะต่างกัน การแจกของถวายแด่พระเณร ในวันลงอุโบสถ หรือวันนัดประชุมปาฏิโมกข์ จะมีพระเณรจากวัดต่างๆ ใกล้เคียงมาร่วมอุโบสถสังฆกรรม ท่านก็จะแจกสบู่ ยาสีฟันพร้อมแปรง หรือของใช้อันจำเป็นแก่พระเณร แจกจ่ายชนิดว่าตามมีตามได้ ตามการได้มาของลาภ ได้มาก็แบ่งไป ได้จากเจ้านี้ เจ้าใหม่มาก็แบ่งให้ไป แบ่งต่อๆกันไป

    แต่มีเป็นบางกรณีที่ท่านจะให้เป็นพิเศษ เช่นพระสวดปาฏิโมกข์ก็จะให้ผ้านุ่งห่มเป็นชุด มีจีวร สบง อังสะ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นผ้าไหมผ้าฝ้ายเนื้อดีและมีบ้างก็คือ พระอุปัชฌาย์ที่บวชกุลบุตรให้แก่วัดก็จะให้เหมือนกัน

    ก่อนถ่ายรูปนั้นทุกครั้งต้องนุ่งห่มให้เรียบร้อยเสมอ การนุ่งห่มไม่เรียบร้อย นั้นมันนิสัยของอเจลกะเดียรถีย์ การใช้ผ้าของหลวงปู่จามนั้น ท่านจะใช้ผ้าไหมย้อมสีทองสีเข ทำให้การนุ่งห่มเกิดการหลุดรุ่ยได้ง่าย เพราะความรื่นไหลของผ้าไหมทำให้มองดูบางครั้งคล้ายกับว่าท่านห่มอย่างรวก ๆ บางครั้งการถ่ายรูปของท่านในขณะไม่เรียบร้อย เช่นมิได้ห่มจีวรที่ปรากฏออกมานั้น เป็นเรื่องของญาติโยมที่ถ่ายกันง่าย ๆ มิได้ขออนุญาตมาถึงก็กดชัตเตอร์เอาตามใจอยากฉับ ๆ ท่านก็ปล่อยไปเพราะถือว่ามิใช่เรื่องของท่าน
    หากขออนุญาตอยากได้ภาพของท่านไว้เพื่อบูชา ท่านจะห่มจีวรให้ถ่ายอย่างเรียบร้อย และมักจะพูดเล่นหยอกล้อคนมาขอถ่ายว่า
    “ เอาถ่ายให้หมดเลย อย่าให้เหลือฟิล์ม หรือบางครั้งก็ว่าอย่าถ่ายให้ตาเหล่ปากเบี้ยวนะ ” จนบางครั้งก็เป็นเรื่องเฮฮากันได้
    “ นุ่งห่มไม่เรียบร้อยก็เป็นบาปเพราะดูแล้วมันไม่งาม ผู้คนเขาตำหนิเอาได้ ” ท่านว่าอย่างนี้เสมอ

    ๔๒๗.) หมู่บ้านห้วยทรายในสมัยก่อนหากเมื่อมีคนตายก็จะตีไม้แป้น ทำเป็นโลงเป็นฝาของโลงศพ ตามแต่ฐานะของตนตาย บางรายก็ทำด้วยไม้เนื้อดี บางรายก็เป็นไม้เนื้ออ่อน เมื่อศพถึงป่าช้า หลังจากหลวงปู่นำหมู่พระเณรกุสลามาติกาเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะยกศพคนตายออกจากโลง
    “ โลงไม้ไม่ต้องเผา เอาเข้าไปไว้ที่วัด ไม้ไผ่เป็นคานหามด้วย ”
    เมื่อได้โลงศพหรือโลงไม้แล้ว หมู่พระเณรก็จะแกะออกเป็นแผ่นๆ เก็บเอาไว้เพื่อนำไปใช้เป็นไม้ซ่อมแซมกุฏิหรือทำเป็นฝาห้องน้ำห้องส้วม หรือสุดแต่จะใช้ประโยชน์ตามเนื้อไม้ ส่วนไม้ไผ่คานหามหีบโลงศพนั้นก็จะนำมาผ่าแล้วเหลาเป็นซี่ ๆ เพื่อมัดรวมกันเป็นไม้กวดลานวัดบ้าง หรือตัดเป็นท่อน ๆ ปล้อง ๆ แล้วนำไปมัดตามต้นไม้ให้เป็นรังนกหรือเป็นรังของบ่าง หรือบางครั้งก็นำมาเหลาเป็นไม้ชำระก้นหลังจากถ่ายหนักบ้าง ท่านบอกว่า
    “ ประโยชน์และเหตุผล มันมีอยู่ ดีกว่าจะเผาไป ให้มอดไหม้เป็นเถ้าเป็นดิน ของยังใช้ประโยชน์ได้ก็นำมาใช้ และจะได้ระลึกพิจารณาในความตาย เป็นครูสอนเรื่องความตายได้ดี มิใช่เรื่องที่จะต้องมากลัวผี หรือกลัวตาย และไม่เป็นอัปมงคลอะไรหรอก เป็นแต่มงคลธรรมทั้งนั้น ”
    (แต่ในทุกวันนี้ชาวบ้านเขาใช้ไม้โลงศพสำเร็จจากร้านค้าหาอันใดจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปก็มิได้ อีกทั้งค่านิยมหรือความเชื่อของชาวบ้านก็ต่างไปจากยุคเก่าๆ มาก)

    คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยสุดท้ายบ่พ่ายแพ้แก่ตน

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -เจดีย์บู่ทองกิตติ-เ.jpg
    1512126971_56_๔๒๔-เจดีย์บู่ทองกิตติ-เ.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  17. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    ๑๕๔.) วัดเจดีย์หลวงสร้างแต่ยุคของพระเจ้าแสนเมืองมา สืบวงศ์มาแต่พระเจ้ามังราย เจ้าแสนเมืองมา สร้างถวายพญากือนาแต่ยังไม่ทันแล้วก็ตาย ผู้เป็นเทวีสร้างต่อแล้วเรียกว่ากู่หลวง ต่อมาอีกพญาติโลกราช สร้างต่อจนได้สูง ๔๕ วา เอาตามอายุพรรษาของพระพุทธเจ้า แล้วยอดเจดีย์มาหักลงก่อนพม่าจะเข้าเมือง

    ชาวเมืองเชียงใหม่นั้นไปอยู่กับเขามาแล้ว จึงได้รู้ว่าเป็นชาติพันธ์ผสมหลายหมู่ผสมจากของเมืองลำพูน พวกม่าน พวกจีน พวกคนยวน พวกคนภูเขา ไทใหญ่ ลื้อ เขิน หลายชาติพันธ์ มาปัจจุบันนี้ เรียกว่าคนเมือง เขาก็เรียกว่า “ คนเหนือ อู้เมือง กินของเมืองเหนือ ” อย่างเดียวกันกับทางอีสาน เว้าอีสาน กินของอีสาน

    แต่เดิมนั้นอยู่ระหว่างกลางแม่สายกับเชียงแสนเป็นชาวลัวะ หรือละว้าละโว้ หรือลาวจก ลาวเมง แยกตัวหนีลงมาทางใต้มาแต่เชียงรุ้ง เชียงตุง แคว้นสิบสองพันนาสิบสองเจ้าไท แต่เขาเริ่มนับแต่สมัยของเม็งราย หรือมังราย ได้เป็นพญาครองเมืองล้านนาเชียงแสนเมืองเงินยาง จึงว่าพญามังรายเป็นลูกผสมระหว่างลัวะกับไทเมง พ่อเป็นลาวเม็ง แม่เป็นเจ้านายเมืองเชียงรุ้งแสนฝาง

    เมื่อได้เป็นพญาแล้วก็สร้างเชียงแสน เชียงราย ไชยปราการ ยึดเอาเมืองของพวกยวน ไต ลัวะ เรียกว่าโยนก แล้วก็ขยับลงมาทางใต้อีก เขาว่าลุ่มราบน้ำปิงขยายเมืองสร้างบ้านแปงเมืองได้กว้างขวาง นี้หล่ะคนเมืองเชียงใหม่ยุคต้นนั้นผสมหลายเผ่า แต่เรียกรวม ๆ ว่าเป็นไทยวน สืบเชื้อกษัตริย์มังรายมาตลอดจนพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ ๕ ได้รวบเข้าเป็นกรุงเทพฯ แต่เชียงใหม่ก็ยังเป็นเชียงใหม่

    รวมแล้วเชียงใหม่เป็นบ้านเมืองอยู่ได้ ๒๖๐ กว่าปี จนมาที่สุดได้เจ้าครองเมืองเป็นเจ้าแม่วิสุทธิเทวี ก็เสียเมืองให้พม่า ยกที่สองเจ้าแม่จิรประภาเทวีก็เสียให้อยุธยา เสียให้พม่า ยกสุดท้าย เจ้าแม่ดารารัศมี ก็มาเสียให้กรุงเทพ พวกพม่ายึดไป ๒๐๐ กว่าปี
    แต่ผู้คนเขาก็พอใจเรียกตัวเองว่า “ คนเมือง ” มิใช่พวกม่านพวกป่ามาแยกกันตัวออก มาตั้งแต่สมัยเจ้ากาวิลละ เจ้าเจ็ดตนเจ็ดเมืองช่วยกันขับไล่พวกพม่าออกไปจากเมืองเชียงใหม่ เจ้ากาวิลละอยู่ป่าซางตั้งต้นขับไล่พม่า ค่ายทหารของเจ้ากาวิลละ ผู้ข้าฯ ได้ไปภาวนาอยู่ที่นั้น ช่วยเหลือโปรดเขาอยู่หลายวัน ยุคนี้เขาเรียกว่า “ เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ” จึงได้เรียกคนเมืองทำสงครามเอาดินแดน ทำสงครามเอาผู้คน

    อันนี้คนเฒ่าอุ้ยเฒ่าทั้งหลายมาจำศีลอยู่ด้วยเขาเล่าลำดับความเป็นมาให้ฟัง คนเฒ่าผู้ชายว่า

    “ ยุคใดสมัยใดได้เจ้าผู้หญิงมันตั้งบ่ดีท่านเอ๊ย ” พวกผู้หญิงก็ไม่พอใจหมู่คนเฒ่ามาจำศีลด้วยกัน ผู้หญิงเขาก็ว่า “ มีแต่ป้อชายลายดาบบ่ามี ”

    ที่ว่าลาวเหนือลาวอีสานนี้ คนอยุธยาคนกรุงเทพเป็นผู้เรียกไว้เพราะวัฒนธรรมประเพณีการอยู่กิน การสร้างบ้านแปงเมือง คล้ายคลึงกัน เช่น เว้าอีสาน อู้คำเมือง ไหว้พระ ถือผี สักลาย กินข้าวนึ่ง ต่างกันแต่คนเมืองเหนือนั้นรักสวยรักงามกว่า เพราะศาสนาพุทธเขาเจริญก่อนทางอีสาน แต่การกินการอยู่นั้นเหมือนกัน กินยอดผักยอดไม้ ลาบก้อยซอยถี่ซอยห่าง ซกเล็กลาบเลือด แลนหมก ฮกควาย น้ำพริกต่อ หน่อไม้แช่โป่ง กินลาบกินหลู้ อู้จ๋ากำเมือง กินลาบกินโละ แกงโฮะค้างคืน ไปอยู่มาหลายที่หลายถิ่นก็ได้รู้จักหลายอันหลายอย่าง

    คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : เดินทางเสาะหาครู สู่เมืองเหนือล้านนา

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -วัดเจดีย์หลวงสร้าง.jpg
    1512123312_241_๑๕๔-วัดเจดีย์หลวงสร้าง.jpg

    ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น
     
  18. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    “วิญญาณ” มีสองอย่าง คือ “วิญญาณในขันธ์ห้า” และ “ปฏิสนธิวิญญาณ”

    “ปฏิสนธิวิญญาณ” คือ “วิญญาณตัวมาเกิด” เป็นคนทีแรก
    ส่วน “วิญญาณในขันธ์ห้า” หมายถึง “ความรู้ที่เกิดขึ้นเบื้องต้น” ของ “ผัสสะ” แล้วก็หายไป เช่น ตาเห็นรูป ตัว “ผู้รู้” นั้นเรียกว่า “วิญญาณ”
    ต่อจากนั้น ตัว “สัญญา” ก็เข้ามาแทน มา “จำ” ได้ว่าเป็น รูปนั่นรูปนี่แล้ว “สัญญา” ก็ “ดับไป”
    “สังขาร” ก็เข้ามา “ปรุงแต่งคิดนึก” ต่อไป
    อัน “ความรู้” ว่าเป็น “รูปทีแรกนั่น” เรียกว่า “วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ห้า”
    “ธรรมทั้งสี่” อย่างนี้ มันหากทำหน้าที่ ของสัตว์ผู้จะเกิดต่างหาก ผู้จะมาเกิดต้องมี “ธรรมสี่อย่าง” นี้สมบูรณ์จึง “จะเกิดได้”

    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

    ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -มีสองอย่าง-คือ.jpg

    ที่มา ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  19. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    ขอเชิญร่วมงานถวายเพลิงสรีระสังขาร พระครูญาณวราจาร (หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย) ณ เมรุถาวร วัดถ้ำพญาช้างเผือก บ้านปากช่อง ตำบลห้วยยาง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
    ในวันที่ ๑ – ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐

    -:- วันศุกร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐ -:-

    ๐๖.๓๐ น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาตภายในวัด
    ๐๗.๓๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษสงฆ์
    ๐๙.๓๐ น. ทำพิธีขอขมาสรีระสังขารองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย – เคลื่อนสรีระสังขารองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย สู่เมรุ
    ๑๙.๐๐ น. ทำวัตร เจริญพระพุทธมนต์เย็น – แสดงพระธรรมเทศนาและเจริญจิตตภาวนาเพื่อบูชาคุณองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย

    -:- วันเสาร์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐ -:-

    ๐๖.๓๐ น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาตภายในวัด
    ๐๗.๓๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษสงฆ์
    พิธีถวายเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย เริ่มเวลา
    ๑๓.๐๐ น. พระสงฆ์ทั้งนั้นสวดมาติกาบังสุกุล ทำพิธีทอดผ้าบังสกุลและนิมนต์พระเถระ ๒๐ รูป ขึ้นพิจารณาผ้าบังสุกุล
    อ่านประวัติเพื่อประกาศเกียรติคุณขององค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย
    เชิญประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าไตรบังสุกุล กราบอาราธนาประธานสงฆ์ขึ้นพิจารณาผ้าไตรบังสุกุล
    ๑๕.๐๐ น. ถวายเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย (โดยเป็นการถวายเพลิงจริง)

    -:- วันอาทิตย์ที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๐ -:-

    พิธีทำบุญอัฐิเพื่อน้อมรำลึกบูชาคุณองค์หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย
    ๐๖.๓๐ น. พระสงฆ์ออกบิณฑบาตภายในวัด
    ๐๗.๓๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษสงฆ์ ,เป็นเสร็จพิธี.

    _/_ _/_ _/_

    .jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
  20. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น

    ธรรมะสายหลวงปู่มั่น สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2017
    โพสต์:
    8,174
    กระทู้เรื่องเด่น:
    4
    ค่าพลัง:
    +76
    เรียนทางโลก เรียนไป ๆ
    ก็ยิ่งหนาไปเรื่อย ไม่เบาบางได้เลย
    เรียนทางธรรม เรียนละ
    ละโลภ ละโกรธ ละหลง
    ละกิเลสตัณหา มันก็เบาไป ๆ
    จนไม่มีภาระ หมดภาระ

    -:- หลวงปู่ท่อน ญาณธโร -:-
    วัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย

    -เรียนไป-ๆ.jpg

    ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ธรรมะจากเพจต่างๆ พระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
  1. supatorn
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    8,428
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...