ประสบการณ์อ.ชุม ไชยคีรี

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย seanelsker, 31 กรกฎาคม 2013.

  1. seanelsker

    seanelsker เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    1,177
    ค่าพลัง:
    +522
    ใครมีประสบการณ์อ.ชุม ไชยคีรี เอามาแชร์กันครับ

    ประวัติ อาจารย์ชุม ไชยคีรี
    อาจารย์ชุม ไชยคีรี เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อสายตรง ท่านสนใจในวิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย เมื่ออายุได้เพียง 5 ขวบ ก็สามารถภาวนาคาถาแค่สองคำ สะกดงูพิษทุกชนิดไม่ให้อ้าปากขบกัดได้เป็นที่น่าอัศจรรย์ แม้สุนัขก็เช่นกัน อาจารย์ชุมได้เรียนวิชาอาคมจากพ่อของท่านตั้งแต่ยังเ ด็กๆ ท่านเรียนวิชาได้เร็ว ทำอะไรก็ขลัง มีความเชี่ยวชาญในวิชาอาคมจนได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้าน เมื่ออาจารย์ชุม อายุได้ 7 ขวบ ก็เคยเอามือปิดปากกระบอกปืนของเพื่อนบิดาที่มาเยี่ยมบ้าน ท่องคาถาเพียง 11 ตัว ยังเป็นเหตุให้ปืนยาวเหล่านั้นถึงแตกระเบิดเมื่อนำไปยิง เกิดมาเพื่อ "เป็น" โดยแท้


    จนอายุครบบวชก็ได้ไปบวชที่วัดไชยมงคลกับพระอาจารย์คง อาจารย์ชุมหลังจากบวชแล้วก็ตั้งใจศึกษาพระธรรม จนต่อมาท่านได้ไปที่พัทลุง ท่านจึงไปขออยู่ร่วมสำนักเขาอ้อ ฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์เอียด วัดดอนศาลา โดยมีท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นผู้รับรองความประพฤติ อาจารย์ชุมได้รวบรวมตำราเขาอ้อที่กระจัดกระจายไปอยู่ ยังที่ต่างๆ ในระหว่างบวชท่านได้รู้จักกับหลวงพ่อคง วัดบ้านสวนและมีความเคารพซึ่งกันและกัน ต่อมาอาจารย์ชุมบวชอยู่ 15 พรรษา ลาสิกขาบทเมื่ออายุ 35 ปี และได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ก็ยังคงติดต่อกับหลวงพ่อคง วัดบ้านสวนอย่างสม่ำเสมอ อาจารย์ชุมมีความใฝ่รู้ในวิชาเวทมนต์คาถายิ่งนัก ครูบาอาจารย์ท่านใดในยุคเก่าก่อนที่ว่าเก่ง อาจารย์ชุม ท่านเป็นต้องไปขอเรียน ขอศึกษาเอาจนได้ และนำสรรพวิชาเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี
    โดยพื้นฐานของจริตนิสัยในแต่ละคน เมื่อจิตใจมีความเมตตาอยู่เป็นนิตย์ ก็มักทำของไปทางมหาเสน่ห์ได้ผลกว่าวิชาอื่นๆ หากจิตใจออกไปทางนักเลง กล้าสู้ กล้าลุย ของที่ทำออกมาจะหนักไปทางคงกระพันชาตรีเป็นส่วนมาก เรียกว่าถนัดอะไรก็เก่งไปอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่อาจารย์ชุม
    อาจารย์ชุม ฆราวาสผู้แตกฉานท่านนี้ เมื่อต้องการให้เป็นทางคงกระพัน ท่านก็สามารถกำหนดจิตได้ทันที ขนาดทดสอบเชือดเนื้อ เถือหนัง พิสูจน์กันเห็นๆ ครั้นจะแสดงทางมหาอุด ก็สั่งศิษย์ลงนั่ง ให้ผู้มีอาวุธปืนทุกชนิด ทดลองยิงข้ามศีรษะได้เลยไม่ออกสักกระบอกเดียว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 สิงหาคม 2013
  2. seanelsker

    seanelsker เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    1,177
    ค่าพลัง:
    +522
    ต้นตระกูล อาจารย์ชุม ไชยคีรี


    ต้นตระกูลไชยคีรีคือ “ขุนไชยคีรี” เป็นนักรบคนสำคัญของเมืองพัทลุงในอดีต ขุนไชยคีรีเป็นศิษย์เขาอ้อที่มีวิชาอาคมขลังมากคนหนึ่ง อาจารย์ชุมเป็นหลานทวดของขุนไชยคีรี เหตุที่ชื่อว่า “ชุม” ก็เพราะว่าท่านเกิดในระหว่างที่พ่อของท่านกำลังร่วมการประชุมผู้หลักผู้ใหญ่ของเขาชัยสน พระอาจารย์คง วัดไชยมงคล ซึ่งมีความสนิมสนมชอบพอกับพ่อของอาจารย์ชุมจึงตั้งชื่อท่านว่า “ชุม”
    อาจารย์ชุม ไชยคีรี พิสูจน์ได้ทุกเวลาทุกสถานที่นี้เอง เป็นเหตุให้อาจารย์ชุมปรากฏชื่อลือชาไปทั่ว ได้รับเชิญไปงานพุทธาภิเษกและสาธิตวิชาต่างๆ ไม่ว่างเว้น แลท่านก็สามารถแสดงจิตตานุภาพให้เป็นที่ตื่นตะลึงมาแล้วหลายต่อหลายพิธี ท่านได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัตถุมงคลของเขาอ้อหลายครั้ง และได้รับการยกย่องว่าเป็นฆราวาสผู้มีอาคมขลังมากผู้หนึ่ง ในบั้นปลายชีวิตของท่านตาม"ประวัติ อาจารย์ชุม ไชยคีรี" ท่านย้ายครอบครัวมาอยู่กรุงเทพ และอยู่มาจนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2525
    เนื่องจากมีผู้สนใจเลยนำมาลงให้อ่านกัน อาจจะอ่านยากหน่อยนะครับเป็นไฟล์รูปเซฟใว้นานแล้วขอขอบคุณเจ้าของไฟล์รูปด้วย ท่านใดต้องการsave เก็บใว้นะครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1220277695.jpg
      1220277695.jpg
      ขนาดไฟล์:
      162.2 KB
      เปิดดู:
      1,286
    • 1220277709.jpg
      1220277709.jpg
      ขนาดไฟล์:
      164.9 KB
      เปิดดู:
      537
    • 1220277728.jpg
      1220277728.jpg
      ขนาดไฟล์:
      194.9 KB
      เปิดดู:
      638
    • 1220277746.jpg
      1220277746.jpg
      ขนาดไฟล์:
      207.8 KB
      เปิดดู:
      698
    • 1220277763.jpg
      1220277763.jpg
      ขนาดไฟล์:
      216.9 KB
      เปิดดู:
      419
    • 1220277778.jpg
      1220277778.jpg
      ขนาดไฟล์:
      202.6 KB
      เปิดดู:
      895
    • 1220277789.jpg
      1220277789.jpg
      ขนาดไฟล์:
      172.3 KB
      เปิดดู:
      367
    • 1220277812.jpg
      1220277812.jpg
      ขนาดไฟล์:
      176.4 KB
      เปิดดู:
      1,162
    • 1220277822.jpg
      1220277822.jpg
      ขนาดไฟล์:
      155.4 KB
      เปิดดู:
      565
  3. seanelsker

    seanelsker เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2013
    โพสต์:
    1,177
    ค่าพลัง:
    +522
    แช่ว่านอาบยา
    พิธีกรรมเสริมความขลังให้หนังเหนียว

    หากจะพูดถึงสำนักตักศิลาในเมืองไทยนับเนื่องมาแต่สมัยโบราณนั้น คิดว่าน่าจะไม่มีสำนักไหนเทียบเท่าได้กับ “วัดเขาอ้อ” เมื่อครั้งกระโน้น วัดแห่งนี้เป็นที่สถิตของพระเกจิอาจารย์ดี ๆ มีชื่อสเยงทางด้านอาคมขลัง วิทยาคมสูงส่งมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาไปจากเจ้าอาวาสเขาอ้อในยุคนั้น จนเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของชุมทางไสยศาสตร์ใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ตั้งอยู่ที่นี่

    วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณที่ผ่านการก่อสร้างมานานหลายชั่วอายุคนจนนับได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพัทลุง โดยตั้งอยู่ที่ริมทางรถไฟก่อนที่จะถึงสถานีรถไฟปากคลองเพียง ๒ กิโลเมตร ขึ้นอยู่ในเขตตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน ซึ่งเป็นอำเภอที่ถือว่าเป็นถิ่นคนดุที่สุดในจังหวัดแห่งนี้ พิธีกรรมต่าง ๆ ตามหลักไสยศาสตร์ของวัดเขาอ้อนั้น ปัจจุบันนี้ได้รับการแพร่หลายออกไปสู่ในจังหวัดใกล้เคียงอย่างทั่วถึงกันเนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเจ้าอาวาสในวัดนั้น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่มาร่ำเรียนวิชาไปจากวัดเขาอ้อทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวัดดอนศาลา, วัดบ้านสวน, วัดประดู่เรียง ซึ่งอยู่ในอำเภอควนขนุน ตลอดไปจนถึงวัดปากสระ และวัดยางในอำเภอเมือง เป็นต้น

    แต่ไม่ว่าวัดใดจะนำเอาวิชาไสยศาสตร์จากที่นี่ไปใช้แม้ว่าจะได้ผลด้วยวิทยาคมขลัง แต่ก็มีพิธีอีกอย่างหนึ่งซึ่งวัดเหล่านั้นไม่สามารถที่จะทำได้ จะต้องใช้สถานที่ในวัดเขาอ้อเท่านั้นทำการบวงสรวงทำพิธีนั่นก็คือ “การอาบว่าน และแช่น้ำยา” เพื่อที่จะสร้างความขลังให้กับผู้ที่เข้าร่วมพิธี ซึ่งศาสตร์แห่งการอาบว่านแช่น้ำยานี้ถือได้ว่าเป็นสุดยอดวิชาวัดเขาอ้ออย่างแท้จริง ผู้ใดที่ได้ลงไปนอนแช่น้ำยา อาบว่านและผ่านการปลุกเสกตามหลักวิชาไสยศาสตร์ของพระอาจารย์ผู้มีกฤติยาคมแกร่งกล้าของวัดเขาอ้อแล้วหากคน ๆ นั้นประพฤติปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของอาจารย์ผู้ทำพิธีให้ก็สามารถเชื่อน้ำยากินได้เลยว่าคน ๆ นั้นจะอยู่ยงคงกระพันชาตรี ฟันแทงไม่เข้าอย่างแน่นอน

    ดังนั้นด้วยเหตุนี้เองวัดเขาอ้อจึงได้มีชื่ออีกอย่างหนึ่งตามคำเรียกขานของชาวบ้านทั่วไปว่า “วัดพระอาจารย์ขลัง” และที่น่าแปลกประหลาดใจยิ่งนั่นก็คือว่า ที่วัดแห่งนี้ล้วนแล้วแต่มีเจ้าอาวาสซึ่งมีชื่อนำหน้าตัวแรกว่า “ทอง” ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์ทองเฒ่า หรือท่านอาจารย์ทองปาน ซึ่งล้วนแล้วแต่ชื่อทองด้วยกันทั้งสิ้นจนต้องกล่าวกันว่า ถ้าหากจะสืบประวัติของท่านอาจารย์แต่ละท่านที่วัดเขาอ้อนั้น ต้องระบุลงไปด้วยว่า ต้องการทราบประวัติของท่านอาจารย์ทองท่านใด เพราะมีหลายทอง จนแม้แต่ท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเองท่านก็ยังยอมรับว่าสับสนเหมือนกัน

    สำหรับพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นในวัดเขาอ้อนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปลุกเสกพระเครื่อง หรือทำพิธีอะไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วพระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมของวัดแห่งนี้มักจะใช้สถานที่ประกอบพิธีกรรมที่มิดชิด และเป็นสถานที่ซึ่งคนธรรมดาไม่กล้าจะเหยียบย่างเข้าไป ดังนั้นบนยอดเขาอ้อเองหรือที่ถ้ำฉัททันต์ด้านหลังของวัดซึ่งติดอยู่ริมเชิงเขานั้น จึงมักได้รับการตกแต่งให้เป็นที่ประกอบพิธีอยู่เสมอ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในถ้ำแห่งนี้ก็คือพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย จำนวน ๑๑ องค์ ที่ประดิษฐานเรียงรายกันไปตามความยาวของผนังถ้ำและมีพระสาวกที่เชื่อกันว่าเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นนั่งพนมมืออยู่อีก ๒ องค์

    ตามหลักสารตราของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ที่มีมาถึงพระยาแก้วโกรพพิชัยบดินทร์ เดชอภัยพิริยะพาหะ เจ้าเมืองพัทลุง เขียนลงวันเสาร์ เดือน ๙ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๑๐๓ (พ.ศ.๒๒๘๔) ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา มีใจความตอนหนึ่งว่า “ด้วยขุนศรีสมบัตินายกองสุราเข้าไปฟ้องว่า ที่วัดเขาอ้อ นี้เป็นวัดสร้างมาก่อนแล้วกลับรกร้างสิ่งก่อสร้าง ชำรุดทรุดโทรมลงคราวหนึ่ง พระมหาอินทร์ มาจากเมืองปัตตานีได้เป็นเจ้าวัด และได้จัดการปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ โดยมีปะขาวขุนแก้วเสานา, ขุนศรีสมบัติ เป็นหัวหน้าฝ่ายคฤหัสถ์ช่วยกันซ่อมแซมพระพุทธรูปภายในถ้ำ ๑๐ องค์ซึ่งปรักหักพังเสร็จแล้วดำเนินการสร้างเสนาสนะอื่น ๆ “

    จึงสามารถสรุปได้ว่า พระพุทธรูปดังกล่าวนั้นสร้างมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนพ.ศ. ๒๒๘๔ แต่ต่อมาเกิดปรักหักพัง จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ และทำให้ได้มีการสร้างพรพุทธรูปสาวกอีกคือ พระพุทธรูป ๑ องค์ ขึ้นมาเพิ่มเติมตามศรัทธาของคนสร้าง ปัจจุบันนี้พระพุทธรูปดังกล่าวนี้ถูกพอกปูนเสียใหม่จนมองดูไม่สวยงามอย่างเช่นแต่ก่อน และที่ตรงกลางถ้ำนั้น ในกาลต่อมา จึงได้มีการสร้างรูปปั้นของท่านอาจารย์ทองเฒ่าอดีตเจ้าอาวาส รูปหนึ่งของวัดเขาอ้อมา ขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปไม้จำหลักปางมารวิชัย ๒ องค์ฝีมือช่างพื้นบ้านสมัยรัตนโกสินทร์

    การที่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าอาวาสของวัดเขาอ้อมักจะเอาสถานที่ในถ้ำฉัททันต์แห่งนี้มาปลุกเสกเครื่องรางของขลังแล้ว นอกจากที่ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่เงียบสงบแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นเสริมอยู่ด้วยนั่นก็คือ ความเชื่อที่ว่าหากได้ปลุกเสกหรือทำพิธีกรรมภายในถ้ำ หรือในโบสถ์ที่มีประตูทางเข้าด้านเดียวนั้น จะทำให้วัตถุมงคลดังกล่าวมีความขลัง มีพลังฤทธานุภาพในทางคงกระพันชาตรี หรือที่เรียกว่ามหาอุตม์นั่นเอง แต่สำหรับการทำพิธีอาบน้ำว่านแช่น้ำยานั้น แปลกและแตกต่างไปจากที่เคยปฏิบัติมา นั่นก็คือพิธีกรรมดังกล่าวนี้ จะจัดให้มีขึ้นที่ไหล่เขา ในราวเดือนเมษายน-ตุลาคมของทุกปี โดยจัดให้มีการก่อสร้างเป็นรูปอ่างน้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือในบางครั้งก็ใช้เรือมาใส่น้ำยาให้คนลงไปนอนแช่ครั้งละประมาณ ๔-๕ คน ซึ่งรางดังกล่าวนั้นเรียกว่า “รางยา”

    เนื่องจากพิธีแช่ยา เป็นพิธีใหญ่มากและทำได้ลำบากด้วย ดังนั้นเครื่องบูชาครูหรือไหว้ครูจึงต้องมีมากเป็นของธรรมดา ซึ่งเครื่องบูชาครูต้องมีได้แก่หัวหมู ๑ หัว บายศรีใหญ่ ยอดบายศรีมีแหวนทองคำหนัก ๑ บาทสวมไว้ หมากพลู ธูปเทียน ดอกไม้ หนังเสือ หนังหมี เครื่องยาหรือว่านที่ต้องใช้ในพิธีมี ๑๐๘ ชนิดแต่ตัวยาหรือพันธุ์ว่านที่สำคัญพอจะทราบได้ดังนี้ คือเจ็ดหมูน (บอระเพ็ด) ชิงช้าชาลีทั้งสองอย่างนี้จะต้องใช้จำนวนมาก ฝอยหย็อย, ฝอยยง, ข่อยชนิดหนาม ๑๐๘ ชนิด, กำลังควายถึก, พระยามือเหล็ก, พระยาดาบหัก, อ้ายต้าน, อ้ายเหนียว, อ้ายหนังนุ้ย, อ้ายหนังใหญ่, โคกกระสุน, อ้ายกลิ้งกลางดง, ดงกลางดอน, ฤาษีสม, กำลังคชสาร, ปราบทวีปฯ ซึ่งต้นว่านเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปตามป่าเขาในจังหวัดพัทลุง

    การประกอบพิธีกรรมแต่ละครั้ง ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นเวลานาน เพราะบางครั้งต้องเสียเวลาในการค้นหาตัวยา ซึ่งอาจจะต้องหาเอง หรือจ้างให้คนอื่นหามห้ก็ได้ และในบางครั้งตัวอาจารย์ผู้ประกอบพิธีต้องลงไปหาเองเพื่อป้องกันความผิดพลาดของเครื่องยา และยาทุกชนิดที่นำมาประกอบพิธีกรรมนั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ผู้ประกอบพิธีเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ในการทำพิธีแช่ยานี้จะใช้เวลาประมาณ ๑๐-๑๕ วัน โดยการแช่ยานั้นทำได้สองทางคือ การแช่ยาดิบ กับการแช่ยาต้ม เจ้าพิธีหรือผู้ประกอบพิธีกรรมจะต้องเป็นอาจารย์ที่เรืองวิทยาคมทางไสยศาสตร์สูงมาก จึงจะประกอบพิธีกรรมได้ขลังและศักดิ์สิทธิ์

    ในการแช่ยาดิบนั้นไม่มีพิธีกรรมที่ยุ่งยากนักคือ นำตัวยาที่ได้มาประเภทต้นว่านซึ่งยังไม่ได้ต้ม เอามาทุบให้ละเอียด และนำไปใส่รางยา หรือเรือที่เตรียมไว้จากนั้นจึงนำน้ำธรรมดาเทใส่ลงไปพอสมควรก็นอนแช่ได้แล้ว พิธีแช่ยาดิบจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักเลงทางไสยศาสตร์มากนักด้วยเกรงว่าจะไม่ขลังเหมือนตัวยาต้ม ส่วนการแช่ยาต้มนั้น ก่อนการแช่ยาสำหรับผู้ที่ไม่บริสุทธิ์จะต้องสะเดาะ หรือทำพิธีเกิดใหม่เสียก่อนเพื่อให้ตัวเองบริสุทธิ์ สิ่งที่นำมาประกอบพิธีคือด้ายขาว ด้ายดำ ด้ายแดง และหญ้าคา นำมาฟั่นเป็นเชือกยาวเท่ากับความสูงของคนที่จะแช่ยาเครื่องบูชาประกอบด้วย ธูปเทียน หมากพลู แล้วนำเข้าพิธีโดยให้ผู้ที่จะสะเดาะใหม่นั่งลงในท่าของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดาและให้อยู่แต่ภายในขอบเขตของเชือกหญ้าคา

    ต่อจากนั้นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางไสยเวทก็จะทำพิธีคลอดให้เมือนอย่างที่ทารกคลอดจากท้องของมารดาทุกประการ และหลังจากนั้นก็นำน้ำพระพุทธมนต์มารดคนที่สะเดาะใหม่ ซึ่งหมายความว่าคน ๆ นั้นได้เกิดใหม่แล้ว มีความบริสุทธิ์ สะอาดทั้งกาย ใจ วาจา หลังจากนั้นจึงให้คนที่จะแช่ว่านอาบว่าน นำว่านทั้งหมดมาตัดเป็นชิ้นเล็ก นำไปต้มส่วนหนึ่ง และใช้แช่ดิบอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะแช่นั้นต้องหาฤกษ์หายามให้ดีเสียก่อน แล้วทำความสะอาดรางยาหรือเรือให้เรียบร้อย วงสายสิญจน์ไปรอบ ๆ เป็นการกำหนดมณฑลพิธี เสร็จแล้วจึงนำตัวยาที่เหลือไปต้ม ใส่ลงในรางยา นำน้ำยาที่ต้มแล้วเทใส่ลงไปต้มหลาย ๆ ครั้ง จนได้น้ำยามากพอสมควรที่ขอบรางยาอาจารย์ผู้ทำพิธีจะลงอักขระ เลขยันต์เอาไว้ เมื่อเครื่องยาครบตามที่ต้องการแล้ว ก็ตั้งเครื่องไว้พระบูชาครู ทำพิธีปลุกเสก

    ในขณะที่ปลุกเสกนั้น อาจารย์ก้จะตบมือลงไปที่รางยาเรื่อย ๆ และผู้ที่จะแช่ยาก็จะต้องนุ่งห่มผ้าขาวผืนเดียว ประนมมืออยู่ใกล้ ๆ กับอาจารย์ จนเมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมปลุกเสกครบ ๑๐๘ คาบแล้ว พระภิกษุสงฆ์ก็จะเจริญพระพุทธมนต์บนปากรางยาเมื่อเสร็จแล้วอาจารย์ก็จะลงอักขระที่ฝ่ามือฝ่าเท้า และศีรษะของคนที่จะแช่ยาให้พร้อมกับสอนคาถาเวลาลง กับเวลาขึ้นรางยา ในการลงรางยาแต่ละครั้งนั้นจะต้องเลือกเอาคนที่มีกำลังวันมากกว่าคนอื่น ลงก่อนโดยแบ่งเป็นกำลังตามวันเกิดดังนี้ คือ วันอาทิตย์ กำลัง ๖ วันจันทร์ กำลัง ๑๕ วันอังคาร กำลัง ๘ วันพุธ กำลัง ๑๗ วันพฤหัสบดี กำลัง ๑๙วันศุกร์ กำลัง ๒๑ วันเสาร์ กำลัง ๑๐ สำหรับการลงรางยานั้นจะลงรางละกี่คนก็ได้ แล้วแต่ขนาดความจุของรางยา ซึ่งส่วนมากไม่เกิน ๕ คน โดยอาจารย์จะนำหนังหมีครอบศีรษะให้ศิษย์ และใช้เท้าเหยียบเหล็กกล้าที่วางอยู่บนหนังเสือพร้อมกับจับมือของผุ้ที่แช่ยา ส่งลงรางครั้งละ ๑ คน จนครบตากจำนวนที่ต้องการ

    หลังจากนั้นทุกคนก็จะต้องนอนลงแช่น้ำยาให้ท่วมอก ศีรษะอยู่เหนือน้ำยาและห้ามไม่ให้น้ำยาเข้าหู เข้าตา เพราะอาจทำให้หูหนวก ตาบอดได้ ผู้แช่ยาจึงจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นอันมาก แม้จะพูดคุยกันก็ไม่ใด้เช่นกันเพราะผู้ที่แช่ยานั้นจะต้องนอนแช่ยาไป ภาวนาคาบไป ซึ่งคาถาที่ใช้ท่องในการแช่ยานั้นมีใจความว่าดังนี้ “เพ็ดชะคง ๆ มะอึกเพ็ดชะด้าน ๆ มะอึก มะอะอุ” ตลอดเวลาที่นอนแช่ยาอยู่นั้นผู้ที่แช่ยาจะต้องใช้ความอดทนอย่างสูงสุด ที่จะไม่ให้เสียสมาธิและทนไม่ได้ในการแช่เพราะบอระเพ็ดหรือเจ็ดหมูนตามคำเรียกขานของชาวใต้นั้นจะขมมาก แม้ว่าจะเพียงแค่นอนแช่ไม่ได้กินเข้าไปแต่กลิ่นและความขม ก็จะซึมซาบเข้าไปในจมูก, ปาก, ลำคอ จนแทบไม่ไหวเอาทีเดียว ในช่วงที่ต้องการแช่ยานั้น การรับประทานอาหารของผู้ที่แช่ยาแต่ละคนนั้นจะต้องกินอาหารภายในเขตมณฑลพิธีเท่านั้นโดยมีญาตินำอาหารมาให้ แต่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างเด็ดขาดแม้จะรับของจากมือผู้หญิงก็ไม่ได้ และการถ่ายหนัก ถ่ายเบานั้น ก็ทำได้แต่ภายในเขตพิธีเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาทั้ง ๑๕ วันนี้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดขึ้นมา และในทุกเช้าก็จะมีพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ให้

    ในการแช่ยาแต่ละครั้ง ผู้ที่ต้องการความขลังนี้จะต้องแช่ยาอย่างน้อย ๓ วัน หรือวันเดียวก็ได้ แล้วแต่ความอดทนของแต่ละคน ซึ่งอย่างมากไม่เกิน ๗ วัน และคน ๆ นึ่งนั้นจะแช่ได้ไม่เกิน ๗ ครั้ง เมื่อถึงกำหนดที่จะต้องขึ้นจากรางยา อาจารย์ผู้ชำนาญเวทก็จะนำขึ้นครั้งละ ๑ คนจนหมด จากนั้นก็นำธูปเทียน ดอกไม้ หมากพลู ผลไม้ต่าง ๆ ทำพิธีบูชาครูอีกครั้งหนึ่งจึงเป็นอันเสร็จพิธีโดยสมบูรณ์ สำหรับคุณค่าของการแช่ว่านอาบยานี้เชื่อกันว่า ทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรีมาก มีตบะเชาแก่กล้าสามารถแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวงได้ น่าเสียดายที่ทุกวันนี้พิธีแช่ว่านอาบยาที่วัดเขาอ้อนั้นได้เสื่อมสูญหายไปตามกาลเวลาผ่านไป คนในสมัยใหม่ไม่เชื่อถือในเรื่องเหล่านี้และมองข้ามไม่เห็นความสำคัญในพิธีดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ในอดีตนั้นคนที่ผ่านพิธีการนี้สามารถแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นแก่สายตามาแล้วว่า ตนเองนั้นอยู่ยงคงกระพันได้จริง ๆ ถ้าหากว่าประพฤติตนเหมาะสมเคร่งครัดตามคำสั่งของอาจารย์ผู้ประกอบพิธี

    แต่ถ้าหากผู้ใดกระทำความผิดไปจากคำสั่งสอนนั้นก็จะทำให้เสื่อมความขลังได้ทันทีเช่นกัน อย่างเช่นเมื่อครั้งหนึ่งในสมัยที่บิดาของผู้เขียนยังเป็นหนุ่มฉกรรจ์อยู่ท่านเองก็เป็นคนที่นิยมชมชอบในเรื่องความขลังนี้เช่นกัน ในครั้งนั้นท่านเล่าว่าให้ฟังว่าในจำนวนบรรดาลูกศิษย์วัดเขาอ้อที่เป็นฆราวาสผ่านการอาบว่านแช่ยา และผ่านการปลุกเสกต่าง ๆ จากท่านอาจารย์ทองเฒ่านั้นถ้าหากจะพูดถึงความเหนียวของการอยู่ยงคงกระพันแล้วก็ไม่มีใครเกินนายพลัดบ้านประดู่เรียงไปได้อีกแล้ว เล่ากันว่านายพลัดผู้นี้เป็นศิษย์ที่ท่านอาจารย์ทองเฒ่าโปรดปรานมาก ท่านให้ความเอ็นดู เมตตาเป็นพิเศษถ่ายทอดวิชาอาคมต่าง ๆ ให้มากมายโดยไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เพื่อหวังที่จะให้นายพลัดเป็นผู้สืบวิชาต่อไปในสายฆราวาส ทำให้นายพลัดมีความคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า

    แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งพักผ่อนอยู่บนบ้านนั่นเองก็ได้มีพวกโจรบุกขึ้นปล้นบ้าน ทำการต่อสู้กันอยู่นาน ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายนายพลัดได้พวกโจรจึงได้กำลังใจเสีย พากันล่าถอยไป แต่ในขณะเดียวกัน นายพลัดซึ่งถือว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในบ้านประดู่เรียงไม่เคยมีใครมากล้าตอแยเช่นนี้ เนื่องจากเคยมีคนเห็นความขลังของตนจนเข็ดขยาดมาหมดแล้ว ก็เกิดความโมโหโกรธาขึ้นมาสุดตัวที่เห็นพวกโจรเหล่านั้นบังอาจมาลูบคมจนถึงบ้านเหมือนจะลบเหลี่ยมตน จึงได้ตะโกนด่าพ่อล่อแม่ตามหลังพวกโจรที่ล่าถอยไป ลูกผู้ชายนั้นฆ่าได้ แต่หยามกันไม่ได้อยู่แล้ว พวกโจรเมื่อถูกด่าก็เกิดความโกรธขึ้นมา คิดว่ายังไงเสียก็ต้องฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ก็ต้องสู้กันอีกยก เพื่อศักดิ์ศรีของตนเองจึงได้ย้อนกลับขึ้นมาบนเรือนอีกหน

    ในหนนี้นายพลัดเสียทีด่าคำผรุสวาทที่ตนเองลั่นออกไปนั้น ทำให้ความขลังที่มีอยู่ในตนเสื่อมไปอย่างน่าเสียดาย ไม่มีใครเชื่อ แม้แต่ท่านอาจารย์ทองเฒ่า เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อผู้เป็นอาจารย์ก็ยังไม่เชื่อว่าศิษย์รักที่มีความเหนียวเป็นหนึ่งในแดนตะลุงจะมาพลาดท่าเสียทีถูกฆ่าตายอย่างง่ายดายเช่นนั้น ท่านเดินทางมาดูด้วยตนเอง ถึงจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง ซึ่งนี่ก็นับได้ว่าเป็นกฤตยาคมที่แกร่งกล้าของเวทวิทยาคมแห่งวัดเขาอ้อที่แท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่นับได้ว่า น่าเสียดายอย่างยิ่งที่พิธีการดังกล่าวนี้ในปัจจุบันไม่มีใครสนใจ หรือคิดประกอบพิธีขึ้นมาอีก ปล่อยทิ้งรางอาบว่านแช่ยา ให้รกร้างว่างเปล่าอยู่บนไหล่เขา ที่วัดเขาอ้อ และปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา

    แต่ตำนานที่ยิ่งใหญ่ในอดีตของวัดแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะลบเลือนไปใม่ เพราะในทุกวันนี้แม้จะไม่มีการประกอบพิธีที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นในอดีตอีกแล้ว แต่ของดีที่วัดเขาอ้อยังมีอยู่และมีผู้ที่มีจิตศรัทธาเดินทางไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดแห่งนี้ ไม่มีขาดสายทุกวัน.........
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. LordTartarus

    LordTartarus เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    620
    ค่าพลัง:
    +1,481
    กราบอาจารย์ชุม ไชยคีรี

    นับถือท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกท่านนึงเลยครับ
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ประสบการณ์อ ชุม ไชยคีรี
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    696
  2. วชิรวงศ์
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    185
  3. keung
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    79
  4. nilawan
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    65
  5. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    65

แชร์หน้านี้

Loading...