ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย สายหลวงปู่มั่น, 4 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…ธรรมเท่านั้นเป็นสิ่งที่อบอุ่นไว้ใจได้ ถึงเป็นถึงตายตลอดกาลไหน ๆ นอกนั้นหาสาระไม่ได้ และยิ่งโลกปัจจุบันนี้ด้วยแล้วมีแต่ฟืนแต่ไฟ อย่าพากันเห่อในจิตในใจว่าโลกนี้จะมีความผาสุกเจริญรุ่งเรือง มันเจริญแต่เรื่องความโลภความโกรธความหลงราคะตัณหาเท่านั้นเวลานี้ ซึ่งเป็นไฟอันสำคัญ ๆ จะเผาจิตใจของแต่ละดวง ๆ ตลอดถึงโลกสงสารให้เกิดความเดือดร้อนหรือฉิบหายไปตาม ๆ กันนะเวลานี้ เป็นที่ไว้ใจที่ไหน

    อย่างเขาเอาหนังสือพิมพ์มาให้ดูนี้ เรา โห สลดสังเวช ดูนิด ๆ หน่อย ๆ บอกแล้วก็ไม่ฟัง ๒ หน ๓ หนแล้วนะ เอามาอยู่เรื่อย บางทีไม่ดู ถ้าดูมันมีเหตุการณ์อะไรบ้างพอจะดู ส่วนมากผมดูเรื่องฆ่าเรื่องฟันกัน เพราะแสดงถึงจิตใจโหดร้ายทารุณเกี่ยวกับเรื่องอรรถเรื่องธรรม นอกนั้นไม่ค่อยเกี่ยว เรื่องการบ้านการเมืองด้วยแล้วผมไม่ยุ่ง มักจะดูถึงเรื่องปล้นเรื่องจี้เรื่องฆ่ากันที่นั่นฆ่ากันที่นี่ แล้วก็เอามาพิจารณา เรื่องอรรถเรื่องธรรมก็มีบางฉบับ…”

    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  2. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ู้มีสติปัญญาดีนั่นแล_ย่อมรู้เท่าทันไม่หลงงมเงาเกาหมัด

    เรื่อง “วิปลาส เพราะหลงเชื่อนิมิต”

    (คติธรรมโดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

    อาการ “วิปลาส” เป็นอาการทางจิตที่เกิดขึ้นกับพระนักปฏิบัติ อาการนี้พระที่เป็นจะมีความคิดผิดๆ หลงอยู่ในโลกแห่งนิมิต หรือมีมิจฉาทิฐิ มีทัศนคติที่ผิดๆ หรือหลงเข้าใจว่าตนเองสำเร็จธรรมขั้นสูงแล้ว อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น มาจากการหลงติดอยู่ในนิมิตที่ตนเองเห็น แล้วหลงในนิมิตนั้นว่าเป็นจริงเป็นจัง จนแยกความจริงกับนิมิตไม่ออกจากกัน อีกสาเหตุหนึ่งคือ “วิปัสสนูปกิเลส” หรือกิเลสอย่างละเอียดมากอันเกิดขึ้นกับอารมณ์วิปัสสนา เช่น ความอิ่มใจ ความหยั่งรู้ เป็นต้น กิเลสอย่างละเอียดนี้ผู้ปฏิบัติที่ละ “การพิจารณาลงสู่ไตรลักษณ์” มักจะติดกับกิเลสอย่างละเอียดนี้ จนหลงผิดเข้าใจว่า ตนเองสำเร็จมรรคผลแล้ว

    _.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  3. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…ขออัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ๒ พระประมุขแห่งแผ่นดินธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

    (ภาพพระองค์ทรงลาผนวช โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสกลสังฆปรินายก พระสังฆราชองค์ที่ ๑๙ ครั้งดำรงตำแหน่งเป็น พระโศภนคณาภรณ์

    โดยพระองค์ได้รับเลือกจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์พระสังฆราชองค์ที่ ๑๓ พระองค์ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอภิบาลของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงพระนามฉายาในพระพุทธศาสนาว่า ภูมิพโลภิกขุ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์พระสังฆราชองค์ที่ ๑๓ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ )…”

    ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  4. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  5. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “ทางแห่งวาสนา ๖ อย่าง ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร”

    ๑.ความเป็นคนองอาจสามารถในหน้าที่การงาน ไม่พรั่นพรึงต่ออันตรายและอุปสรรคต่างๆ มุ่งผลคือความสำเร็จเป็นใหญ่

    ๒.ความเป็นคนตรงต่อหน้าที่การงาน ไม่บิดพริ้วและตรงต่อเวลา เป็นเหตุไม่ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้เสื่อมเสีย

    ๓.ความเป็นคนซื่อตรง คือคนมีมารยาท ย่อมได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่

    ๔.ความว่าง่ายสอนง่าย เอื้อเฟื้อในโอวาทคำสั่งสอนประพฤติตาม ไม่แข็งกระด้าง

    ๕.ความมีอัธยาศัยอ่อนโยน ไม่กระด้างกระเดื่อง ย่อมเป็นที่รักใคร่เมตตาของผู้ที่ได้พบเห็น

    ๖.ความเป็นคนไม่เย่อหยิ่ง คือไม่แสดงอาการพองตัว ไม่ยกตนข่มท่านด้วยเหตุแห่งมานะ มีสัมมาคารวะประจำในสันดาน

    …ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม ๖ ประการนี้ ชื่อว่าผู้สร้างวาสนาเพิ่มเติมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อยย่อมเป็นที่รักใคร่นับถือ สามารถประกอบกรณียกิจให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นำหมู่คณะให้ถึงความเจริญได้.

    -๖-อย่าง-ของ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  6. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    สติ คือ ชีวิต
    หลวงพ่อชาเคยสอนว่า ผู้ที่ไม่มีสติเป็นบ้า
    ขาดสติ 5 นาทีเท่ากับเป็นบ้า 5 นาที
    ท่านว่าอย่างนั้นขาดสติชั่วโมงก็บ้าชั่วโมง

    ฉะนั้น ขอให้พวกเรามีสติ ชีวิตจะมีความมั่นคง
    เราจะเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ เชื่อตัวเองได้
    เราจะไม่ต้องไปปลุกเสก ไม่ต้องสะเดาเคราะห์ ไม่ต้องขออะไรจากใคร

    ทุกข์อยู่ตรงไหน การปฏิบัติก็อยู่ตรงนั้น
    ถ้าเห็นว่าการที่มีอะไรยุ่ง ๆ ตลอดเวลา เป็นกรรมเป็นวิบากของเรา

    ลองเปลี่ยนความคิดเสียหน่อยว่า นี่แหละคือการปฏิบัติของเรา
    ถ้าเขาถามว่า การปฏิบัติของเราอยู่ตรงไหน
    ตอบว่าทุกข์อยู่ตรงไหน การปฏิบัติของเราก็อยู่ตรงนั้น
    เหมือนกับบ้านของเรากำลังไหม้ เราจะเอาน้ำไปดับตรงนั้น
    เราก็ดับตรงที่มันไหม้นั่นแหละ

    ทีนี้ เรามีปัญหาตรงไหน เราก็ปฏิบัติตรงนั้น ถือว่าเป็นการท้าทาย

    สมมุติว่า เราเป็นคนขี้โกรธ วันนี้การท้าทายของเรา
    คือ ไม่ให้จิตใจหลงเกิดความคับแค้นใจ รักษาไว้ในสภาพปกติ
    นั่นแหละคือการปฏิบัติของเราในวันนี้

    พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ

    -คือ-ชีวิต.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  7. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ๘๔ ปี หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พระอริยสงฆ์ผู้มีปัญญาเปรียบดั่งดวงประทีป

    …กว่าที่หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ท่านจะได้มาเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายนัก ไม่ใช่แค่ตอนบวชศึกษาธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์หรือตอนเที่ยววิเวกออกธุดงค์เท่านั้น แต่สำหรับท่านยากเย็นตั้งแต่ก่อนจะได้บวชเป็นพระเลยทีเดียว จากประวัติของท่านมีบันทึกไว้ว่า…

    …เมื่อวันพฤหัสบดี ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ณ บ้านโคกคอน ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร คุณพ่อกิ่ง-คุณแม่อรดี วงษาจันทร์ ซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย ได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชายคนที่ ๓ ชื่อว่า เด็กชายเปลี่ยน วงษาจันทร์ และด้วยความคุณตาและคุณยายรักหลายชายคนนี้มาก เด็กชายเปลี่ยนจึงถูกรับตัวมาเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก
    เส้นทางชีวิตของท่านที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องก้าวเข้าสู่พระพุทธศาสนานั้น เริ่มต้นตั้งแต่ในวัยเด็กช่วงอายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี เพราะคราวใดที่ทางบ้านของท่านมีงานบุญ เด็กชายเปลี่ยนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการไปรับพระที่วัด ทำให้เด็กชายเปลี่ยนได้เห็นวิธีการเดินจงกลมของพระอาจารย์ลี วัดป่าบ้านตาล รวมไปถึงหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ที่ได้เดินจงกรมให้ดูและสอนให้ท่านเดิน

    ด้วยวาสนาบุญบารมีที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวนี้เอง ธรรมะจึงจัดสรรให้ท่านได้มีโอกาสคุ้นเคยและศึกษาธรรมะกับพระสงฆ์ที่บวชอยู่กับหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ จนท่านเกิดความศรัทธาคิดที่จะบวชอยู่ตลอดเวลา แต่ติดขัดปัญหาตรงที่บิดามารดาของท่าน ต้องการให้ท่านเป็นพ่อค้าซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว

    อายุ ๑๕ ปี ท่านขออนุญาตมารดาท่านบวชเณรแต่ถูกปฏิเสธ อายุ ๑๘ ปี ท่านขออนุญาตบวชเณรอีกครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเคย
    อายุ ๒๐ ปี ท่านขออนุญาตบวชพระก็ถูกปฏิเสธเช่นเคย
    อายุ ๒๒ ปี บิดาท่านเสียชีวิต ท่านจึงใช้เป็นเหตุผลขอบวชทดแทนคุณแต่มารดาท่านก็ปฏิเสธเสียงแข็งเช่นเคย
    พอท่านอายุ ๒๕ ปี คุณลุงของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านจึงขออนุญาตมารดาเพื่อบวชอุทิศส่วนบุญให้กับผู้มีพระคุณทั้งสอง หลังจากเฝ้าเพียรพยายามขออนุญาตออกบวชอยู่นานหลายปี แสงสว่างปลายอุโมงค์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อท่านได้รับอนุญาตจากผู้เป็นมารดาให้บวชเพียง ๗ วัน เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๒ ณ วัดพระธาตุมีชัย ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูอดุลย์สังฆกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “ปัญญาปทีโป” “ผู้มีปัญญาเป็นดวงประทีปนำทาง”

    ถ้าความต้องการของชีวิตคือการทำตามใจผู้ให้กำเนิดแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ในวันนี้ อาจเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่ประกอบอาชีพทางการค้าตามความต้องการของบิดามารดา แต่เพราะความต้องการในชีวิตของท่านคือการละกิเลสออกไปให้หมด ซึ่งการที่จะละกิเลสออกไปให้หมดได้นั้นต้องอาศัยการเสียสละอย่างใหญ่หลวงรวมถึงการกระทำความเพียรที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วย

    ท่านเล่าว่าเมื่อได้บวช ชีวิตของท่านเหมือนติดปีกเบาสบายเพราะได้ปลดเปลื้องภาระความรับผิดชอบของครอบครัวที่ท่านต้องแบกรับมาตั้งแต่เด็กๆ เช่น การรับผิดชอบเงินทองของตนเองและผู้อื่น ความกังวลใจในกิจการค้าขายของครอบครัว การดูแลรักษาไร่นา ฯลฯ

    อีกทั้งการเจริญสมาธิปฏิบัติภาวนาก็ทำให้ท่านมีความสุขเป็นอันมาก จนเมื่อครบกำหนด ๗ วัน ท่านจึงต่อรองกับมารดา ขออยู่ต่อให้ครบพรรษา ซึ่งการต่อรองของท่านที่ขอบวชต่อนี้ได้สร้างความผิดหวังให้กับมารดาของท่านมาก

    ท่านว่าในขณะที่ใครบางคนคิดว่าการเจริญเติบโตในพระพุทธศาสนาของท่านถูกรดด้วยน้ำตาของผู้เป็นมารดา หากแต่สำหรับท่านแล้ว น้ำตาของผู้เป็นมารดากับเป็นดั่งกำลังใจให้ท่านได้เพียรพยายามเจริญภาวนา พร้อมกับระลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ระลึกถึงคุณงามความดีที่ได้เลี้ยงดูให้ท่านได้เติบโตจนสามารถค้นพบหนทางแห่งการล่วงพ้นจากความทุกข์

    “พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า วิริเย ทุกขมัจเจติ คนจะก้าวล่วงทุกข์ไปได้เพราะความพากเพียร การจะมีความเพียรอยู่ตลอดต้องมีอิทธิบาท ๔ เป็นหลัก

    คือ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความพากเพียร จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ และวิมังสาคือการตรึกตรองดูเหตุผลในการปฏิบัติของตนให้ถูกต้อง”

    ท่านเล่าว่าในระหว่างที่ปฏิบัติธรรมนั้น ท่านไม่เคยมีความสงสัยใดๆ ภายในจิตใจเลย เพราะท่านนึกถึงครูบาอาจารย์ นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงบรรดาพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งเป็นการระลึกนึกถึงในแง่มุมที่ว่าเมื่อพวกท่านเหล่านั้นปฏิบัติแล้วได้บรรลุถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ ท่านว่าท่านได้ยึดเอาเรื่องนี้มาเป็นกำลังใจ มาเป็นเครื่องวัดใจตัวของท่านเองตลอดเวลา

    “ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านบวชมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนแก่อายุเข้าไปตั้ง ๗๐-๘๐ ปี ท่านก็ยังอยู่ได้ ท่านต้องมีของดีแน่ๆ ผู้หญิงบางคนต้องเสียสละทิ้งลูกทิ้งสามีออกมาบำเพ็ญมาบวชจนแก่ เขาก็ต้องมีที่พึ่งของเขา เขามีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ของเขา นั่นแหละเราเอาอันนั้นมาวัด เอามาเป็นกำลังใจ เอามาเป็นเครื่องมืออุ้มชูจิตใจของเรา

    มันจะทำให้เราไม่ท้อแท้ ถ้ามัวแต่คิดว่าไม่ไหว ยึดติดบารมีเก่าก็คงจะไม่ไหวเช่นกัน เพราะเรื่องของบารมีเก่ามันก็มีติดตัวกันมาทุกคน เพียงแต่ว่ามันมีมากมีน้อยต่างกัน ที่พวกโยมมาวัดมานั่งกันอยู่ตรงนี้ก็มีเงินมาทุกคนนั้นแหละ แต่ถามหน่อยว่ามีมาเท่ากันไหม”

    อย่างไรก็ตามถึงแม้วาสนาโชคชะตาจะนำพาให้ท่านบวชได้สำเร็จ แต่เส้นทางแห่งการแสวงหาของท่านก็ยังมิได้สิ้นสุด เพราะความละเอียดอ่อนในเรื่องของธรรม เรื่องของการปฏิบัติ ยังคงเป็นสิ่งที่ท่านปรารถนาอยู่ทุกลมหายใจ

    ด้วยเหตุผลนี้เองท่านจึงได้หันหลังให้กับเรื่องราวทางโลกและตัดสินใจสะพายบาตรแบกกลดและอัฐบริขารที่จำเป็นออกเดินธุดงค์ ข้อหนึ่งเพื่อแสวงหาสถานที่สงบเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน และอีกข้อหนึ่งคือเป็นการแสวงหาพ่อแม่ครูอาจารย์ดีๆ

    พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เคยเป็นเส้นทางเดินธุดงค์ของท่านมาแล้วทั้งนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านอยู่ฝึกปฏิบัติและอยู่รับใช้อย่างใกล้ชิดก็เช่น หลวงปู่พรหม จิรปุณโญ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น

    สำหรับพ่อแม่ครูอาจารย์องค์อื่นที่พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ได้เดินทางไปพบและขอคำแนะนำ ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความเมตตาและช่วยสั่งสอนอบรมจนท่านมีความก้าวหน้าในการปฏฺบัติธรรมยิ่งขึ้นก็มีเช่น พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์วัน อุตตโม ฯลฯ

    ซึ่งการได้พบกับพ่อแม่ครูอาจารย์เหล่านั้นบางองค์ก็พบเจอง่าย บางองค์กว่าจะพบก็ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างมาก เพราะปฏิปทาและวัฒนธรรมของการเป็นพระป่าที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาและไม่ยึดติดกับสิ่งใด อย่างเช่นกรณีของพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านเล่าว่า…

    ในช่วงนั้นท่านได้ยินกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ว่าเป็นพระที่เคร่งครัด ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังและมีปฏิปทาที่ค่อนข้างผาดโผน เมื่อทราบว่าพระอาจารย์จวนกุลเชฏโฐ อยู่ที่ดงหม้อทอง ท่านจึงได้เริ่งรีบออกเดินบุกป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ จนถึงดงหม้อทอง แต่อนิจจาที่พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปยังที่อื่นแล้ว
    ต่อมาทราบว่าพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ อยู่ที่บ้านดงขี้เหล็ก ท่านก็รีบออกเดินทางแต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้ง
    ครั้งแรกไม่พบ

    ครั้งที่สองก็คลาด

    จนถึงครั้งที่สามนี้ไม่พลาด เพราะในที่สุดท่านก็ได้พบกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ สมตามความตั้งใจ ณ ถ้ำจันทร์

    ท่านเล่าว่าได้พบพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ กำลังปฏิบัติธรรมอยู่บนต้นไม้ในเหวลึก ท่านว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ขึ้นมาจากก้นเหวข้างล่างและสูงจนเลยสันเขา
    พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านได้ใช้ไม้สองแผ่นพาดไปที่ต้นไม้ โดยองค์ท่านได้ไปนั่งและนอนเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่ตรงกิ่งไม้ที่ได้พาดไว้ เมื่อพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ทราบความประสงค์ของท่าน ท่านจึงได้พูดธรรมะให้ฟังสั้นๆ ว่า…

    “เธอนี้มันติดสมมุติ ต้องเปลี่ยนสมมุติให้รู้ ข้ามสมมุติให้ได้”

    ท่านว่าเมื่อได้รับฟังธรรมะจากพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ แล้ว ถึงมันจะเป็นธรรมะที่แสนจะสั้นแต่มันก็คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่ได้ตรากตรำฟันฝ่าเอาชีวิตเข้าแลกเพียงเพื่อขอให้ได้พบพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

    “บวชแล้วก็ต้องมุ่งมั่นปฏิบัติอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่ควรมีคือความศรัทธา เพราะศรัทธาคือหนทางนำไปสู่การปฏิบัติ แต่ศรัทธาควรอยู่ในความพอดีเพราะถ้ามีมากไปปัญญามันจะไม่เกิด”
    ท่านเล่าว่าท่านได้เคยถามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ในเรื่องของการนั่งสมาธิว่าเวลาที่ท่านนั่งสมาธิจิตของท่านจะดิ่งลงลึกโดยที่ตัวท่านเองก็ไม่ทราบว่าจิตอยู่ที่ไหน

    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี จึงได้ชี้แจงว่า อาการเช่นนี้เขาเรียกว่า “นิพพานพรหม” เป็นอาการที่จิตดับจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้อะไรจากภายนอก ถ้าไม่แก้ไขผู้นั้นก็จะคิดว่าตนเองได้พบพระนิพพานและจะไปไหนไม่รอด

    โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้ยกตัวอย่างกรณีของหลวงปู่ขาว อนาลโยที่นั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็นไปจนถึง ๖ โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น พอน้ำค้างจับร่างของท่านจนเปียกชุ่มท่านจึงรู้สึกตัวและออกจากสมาธิ หลวงปู่ขาว อนาลโย เองท่านก็ไม่ทราบว่าจิตของท่านไปอยู่ที่ไหน จึงได้ไปถามหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และท่านก็ได้รับคำตอบสั้นๆ นิดเดียวเช่นกันว่า.. “ให้ไปตั้งต้นใหม่ ติดตามดูจิตตั้งแต่เริ่มเข้าสมาธิ ใช้สติปัญญาตามดูจิตให้ดีว่า วางอารมณ์อะไรจึงดับเสียงไปหมด ให้ดูว่าจิตไปอยู่ที่ไหนต้องตามให้รู้”

    ท่านว่า…“นี่แหละที่เขาเรียกว่าศรัทธาต้องอยู่คู่กับปัญญา”

    “พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าไม่ให้พวกเราตั้งอยู่ในความประมาทของชีวิต ถึงเราจะเป็นคนหนุ่มก็ตาม คนแก่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างหรือธรรมะทั้งหลายรวบรวมลงไปในความไม่ประมาท ก็คือเมื่อคนไม่ประมาทในชีวิตของตน ไม่ประมาทในวัยของตน บุคคลนั้นย่อมปฏิบัติคุณงามความดีได้อย่างเต็มที่ การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็คือ ตั้งอยู่ในความดีตลอด ไม่คิดทำความชั่ว คนนั้นแหละจะเป็นคนที่เจริญที่สุด แม้แต่จะเป็นพระ องค์ไหนไม่ประมาท องค์นั้นก็จะบรรลุธรรมก่อนเพื่อน คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะความไม่ประมาท”

    ท่านพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป..หนึ่งในพระป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เกิดมาเพื่อกำจัดและละกิเลสให้ออกไปจากจิตใจ

    ความมุ่งมั่นและปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้ตนเองได้บรรลุถึงธรรมตามที่ตั้งใจนั้นท่านมิได้มุ่งหวังเพียงเพื่อตัวของท่านเองเพียงลำพัง

    ท่านว่าการช่วยให้ทุกคนมีสติ เข้าใจในธรรม รู้เท่าทันในทุกข์ก็เป็นหนึ่งในความปรารถนาของท่านอีกเช่นกัน เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ที่เราจะปฏิบัติกับตัวเราเองอย่างไรและจะพากเพียรกันขนาดไหน

    ในส่วนของวัดอรัญญวิเวก บ้านปง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ สถานที่พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พำนักจำพรรษาอยู่นั้น จัดว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญแห่งหนึ่งของพระป่ากรรมฐานครับ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เคยมีพระอริยสงฆ์หลายองค์เข้าพักจำพรรษา อีกทั้งชื่อของวัดก็เป็นชื่อที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมเป็นผู้ตั้งให้

    มีบันทึกไว้ว่าวัดนี้แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่อดีต การจัดสร้างสำนักสงฆ์ในช่วงนั้นเป็นการรวมตัวของชาวบ้านในตำบลบ้านปงที่มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและมีความคิดเห็นตรงกันว่า จะต้องนิมนต์ครูบาอาจารย์กรรมฐานที่มีคุณธรรมสูงให้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้ทำบุญและมีโอกาสฟังธรรมในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ต่อมาชาวบ้านไปได้ยินข่าวมาว่ามีพระกรรมฐานมาพักอยู่ที่วัดเงี้ยว อำเภอแม่แตง จึงได้พากันเดินทางมายังวัดเงี้ยวเพื่อกราบขออาราธนานิมนต์มาพักจำพรรษา และก็คงเป็นด้วยบุญบารมีครับเพราะพระกรรมฐานกลุ่มนั้นมีหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระผู้นำ เมื่อหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทราบความประสงค์ของชาวบ้านปงท่านก็ไม่ได้ขัดข้องแต่ประการใด ท่านได้ตกลงรับนิมนต์และออกเดินทางพร้อมคณะศิษย์จากวัดเงี้ยวมายังบ้านปงทันที

    หลังจากที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้และได้อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ญาติโยมพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านจึงได้บอกลาญาติโยมเพื่อไปหาสถานที่บำเพ็ญเพียรในที่อื่นต่อไป โดยก่อนจะลาจากท่านได้ฝากฝังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาสถานที่แห่งนี้เพราะในอนาคตข้างหน้าจะมีเจ้าของเดิมเข้ามาพัฒนาดูแลสถานที่แห่งนี้ให้มีความเจริญรุ่งเรือง โดยท่านได้ตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า…“สำนักสงฆ์อรัญญวิเวกบ้านปง”

    “..ดูตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง แก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง เรียกว่าดูที่ตัวเราก่อน ไม่ต้องไปดูคนอื่น ส่วนมากแล้วคนเรามักชอบโทษคนอื่นไม่ชอบโทษตัวเอง มันเหมือนกับเรามองดูขนตาของเรา แต่มองเท่าไรก็มองไม่เห็น บอกไม่ถูกว่ามันมีกี่เส้น มันยาวขนาดไหน มันไม่เห็นอะไรเลย การที่เรามองดูตัวเองไม่เห็น เพราะเราขาดสติปัญญา…”

    โอวาทธรรมคำสอนของหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ปี-หลวงปู่เปลี่ยน-ปัญ.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  8. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    พระเวลามากมากจริง ๆ เฉพาะภายในวัดมีตั้งห้าหกสิบ ยังอีกบริเวณบ้านนั้นบ้านนี้ใกล้เคียง สามกิโล สี่กิโล เหล่านี้มารวมลงอุโบสถกันในวันอุโบสถ พระถึงห้าหกสิบ เฉพาะพระนะไม่นับเณร เวลาลงอุโบสถเสร็จแล้วท่านก็ให้โอวาท ส่วนมากอุโบสถแล้วก็ให้โอวาท โอวาทนี้เผ็ดร้อนมากทีเดียว ฟังถึงใจ เราก็เป็นห่วงตัวของเราเอง เวลาเราไปก็เป็นห่วงท่าน กลัวพระเณรจะระเกะระกะพอให้ท่านรำคาญหูตาอะไรหรืออะไร ถ้าเราอยู่เราคอยกำกับอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จำเป็นต้องไป

    ดูอาการท่าน เวลาเราจะกราบลาไปเที่ยวดูอาการท่านไม่อยากให้ไปนะ เพราะท่านคงเห็นเกี่ยวกับเรื่องหมู่เพื่อน บางทีท่านตั้งปัญหาพอเห็นเราครองผ้า คือธรรมดาไม่มีธุระผมก็ไม่ได้ครองผ้า เพราะไม่มีคนมีแต่พระแต่เณร ฉันจังหันแล้วไปหาท่านตอนเช้า ตอนท่านขึ้นไปกุฏิแล้วท่านฉันชา ฉันเสร็จแล้วเราก็ขึ้นไป ธรรมดาพระไม่กล้า เพราะไม่มีผู้คน พอคุยกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ลงมา

    ส่วนมากเราจะลาท่านเรามักจะไปกราบเรียนท่านตอนเช้า เพราะตอนเย็นมักจะมีเพื่อนฝูงมาก ตอนเช้าจะมีสักสามองค์สี่องค์ พอเห็นครองผ้า หือ ไม่ได้ไปใสตั๊ว อยู่ด้วยกันตั่ว นั่นปัญหาออกแล้ว หือไม่ได้ไปใสตั่วท่านมหา อยู่นำกันตั่ว นั่นปัญหา เราก็กระเทือนหัวใจตูมเลย หากว่าท่านไม่พูดอะไรอีกเลย ท่านพูดเรื่องราวอื่นใด เราก็ไม่กล้าจะกราบนมัสการลาไปไหนมาไหน เพราะปัญหานั้นบอกชัด ๆ แล้วว่าท่านมีความเมตตา พอคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วท่านก็แย้มออกมา ถ้าอยู่ก็ได้กำลัง ไปก็ได้กำลัง อยู่ก็ดี ถ้าอยู่ไม่ได้กำลัง ไปได้กำลัง ไปก็ดี ถ้าอยู่ไม่ได้กำลัง ไปไม่ได้กำลัง อยู่ดีกว่า ถึงสามสี่พักท่านพูด

    นี่เรียกว่าท่านเปิดโอกาสแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะกราบเรียน การอยู่ก็ได้กำลัง แต่หากว่าทางวัดวาก็ไม่ค่อยมีธุระอะไร และครูบาอาจารย์มีความสะดวกสบายดี เกล้ากระผมก็คิดอยากจะไปพักภาวนาชั่วกาลชั่วเวลาบ้าง (เราก็ว่างี้) อันนี้ก็แล้วแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์จะเห็นสมควรประการใด จากนั้นท่านก็เปิดทาง จะไปทางไหนล่ะ นั่น เปิดทางแล้ว เราต้องฟังให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะท่านจอมปราชญ์นี่ คิดว่าจะไปทางโน้น ๆ (เราก็ว่า) จะไปกี่องค์ (ท่านถาม) ไปองค์เดียว เออดีไปองค์เดียว พระอย่าไปยุ่งกับท่านนะ เข้มข้นนะตรงนี้ พระอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านมหาท่านไปองค์เดียว ท่านสบายไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านก็ช่วยรักษา

    พระเณรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ไปไม่ได้ถ้าท่านว่าอย่างนั้นแล้วใครจะฝืนไปได้ หนึ่ง เราก็ดุ สอง ท่านก็จะเขกเอาอีก เพราะมีที่พึ่งแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์อยู่นั้นแล้ว ก็ไปแหละเรา ไปก็ไม่ไปอยู่ไกลอะไรนักหนา อย่าง ๑๕-๑๖ กิโล มาลงอุโบสถทัน ฉันจังหันเสร็จแล้วมาลงอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยากกลับเวลาไหนก็ได้ ผมไม่สนใจกับเวล่ำเวลานะ บางทีค่ำ คุยกับท่านจนกลางคืน บทเวลาจะไป หือ ไปเหรอ

    ไป…ดงทั้งนั้นนะ ดงเสือดงอะไรทั้งนั้นแหละ แต่มันไม่ได้สนใจกับเสือกับอะไร ๕ กิโล ๖ กิโล บางแห่ง ๑๒-๑๓ กิโล บุกป่าไปอย่างนั้นแหละ มันเป็นทางพอไปได้ ผมก็ไม่จุดไฟนะ ไฟฉายก็ไม่มี เดินไปอย่างนั้นละ ภาวนาเรื่อย คือไม่ได้เป็นกังวลกับเรื่องการไปกลัวจะค่ำจะมืดอะไร ไม่คิด วันอุโบสถปัดกวาดลานวัดลานวาเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังทำอุโบสถแล้วขึ้นไปฉันน้ำร้อนน้ำชากับท่าน บางทีท่านไม่มีธุระอะไรก็พูดธรรมะ เราทราบเรายังไม่กลับ จนกระทั่งท่านขึ้นทางจงกรม เสร็จแล้วถึงกลับ เอาแน่ไม่ได้เพราะเราไปคนเดียวนี่ บางทีลงอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็กลับ นี่เป็นประจำ บางทีก็ห้าหกวันมาทีก็มี เกี่ยวกับปัญหาทางจิตใจก็มา หือ มาเหรอ(ท่านว่า)

    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -ๆ-เฉพา.jpg
    1510725401_578_พระเวลามากมากจริง-ๆ-เฉพา.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  9. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “…เทวดาเล่าถวายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต…เรื่องมรรยาทพระ…”

    ท่านหลวงตาฯ(พระมหาบัวฯ) เล่าเรื่องการสำรวจถ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้าบนยอดเขาเชียงดาวต่อไป ว่า;-

    ที่ท่าน (หลวงปู่มั่น) เตือนพระ ให้พากันสำรวมระวังเวลาพักอยู่ในที่ต่าง ๆ ไม่เฉพาะถ้ำนั้นแห่งเดียวนั้น เกี่ยวกับพวกเทพฯ ที่สถิตอยู่ในที่นั้น ๆ ซึ่งชอบความเป็นระเบียบงามตา และชอบสะอาดมาก

    เวลาพวกรุกขเทพฯ มาเห็นอากัปกิริยาของพระที่จัดวางอะไรไว้ไม่เป็นระเบียบ เช่น การหลับนอนไม่มีมรรยาท นอนหงายเหมือนเปรตทิ้งเนื้อทิ้งตัว บ่นพึมพำด้วยการละเมอเพ้อฝันไปต่าง ๆ เหมือนคนไม่มีสติ

    แม้จะเป็นสิ่งที่สุดวิสัยของคนนอนหลับจะรักษาได้ก็ตาม แต่พวกเทวดามีความอิดหนาระอาใจอยู่เหมือนกัน และเคยมาเล่าให้หลวงปู่ทราบเสมอ

    เทวดาเล่าว่า “พระซึ่งเป็นเพศที่น่าเลื่อมใสเย็นตาเย็นใจแก่โลกีได้เห็นได้ยิน จึงควรสำรวมกิริยามรรยาททั้งการหลับนอนและเวลาปกติ พอเป็นความงามตาเย็นใจแก่ตน และทวยเทพ ตลอดมนุษย์ทั้งหลายบ้าง ไม่แสลงตาแสลงใจจนเกินไปเมื่อยังพอมีทางรักษาได้อยู่

    ไม่อยากให้เป็นแบบฆารวาส ซึ่งไม่มีขอบเขต หรือปล่อยไปตามยถากรรมจนเกินไป เพราะสิ่งเหล่านี้ย่อมอยู่ในวิสัยของพระจะทำได้

    การมาเล่าเรื่องทั้งนี้ มิได้มุ่งมั่นมาตำหนิติเตียนพระว่าไม่ดีโดยถ่ายเดียว แต่เทวดาทั้งหลายก็มีส่วนแห่งความดีและเจตนาหวังเทิดทูนพระศาสนา พร้อมทั้งมีความพอใจกราบไหว้พระสงฆ์ผู้มีมรรยาทอันดี ประจำนิสัยของพวกเทวดาเหมือนกัน

    จึงใคร่ขอกราบท่าน เพื่อได้ตักเตือนพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ ได้ตั้งอยู่ในท่าสำรวมพอเป็นที่งามตาแก่มนุษย์มนา ตลอดเทวดา อินทร์พรหม ทั้งหลายบ้าง เทวดาทั้งหลายก็จะพลอยมีส่วนเพิ่มพูนความเคารพเลื่อมใสขึ้นอีกมากมายจากความดีของพระที่น่าเลื่อมใส”

    นี้เป็นคำของพวกเทวดามาเล่าถวายท่าน ดังนั้น เวลาท่าน(หลวงปู่) กับพระลูกศิษย์พักอยู่ในป่าในเขาลึก ซึ่งเป็นที่สถิตของพวกรุกขเทวดา

    ท่านจึงคอยเตือนพระอยู่เสมอ เกี่ยวกับการวางบริขารเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ตลอดผ้าเช็ดเท้า ท่านก็สั่งให้พับและเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ ไม่ให้ทิ้งระเกะระกะ
    การขับถ่ายก็ให้เป็นที่เป็นทาง และกำหนดทิศทางว่าควรจะทำส้วมสำหรับถ่ายในที่เช่นไร

    บางครั้งหลวงปู่ก็สั่งพระตรง ๆ เลยว่า ไม่ให้ไปทำส้วมหนักส้วมเบาทางทิศนั้นหรือต้นไม้นั้น เพราะพวกเทวดาที่สถิตอยู่หรือเทวดามาจากทิศนั้นจะรังเกียจและยกโทษเอา ดังนี้ก็มี
    ถ้าเป็นพระที่รู้เรื่องของพวกเทวดาได้ดีอยู่แล้วก็ไม่หนักใจ ที่หลวงปู่ต้องบอกกล่าว เพราะท่านองค์นั้นย่อมทราบวิธีปฏิบัติต่อเทวดาได้ถูกต้อง

    และพระที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ มีความสามารถในทางนี้อยู่ไม่น้อย เป็นแต่ความรู้ของท่านเป็นประเภทป่า ๆ จึงไม่อาจแสดงตัวอย่างเปิดเผย กลัวนักปราชญ์จะหัวเราะเยาะ

    “เราพอทราบได้เวลาท่านสนทนากัน เรื่องเทวดาประเภทและภูมิต่าง ๆ กันมาเยี่ยมท่าน เขามีเรื่องอะไรบ้างมาสนทนาหรือถามปัญหาท่าน ท่านนำมาเล่าสู่กันฟัง เราก็พลอยทราบภูมิจิตใจท่านที่เกี่ยวกับทางนี้ไปด้วย” ท่านหลวงตาฯ กล่าวสรุป

    ***ขออนุโมทนา ขอขอบคุณและขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่มีความศรัทธา ข้อความข้างบนนี้เป็นโอวาทธรรมส่วนหนึ่ง จากหนังสือ “พระกรรมฐานสู่ล้านนา (ตอน ๑)” ที่ระลึกงานสมโภชพระมหาธาตุมณฑปบูรพาจารย์ฯ ๑๐ – ๑๑ – ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๖ หน้า ๓๘๗ – ๓๘๙ สาธุๆๆ***

    .jpg
    1510721749_110_เทวดาเล่าถวายหลวงปู่ม.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  10. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  11. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    พระแก้วมรกตแดง เกิดจาการอธิษฐานจิตของพระอาจารย์วรงคต วิิริยธโร(หลวงตาม้า) ที่ถ้ำเมืองนะ จ.เชียงใหม่ เป็นพระแก้วคู่บารมีพระโพธิสัตว์พระศรีอาริยะเมตไตรโย พระแก้วคู่บารมีหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    -เกิดจากา.jpg
    1510732712_431_พระแก้วมรกตแดง-เกิดจากา.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  12. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ครูบา แป๊ะท่านว่าหลวงปู่ เหาะได้

    พระอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง ตอนนั้นมีพระนั่งด้วยกันหลายรูป หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นประธาน หลวงปู่ลี กุสลธโร ก็นั่งอยู่ด้วย
    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านกราบเรียนถามหลวงตาว่า พระสมัยนี้มีเหาะได้หรือไม่ ก็นั่งสนทนากัน

    หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านก็พูดขึ้นว่า ผมว่าท่านจันเรียนเหาะ คุณวโร ได้ เพราะสมัยหนึ่งปฎิบัติธรรมด้วยกันบนเขา ถึงเวลาบิณฑบาต ท่าจันเรียนไม่ได้เอาบาตรลงมา

    หมู่เพื่อนพระก็คิดว่า ท่านคงทำความเพียร เพราะเป็นเรื่องปกติ

    คืนนั้นหลวงปู่จันเรียน คุณวโร จิตท่านเข้าสมาธิลึก ถอนจิตออกมาเช้าพอดี

    ท่านก็คิดว่าเราคงบิณฑบาตไม่ทันหมู่เพื่อน พอคิดแค่นั้น มีบันไดเกิดขึ้นข้างหน้าข้ามเหวไปถึงหมู่บ้าน ท่านก็เดินตามบันใดนั้น ไปถึงหน้าหมู่บ้านก่อนหลวงปู่ลี

    หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านว่า ทางลงบิณฑบาตนั้นมีเส้นเดียว นอกนั้นจะเป็นหุบเขาและเป็นเหว

    พอไปถึงหมู่บ้านไปเห็นหลวงปู่จันเรียน คุณวโร มาถึงก่อน หลวงปู่ลี กุสลธโร ก็ถามหลวงปู่จันเรียน คุณวโร ว่า ท่านมายังไง

    ผมมาทางลัดครับ หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ตอบ

    ก็บิณฑบาตกัน พอฉันข้าวเสร็จ หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านไปหาหลวงปู่จันเรียน คุณวโร ถึงที่กุฏิ ท่านก็ถามหลวงปู่จันเรียน คุณวโร ว่า ทางลัดไปตรงไหน จะได้ไปกัน เพราะอยู่มาตั้งนานก็เห็นมีอยู่เส้นเดียว

    หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ท่านก็เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ หลวงปู่ลี กุสลธโร จึงว่า หลวงปู่จันเรียน คุณวโร เหาะได้

    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านก็เดินทางไปหาหลวงปู่จันเรียน คุณวโร ทันทีที่วัดถ้ำสหาย

    ท่านก็ถามหลวงปู่จันเรียน คุณวโร ท่านจันเรียน คุณวโร เขาว่าท่านเหาะได้จริงไหม

    หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ท่านก็พูดว่า พ่อแม่ครูจารย์ ทำไมมาถามแบบนี้

    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านก็ตื้อ เหาะให้ดูหน่อย หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ปฎิเสธหลายครั้ง ท่านทนรบเร้าไม่ไหว ท่านจึงกราบหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ว่า ผมจะเหาะให้พระอาจารย์ดู แต่มีข้อแม้ เรื่องนี้ห้ามบอกใคร

    น่า ทำเลย ทำเลย ผมจะดู ท่านก็ไม่ได้รับปากว่าจะบอกใคร

    หลวงปู่เจี๊ย จุนโท ท่านว่า หลวงปู่จันเรียน คุณวโร เดินไปข้างหน้าท่าน ตัวท่านนั้นลอยขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงยอดหลังคากุฎิ

    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านก็ตกใจ ท่านก็บอกให้หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ลงมา เดียวคนจะเห็นผมเชื่อแล้ว ผมเชื่อแล้ว

    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านกลับมาวัด ท่านบอกว่า เหมือนอกจะแตก ถ้าไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ท่านก็มาคิด เราไม่ได้รับปากท่านจันเรียน คุณวโร นี่ ว่าจะไม่บอกใคร

    ท่านจึงเล่าให้พระอาจารย์เขียวและพระอาจารย์องค์อื่นๆฟัง

    ครูบากล้วย พระวีรศีกดิ์ ธีรภัทโท ก็นั่งฟังด้วยและท่านกำชับว่า อย่าบอกใคร

    พระอาจารย์ท่านก็ไม่ได้รับปาก ท่านก็มาเล่าให้ลูกศิษย์ของท่านให้ฟังบ้าง

    ในประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท เราเห็น คำพูดที่ท่านพูดว่า

    “พระทั่วประเทศ เราคบจันทร์เรียน คุณวโร องค์เดียว”
    พระเครื่องของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ท่านก็นำมาให้หลวงปู่จันเรียน คุณวโร ปลูกเสก และพูดว่า “พระยอดธงของเรา จันทร์เรียน คุณวโร เสก ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้ว…”

    กราบขอขมาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ และขอขมาต่อขมาต่อองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ถ้าสำนวนหรือคำพูดผิดเพี้ยนไป

    สาธุ สาธุ สาธุ กราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในทุกทุกเมื่อในทุกๆขณะจิต พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ

    ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -แป๊ะท่านว่าหลวงปู.jpg
    1510736377_399_ครูบา-แป๊ะท่านว่าหลวงปู.jpg
    1510736378_766_ครูบา-แป๊ะท่านว่าหลวงปู.jpg
    1510736378_486_ครูบา-แป๊ะท่านว่าหลวงปู.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  13. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    เมื่อจะขอโทษท่านผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร ก็พึงทำเช่นเดียวกับเมื่อจะตอบแทนพระคุณ ท่านผู้มีพระคุณ

    คือทำบุญทำกุศลด้วยตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้ แล้วตั้งใจจริงบอกกล่าวให้รับรู้ ให้ยอมรับความเจตนาจริงใจที่จะขอโทษและตอบแทน

    การบอกกล่าวด้วยใจจริงเช่นนี้ ต่อผู้ไม่มีตัวตนปรากฏให้เห็น เช่นนี้ ไม่ใช่ความหลง ไม่ใช่ความไร้เหตุผล แต่เป็นความปฏิบัติที่ถูกต้อง และจะได้ผล อาจพาพ้นมือแห่งกรรมไม่ดีที่ตามอยู่ได้

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  14. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
  15. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    การปฏิบัติธรรม อย่าอยากได้อยากเห็น อยากเป็นใดๆ เลย ให้รู้มันอยู่อย่างเดียว ถ้าอยากก็ไม่ไปไหน เป็นสมาธิอยู่ก็หลุดจากสมาธิ เราปฏิบัติเพื่อความปล่อยวาง เพื่อละความยึดมั่นต่างๆ เพื่อละความยินดียินร้าย เราเป็นผู้ดูไม่ใช่ผู้บังคับให้เป็น

    หลวงปู่ท่อน ญาณธโร
    วัดศรีอภัยวัน จังหวัดเลย

    -อย่าอยาก.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  16. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    “อย่าไปโกรธ จองเวร เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อีกไม่นานเราก็จากกันไป”

    …..คนเราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างนานที่สุดก็ไม่เกินร้อยปีหรอก เพราะฉะนั้นอย่าไปโกรธแค้น อาฆาต จองเวร คิดเบียดเบียน หรือทำร้ายกันเลย ให้อภัยเสียเถอะ อย่างไรเขาก็จะตายเองอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปลงมือหรอก ตัวเราเองก็จะต้องตายเองด้วยเหมือนกันนั่นแหละ.

    “หลวงปู่สิม พุทธาจาโร”

    -จองเวร-เบียด.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  17. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ถืออุปสรรคเหมือนอย่างสัญญาณไฟแดง
    ที่จะต้องพบเป็นระยะ

    ถ้ากลัวจะต้องพบสัญญาณไฟแดงตามถนน
    ซึ่งจะต้องหยุดรถ ก็จะไปข้างไหนไม่ได้

    แม้การดำเนินชีวิตก็ฉันนั้น
    ถ้ากลัวจะต้องพบอุปสรรค ก็ทำอะไรไม่ได้

    .jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  18. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ผู้มีปัญญาดุจพรหม ตอนที่ ๕

    ท่านเป็นดุจพ่อ

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านเป็นดุจพ่อของลูกศิษย์ทุกๆ คน เหมือนอย่างที่พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่นเรียกหลวงปู่มั่นว่า “ พ่อแม่ครูอาจารย์ ” ซึ่งถือเป็นคำยก ย่องอย่างสูง เพื่อให้สมฐานะอันเป็นที่รวมแห่งความเป็นกัลยาณมิตร

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านให้การต้อรับแขกอย่างเสมอหน้ากันหมด ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ท่านจะพูดห้ามปราม หากมีผู้มาเสนอตัวเป็นนายหน้าคอยจัดแจงเกี่ยวกับแขกที่เข้ามานมัสการท่าน ถึงแม้จะด้วยเจตนาดี อันเกิดจากความห่วงใยในสุขภาพของท่านก็ตามเพราะท่านทราบดีว่ามีผู้ใฝ่ธรรมจำนวนมากที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลเพื่อนมัสการและซักถามข้อธรรมจากท่าน หากมาถึงแล้วยังไม่สามารถเข้าพบท่านได้โดยสะดวกก็จะทำให้เสียกำลังใจ

    นี้เป็นเมตตาธรรมอย่างสูงซึ่งนับเป็นโชคดีของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าใกล้หรือไกล ที่สามารถมีโอกาสเข้ากราบนมัสการท่านได้โดยสะดวก หากมีผู้สนใจการปฏิบัติกรรมฐานมาหาท่าน ท่านจะเมตตาสนทนาธรรมเป็นพิเศษ อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย บางครั้งหลวงพ่อก็มิได้กล่าวอะไรมาก เพียงการทักทายศิษย์ด้วยถ้อยคำสั้นๆ เช่น “ เอ้า . . . กินน้ำชาสิ ” หรือ “ ว่า ไง . . ” ฯลฯ เท่านี้ก็เพียงพอที่ยังปีติให้เกิดขึ้นกับศิษย์ผู้นั้นเหมือนดังหยาดน้ำทิพย์ชโลมให้เย็นฉ่ำ เกิดความสด
    ชื่นตลอดร่างกายจน . . . ถึงจิต . . . ถึงใจ

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านให้ความเคารพในองค์หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ เป็นอย่างมาก ทั้งกล่าวยกย่องในความที่เป็นผู้ที่มีบารมีธรรมเต็มเปี่ยมตลอดถึงการที่จะได้มาตรัสรู้ธรรมใน อนาคต ให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายยึดมั่นและหมั่นระลึกถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ติดขัดในระหว่างการปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่ประสบปัญหาในทางโลกๆ ท่านว่า หลวงปู่ทวด ท่านคอยจะช่วยเหลือทุกคนอยู่แล้ว แต่ขอให้ทุกคนอย่าได้ท้อถอยหรือละทิ้งการปฏิบัติ

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ กับครูอาจารย์ท่านอื่น

    ในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๓๐ – ๒๕๓๒ ได้มีพระเถระและครูบาอาจารย์ หลาย ท่านเดินทางมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เช่นหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเป็นพระเถระซึ่งมีอายุย่างเข้า ๙๖ ปี ก็ยังเมตตามาเยี่ยมหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ที่วัดสะแกถึง ๒ ครั้งและบรรยากาศของการพบกันของท่านทั้งสองนี้ เป็นที่ประทับใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง เพราะต่างองค์ต่างอ่อนน้อมถ่อมตน ปราศจากการแสดงออกซึ่งทิฏฐิมานะใดๆ เลย แป้งเสกที่หลวงปู่บุดดา ถาวโร เมตตามอบให้ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    ท่านก็เอามาทาที่ศีรษะเพื่อแสดงถึงความเคารพอย่างสูง
    พระเถระอีกท่านหนึ่งซึ่งได้เดินทางมาเยี่ยมหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ค่อนข้างบ่อยครั้ง คือ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านมีความห่วงใยในสุขภาพของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อย่างมากโดยได้สั่งให้ลูกศิษย์จัดทำป้ายกำหนดเวลารับแขกในแต่ละวันของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เพื่อเป็นการถนอมธาตุขันธ์ของหลวงปู่ให้อยู่ได้นาน ๆ แต่อย่างไรก็ดีไม่ช้าไม่นานหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านก็ให้นำป้ายออกไปเพราะเหตุแห่งความเมตตา ที่ท่านมีต่อผู้คนทั้งหลาย

    ในระยะเวลาเดียวกันนั้น ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร วัดพระธาตุดอนเรือง ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่โง่น โสรโย ก็ได้เดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ถึง ๒ ครั้งโดยท่านได้เล่าให้ฟังภายหลังว่า เมื่อได้มาพบหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ จึงได้รู้ว่าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ก็คือ พระภิกษุชราภาพที่ไปสอนท่านในสมาธิในช่วงที่ท่านอธิษฐานเข้ากรรมปฏิบัติไม่พูด ๗ วัน ซึ่งท่านก็ได้แต่กราบระลึกถึงอยู่ตลอดทุกวัน โดยไม่รู้ว่าพระภิกษุชราภาพรูปนี้คือใคร กระทั่งได้มีโอกาสมาพบหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ที่วัดสะแก เกิดรู้สึกเหมือนดังพ่อลูกที่จาก
    กันไปนานๆ แม้ครั้งที่ ๒ ที่พบกับหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ก็ได้พูดสอนให้ท่านเร่งความเพียร เพราะหลวงพ่อจะอยู่อีกไม่นาน

    ครูบาบุญชุ่ม ยังได้เล่าว่า ท่านตั้งใจจะกลับไปวัดสะแกอีกเพื่อหาโอกาสไป อุปัฏฐากหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แต่แล้วเพียงระยะเวลาไม่นานนักก็ได้ข่าวว่า หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มรณภาพ ยังความสลดสังเวชใจแก่ท่าน ท่านได้เขียนบันทึกความรู้สึกในใจของท่านไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ตอนหนึ่งว่า …

    “…หลวงปู่ท่านมรณภาพสิ้นไป เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างส่องแจ้งใน โลกดับไป อุปมาเหมือนดังดวงประทีปที่ให้ความสว่างไสวแก่ลูกศิษย์ได้ดับไป ถึงแม้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้มรณะไปแล้ว แต่บุญญาบารมีที่ท่านแผ่เมตตาและรอยยิ้ม อันอิ่มเอิบยังปรากฏฝังอยู่ในดวงใจอาตมา มิอาจลืมได้ ….ถ้าหลวงปู่มีญาณรับทราบ และแผ่เมตตาลูกศิษย์ลูกหาทุกคน ขอให้พระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าสู่ พระนิพพานเป็นอมตะแด่ท่านเทอญ กระผมขอกราบคารวะพระเดชพระคุณหลวงปู่ดู่
    พรหมปัญโญ ด้วยความเคารพสูงสุด…”

    นอกจากนี้ยังมีพระเถระอีกรูปหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เพราะหลวงปู่ดู่พรหมปัญโญ ให้ความ ยกย่องมากในความเป็นผู้มีคุณธรรมสูง และเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้แนะนำสานุศิษย์ให้ถือท่านเป็นครูอาจารย์อีกท่านหนึ่งด้วย นั่นก็คือหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

    ปัจฉิมวาร

    นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา สุขภาพของหลวงปู่เริ่มแสดงไตรลักษณะ ให้ปรากฏอย่างชัดเจน สังขารร่างกายของหลวงปู่ซึ่งก่อเกิดมาจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และมีใจครองเหมือนเราๆ ท่านๆ เมื่อสังขารผ่านมานานวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการใช้งานมาก และพักผ่อนน้อย ความทรุดโทรมก็ย่อมเกิดเร็วขึ้นกว่าปรกติกล่าวคือ สังขารร่างกายของท่านได้เจ็บป่วยอ่อนเพลียลงไปเป็นลำดับ ในขณะที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งญาติโยมและบรรพชิตก็หลั่งไหลกันมานมัสการท่านเพิ่มขึ้น ทุกวัน ในท้ายที่สุดแห่งชีวิตของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ด้วยปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “สู้แค่ตาย” ท่านใช้ ความอดทนอดกลั้นอย่างสูง แม้บางครั้งจะมีโรคมาเบียดเบียนอย่างหนัก ท่านก็อุตส่าห์ออกโปรดญาติโยมเป็นปกติ พระที่อุปัฏฐากท่านได้เล่าให้ฟังว่า บางครั้ง ถึงขนาดที่ท่านต้องพยุงตัวเองขึ้นด้วยอาการสั่นและมีน้ำตาคลอเบ้า ท่านก็ไม่เคยปริปากให้ใคร ต้องเป็นกังวลเลย ในปีท้ายๆ ท่านถูกตรวจพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว แม้นายแพทย์จะขอร้องท่านเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่ยอมไป ท่านเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนเราเคยอยากดี เมื่อดีแล้วก็เอาให้หายอยาก อย่างมากก็สู้แค่ตาย ใครจะเหมือนข้า ข้าบนตัวตาย”
    มีบางครั้งได้รับข่าวว่าท่านล้มขณะกำลังลุกเดินออกจากห้องเพื่อออกโปรดญาติโยมคือประมาณ ๖ นาฬิกา อย่างที่เคยปฏิบัติอยู่ทุกวันโดยปกติในยามที่สุขภาพของท่านแข็งแรงดี ท่านจะเข้าจำวัดประมาณสี่ห้าทุ่ม แต่กว่าจะจำวัดจริงๆ ประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง แล้วมาตื่นนอนตอนประมาณตีสาม มาช่วงหลังที่สุขภาพของท่านไม่แข็งแรง จึงตื่นตอนประมาณตีสี่ถึงตีห้า เสร็จกิจทำวัตรเช้าและกิจธุระส่วนตัว แล้วจึงออกโปรดญาติโยมที่หน้ากุฏิ

    ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๒ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พูดบ่อยครั้งในความหมายว่า ใกล้ถึงเวลาที่ท่านจะละสังขารนี้แล้ว ในช่วงท้ายของชีวิตท่าน ธรรมที่ถ่ายทอดยิ่งเด่นชัด ขึ้น มิใช่ด้วยเทศนาธรรมของท่าน หากแต่เป็นการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิปทาในเรื่องของความอดทน สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประ ทานไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า “ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่ง” แทบจะไม่มีใครเลยนอกจากโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดที่ทราบว่า ที่ท่านนั่งรับแขกบนพื้นไม้กระดานแข็งๆ ทุกวันๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เป็นระยะเวลานับสิบๆ ปี ด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ใครทุกข์ใจมา ท่านก็แก้ไขให้ได้รับความสบายใจกลับไปแต่เบื้องหลัง ก็คือ ความลำบากทางธาตุขันธ์ของท่าน ที่ท่านไม่เคยปริปากบอกใคร กระทั่งวันหนึ่ง โยมอุปัฏฐากได้รับการไหว้วานจากท่านให้เดินไปซื้อยาทาแผลให้ท่าน จึงได้มีโอกาสขอดูและได้เห็นแผลที่ก้นท่าน ซึ่งมีลักษณะแตกซ้ำๆ ซากๆ ใน
    บริเวณเดิม เป็นที่สลดใจจนไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
    ท่านจึงเป็นครูที่เลิศ สมดังพระพุทธโอวาทที่ว่า สอนเขาอย่างไรพึงปฏิบัติให้ได้อย่างนั้น ดังนั้น ธรรมในข้อ“อนัตตา” ซึ่งหลวงปู่ท่านยกไว้เป็นธรรมชั้นเอก ท่านก็ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของศิษย์ทั้งหลายแล้วถึงข้อปฏิบัติ ต่อหลักอนัตตาไว้อย่างบริบูรณ์ จนแม้ความอาลัยอาวรณ์ในสังขารร่างกายที่จะมาหน่วงเหนี่ยว หรือสร้างความทุกข์ร้อนแก่จิตใจท่านก็มิได้ปรากฏให้เห็นเลย

    ในตอนบ่ายของวันก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพ ขณะที่ท่านกำลังเอนกายพักผ่อนอยู่นั้น ก็มีนายทหารอากาศผู้หนึ่งมากราบนมัสการท่าน ซึ่งเป็นการมาครั้งแรก หลวงปู่ดู่ได้ลุกขึ้นนั่งต้อนรับด้วยใบหน้าที่สดใส ราศีเปล่งปลั่งเป็นพิเศษ กระ ทั่งบรรดาศิษย์ ณ ที่นั่นเห็นผิดสังเกต หลวงปู่แสดงอาการยินดีเหมือนรอคอย บุคคลผู้นี้มานาน ท่านว่า “ต่อไปนี้ข้าจะได้หายเจ็บหายไข้เสียที” ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าท่านกำลังโปรดลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่าน หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านได้ย้ำในตอนท้ายว่า “ข้าขอฝากให้แกไปปฏิบัติต่อ”

    ในคืนนั้นก็ได้มีคณะศิษย์มากราบนมัสการท่านซึ่งการมาในครั้งนี้ไม่มีใคร คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าจะเป็นการมาพบกับสังขารธรรมของท่าน เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้เล่าให้ศิษย์คณะนี้ฟังด้วยสีหน้าปกติว่า “ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกายข้าที่ไม่เจ็บปวดเลย ถ้าเป็นคนอื่นคงเข้าห้องไอซียูไปนานแล้ว”พร้อมทั้งพูดหนักแน่นว่า “ข้าจะไปแล้วนะ” ท้ายที่สุดท่านก็เมตตากล่าวย้ำให้ทุกคนตั้งอยู่ใน ความไม่ประมาท “ถึงอย่างไรก็ขออย่าได้ทิ้งการปฏิบัติ ก็เหมือนนักมวยขึ้นเวทีแล้วต้องชกอย่ามัวแต่ตั้งท่าเงอะๆงะๆ” นี้ดุจเป็นปัจฉิมโอวาทแห่งผู้เป็นพระบรม ครูของผู้เป็นศิษย์ทุกคน อันจะไม่สามารถลืมเลือนได้เลย

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้ละสังขารไปด้วยอาการอันสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิท่าน เมื่อเวลาประมาณ ๕ นาฬิกาของวันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ อายุ ๘๕ ปี ๘ เดือน อายุพรรษา ๖๕ พรรษา สังขารธรรมของท่านได้ตั้งบำเพ็ญกุศลโดยมีเจ้าภาพ สวดอภิธรรมเรื่อยมาทุกวันมิได้ขาด ตลอดระยะเวลา ๔๕๙ วัน จนกระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๔

    พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ ณ วัดสะแก มาโดยตลอด จนกระทั่งมรณภาพ ยังความเศร้าโศกและอาลัยแก่ศิษยานุศิษย์ และผู้เคารพรักท่านเป็นอย่างยิ่ง อุปมาดั่งดวงประทีปที่เคยให้ความสว่างไสวแก่ศิษยานุศิษย์ได้ดับไป แต่เมตตาธรรมและคำสั่งสอนของท่านจะยังปรากฏอยู่ใน ดวงใจของศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพรักท่านตลอดไป บัดนี้ สิ่งที่คงอยู่มิใช่สังขารธรรมของท่าน หากแต่เป็นหลวงปู่ดู่องค์แท้ที่ศิษย์ทุกคนจะเข้าถึงท่านได้ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้เกิดให้มีขึ้นที่ตนเอง สมดังที่ท่านได้กล่าวไว้เป็นคติว่า…

    “ “ตราบใดก็ตามที่แกยังไม่เห็นความดีในตัว ก็ยังไม่นับว่าแกรู้จักข้า แต่ถ้าเมื่อใด แกเริ่มเห็นความดีในตัวเองแล้ว เมื่อนั้น…ข้าจึงว่าแกเริ่มรู้จักข้าดีขึ้น แล้ว ” ”

    ธรรมทั้งหลายที่ท่านได้พร่ำสอน ทุกวรรคตอนแห่งธรรมที่บรรดาศิษย์ได้น้อมนำมาปฏิบัตินั้น ก็คือการที่ท่านได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามบนดวงใจ ของศิษย์ทุกคน ซึ่งนับวันจะเติบใหญ่ผลิดอก ออกผลเป็นสติและปัญญาบนลำต้นที่แข็งแรงคือสมาธิ และบนพื้นดินที่มั่นคงแน่นหนาคือ ศีล สมดังเจตนารมณ์ที่ท่านได้ทุ่มเททั้งชีวิต ด้วยเมตตาธรรมอันยิ่ง อันจักหาได้ยากทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต….”

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา

    ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    -พรหมป.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  19. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
    ประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ผู้มีปัญญาดุจพรหม ตอนที่ ๔

    “…จากที่เบื้องต้นเราได้อาศัยพุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ และสังฆัง สรณัง คัจฉามิ คือยึดเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จนจิตของเราเกิดศรัทธาโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเรียกกันว่า ตถาคตโพธิสัทธา คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เราก็ย่อมเกิดกำลังใจขึ้นว่าพระพุทธองค์เดิมก็เป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกับเรา ความผิดพลาดพระองค์ก็เคยทรงทำมาก่อน แต่ด้วยความเพียรประกอบกับพระสติปัญญาที่ทรงอบรมมาดีแล้ว จึงสามารถก้าวข้ามวัฏฏะ
    สงสารสู่ความหลุดพ้น เป็นการบุกเบิกทางที่เคยรกชัฏให้พวกเราได้เดินกัน ดังนั้นเราซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับพระองค์ ก็ย่อมที่จะมีศักยภาพที่จะฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ด้วยตัวเราเองได้เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำมา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ฝึกฝนอบรมกันได้ใช่ว่าจะต้องปล่อยให้ไหลไปตาม ยถากรรม

    เมื่อจิตเราเกิดศรัทธาดังที่กล่าวมานี้แล้ว ก็มีการน้อมนำเอาข้อธรรมคำสอนต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสออกจากใจตนจิตใจของเราก็จะเลื่อนชั้น จากปุถุชนที่หนาแน่นด้วยกิเลส ขึ้น สู่กัลยาณชนและอริยชน เป็นลำดับ เมื่อเป็นดังนี้แล้วในที่สุดเราก็ย่อมเข้าถึงที่พึ่งคือตัวเราเอง อันเป็นที่พึ่งที่แท้จริงเพราะกาย วาจา ใจ ที่ได้ผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอบรมโดยการเจริญศีล สมาธิ และปัญญาแล้วย่อมกลายเป็น กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต กระทำสิ่งใด พูดสิ่งใด คิดสิ่งใด ก็ย่อมหาโทษมิได้ถึงเวลานั้นแม้พระเครื่องไม่มี ก็ไม่อาจทำให้เราเกิดความ หวั่นไหว หวาดกลัว ขึ้นได้เลย

    เปี่ยมด้วยเมตตา

    นึกถึงสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวรหนักครั้งสุดท้ายแห่งการปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ผู้อุปัฏฐากพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้ห้ามมานพ ผู้หนึ่งซึ่งขอร้องจะขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะนั้น พระอานนท์คัดค้านอย่างเด็ดขาดไม่ให้เข้าเฝ้า แม้มานพขอร้องถึง ๓ ครั้ง ท่านก็ไม่ยอมจนกระทั่งเสียงขอกับเสียงขัดดังถึงพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า“อานนท์ อย่าห้ามมานพนั้นเลยจงให้เข้ามาเดี๋ยวนี้” เมื่อได้รับอนุญาตแล้วมานพ ก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรม จนบรรลุมรรคผลแล้วขอบวชเป็นพระสาวกองค์สุด ท้ายมีนามว่า “พระสุภัททะ”

    พระอานนท์ท่านทำหน้าที่ของท่านถูกต้องแล้ว ไม่มีความผิดอันใดเลยแม้แต่น้อย ส่วนที่พระพุทธเจ้าให้เข้าเฝ้านั้นเป็นส่วนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ย่อมแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสามโลกพระสาวกรุ่นหลังกระทั่งถึงพระเถระหรือครูบาอาจารย์ผู้สูงอายุโดยทั่วไปที่มีเมตตา สูง รวมทั้งหลวงพ่อย่อมเป็นที่เคารพนับถือของชนหมู่มาก ท่านก็อุทิศชีวิตเพื่อกิจ พระศาสนา ก็ไม่ค่อยคำนึงถึงความชราอาพาธของท่าน เห็นว่าผู้ใดได้ประโยชน์จากการบูชาสักการะท่าน ท่านก็อำนวยประโยชน์นั้นแก่เขา

    เมื่อครั้งที่หลวงปู่อาพาธอยู่ ได้มีลูกศิษย์กราบเรียนท่านว่า “รู้สึกเป็นห่วง หลวงปู่” ท่านได้ตอบศิษย์ผู้นั้นด้วยความเมตตาว่า “ห่วงตัวแกเองเถอะ” อีกครั้งที่ผู้เขียนเคยเรียนหลวงปู่ว่า “ขอให้หลวงปู่พักผ่อนมากๆ”

    หลวงปู่ตอบทันทีว่า “พักไม่ได้ มีคนเขามากันมาก บางทีกลางคืนเขาก็มากัน เราเหมือนนกตัวนำ เราเป็นครูเขานี่ ครู..เขาตีระฆังได้เวลาสอนแล้วก็ต้องสอน ไม่สอนได้ยังไง” ชีวิตของท่านเกิดมาเพื่อเกื้อกูลธรรมแก่ผู้อื่น แม้จะอ่อนเพลียเมื่อยล้าสักเพียงใด ท่านก็ไม่แสดงออกให้ใครต้องรู้สึกวิตกกังวลหรือลำบากใจแต่อย่างใดเลย เพราะอาศัยความเมตตาเป็นที่ตั้ง จึงอาจกล่าวได้ว่า ปฏิปทาของท่านเป็นดั่งพระโพธิสัตว์หรือหน่อพุทธภูมิ ซึ่งเห็นประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าประโยชน์ส่วนตนดังเช่น พระโพธิสัตว์ หรือหน่อพุทธภูมิอีกท่านหนึ่ง คือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระสุปฏิปันโน สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลวงปู่ดู่ได้สอนให้ลูกศิษย์ให้ความเคารพ เสมือนครูอาจารย์ผู้ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติอีกท่านหนึ่ง

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านได้ตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์ออกนอกวัดตั้งแต่ก่อน ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ดังนั้นทุกคนที่ตั้งใจไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านจะไม่ผิดหวังเลยว่าจะไม่ได้พบท่าน ท่านจะนั่งรับแขกบนพื้นไม้กระดานแข็งๆ หน้ากุฏิของท่านทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บางวันที่ท่านอ่อนเพลีย ท่านจะเอนกายพักผ่อนหน้ากุฏิ แล้วหาอุบายสอนเด็กวัดโดยให้เอาหนังสือธรรมะ มาอ่านให้ท่านฟังไปด้วย

    ข้อวัตรของท่านอีกอย่างหนึ่งก็คือ การฉันอาหารมื้อเดียวซึ่งท่านกระทำมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๐ แต่ภายหลังคือ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เหล่าสานุศิษย์ ได้กราบนิมนต์ให้ท่านฉัน ๒ มื้อ เนื่องจากความชราภาพของท่านประกอบกับต้องรับแขกมากขึ้น ท่านจึงได้ผ่อนปรนตามความเหมาะควรแห่งอัตภาพ ทั้งจะได้เป็นการ โปรดญาติโยมจากที่ไกลๆ ที่ตั้งใจมาทำบุญถวายภัตตาหารแด่ท่าน

    หลวงปู่แม้จะชราภาพมากแล้ว ท่านก็ยังอุตส่าห์นั่งรับแขกที่มาจากทิศต่างๆ วันแล้ววันเล่า ศิษย์ทุกคนก็ตั้งใจมาเพื่อกราบนมัสการท่าน บางคนก็มาเพราะมีปัญหาหนักอกหนักใจแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ จึงมุ่งหน้ามาเพื่อกราบเรียนถามปัญหาเพื่อให้คลายความทุกข์ใจ บางคนมาหาท่านเพื่อต้องการของดีเช่นเครื่อง ราง ของขลัง ซึ่งก็มักได้รับคำตอบจากท่านว่า “ของดีนั้นอยู่ที่ตัวเรา พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี่แหละของดี ”

    บางคนมาหาท่านเพราะได้ยินข่าวเล่าลือถึงคุณความดีศีลาจาริยวัตรของท่านในด้านต่างๆ บางคนมาหาท่านเพื่อขอหวยหวังรวยทางลัดโดยไม่อยากทำงาน แต่อยากได้เงินมากๆ
    บางคนเจ็บไข้ไม่สบายก็มาเพื่อให้ท่านรดน้ำมนต์ เป่าหัวให้ มาขอดอกบัวบูชาพระของท่านเพื่อนำไปต้มดื่มให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานาสารพันปัญหา แล้วแต่ใครจะนำมาเพื่อหวังให้ท่านช่วยตน บางคนไม่เคยเห็นท่านก็อยากมาดูว่าท่านมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร บ้างแค่มาเห็นก็เกิดปีติ สบายอกสบายใจ จนลืมคำถามหรือหมดคำถามไปเลย

    หลายคนเสียสละเวลา เสียค่าใช้จ่ายเดินทางไกลมาเพื่อพบท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงอุตส่าห์นั่งรับแขกอยู่ตลอดวัน โดยไม่ได้พักผ่อนเลย และไม่เว้นแม้ยามป่วยไข้ แม้นายแพทย์ผู้ให้การดูแลท่านอยู่ประจำจะขอร้องท่านอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมตามด้วยเมตตาสงสาร และต้องการให้กำลังใจแก่ญาติโยมทุกคนที่มาพบท่าน…”

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา

    ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

    กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

    1510816909_485_ประวัติหลวงปู่ดู่-พรหมป.jpg

    ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น
     
  20. สายหลวงปู่มั่น

    สายหลวงปู่มั่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กันยายน 2017
    โพสต์:
    16,998
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +125
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ธรรมะ จากเพจ พระอรหันต์
  1. ธรรมะสายหลวงปู่มั่น
    ตอบ:
    7,810
    เปิดดู:
    7,930
  2. phrapuwadon
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    63
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    8
    เปิดดู:
    94
  4. กลอง
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    50
  5. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    412
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...