เรื่องเด่น ผู้ต้องการกราบไหว้เศร้า!"วัดศีรษะทอง"รับมติ ของมหาเถรสมาคม!!นำจีวรผืนยักษ์คลุมองค์พระราหูไม่มีกำหนด!

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย พุทธศาสนิกชนไทย, 9 ตุลาคม 2017.

  1. พุทธศาสนิกชนไทย

    พุทธศาสนิกชนไทย Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    179
    กระทู้เรื่องเด่น:
    153
    ค่าพลัง:
    +810
    ประชาชน ผู้ต้องการกราบไหว้...แสนเศร้า !!! "วัดศีรษะทอง" น้อมรับมติ ของมหาเถรสมาคม !!! นำจีวรผืนยักษ์คลุมองค์พระราหู...ไม่มีกำหนด !!!
    EyWwB5WU57MYnKOuFZiIeRs7czmZdSO0ZR0fQOCnXdrqjIcrrnf6SU.jpg

    พระราหู องค์เทพผู้มีฤทธิ์มาก เป็นอมตะ และไม่มีวันตาย หนึ่งในเทพไม่กี่องค์ที่สำเร็จจนเป็น พระอรหันต์ นับเป็นพระโพธิสัตว์ที่คนไทยรู้จักมาแสนนาน มีตำนานกล่าวถึง พระราหู ทั้งของพราหมณ์และฮินดู ได้เผยแผ่เข้ามาถึงเมืองไทยเมื่อครั้งอดีตกาล

    การนับถือบูชา พระราหู ที่หวังผลในเรื่องป้องกันเคราะห์ร้าย ดวงชะตาตก รวมถึงเชื่อถือในทางเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทอง บริบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร ไม่มีอดอยากและยากจน เป็นที่รู้จักและร่ำลือคุณวิเศษในการบูชา พระราหู ซึ่งจัดเป็น เครื่องรางของขลัง เป็นที่นิยมในการเสาะหาบูชามากที่สุด ต้องยกให้ พระราหู ของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังยุคเก่า แห่ง จ.นครปฐม ร่ำลือในด้านพุทธคุณ มีประสบการณ์เป็นที่อัศจรรย์ จนได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน ชุดเบญจภาคีเครื่องรางของขลัง และนับว่าเป็นที่ต้องการ มีความนิยมในการเสาะหามากที่สุดชนิดหนึ่ง
    %E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A20172.jpg

    -ข่าวสุดใจหาย วัดศีรษะทอง

    แต่ด้วยเนื่องจาก มหาเถรสมาคม มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะทั่วทุกเขตใน กทม. และวัดทั่วประเทศไทย กำชับเกี่ยวกับการห้ามติดแผ่นป้ายการโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเทวรูปในสถานที่ต่างๆภายในวัด เพื่อเป็นการป้องกันกลุ่มบุคคลที่ใช้ความเชื่อทางศาสนามาแสวงหาผลประโยชน์ แอบอ้าง รวมทั้งอวดอ้างอิทธิฤทธิ์ ในการจัดสร้างพระบูชา วัตถุมงคล และเทวรูปทางสื่อต่างๆโดยไม่คำนึงถึงคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา

    เมื่อวันที่ ๗ ต.ค. ๖๐ เป็นวันที่ทำให้พุทธศาสนิกชนที่ตั้งใจมากราบไหว้พระราหูที่วัดศีรษะทอง ต้องเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทางวัดศีรษะทอง ได้นำผ้าจีวรขนาดใหญ่มาปิดคลุมองค์พระราหูศีรษะทอง เนื่องจากเป็นการขานรับนโยบายของมติมหาเถรสมาคม และของแก้บนต่างๆที่ทางวัดเตรียมไว้ได้ถูกยกเลิกจนหมดสิ้น โดยทางวัดเผยเพียงว่า ต้องหยุดทุกอย่างเป็นการชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนด ขณะนี้ได้เตรียมตัวสนองนโยบายของมติสงฆ์ ส่วนพระราหูที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาแปดเหลี่ยมนั้น จะวางแผนเตรียมให้ช่างมาวัดโครงเหล็ก เพื่อเตรียมทำกระจกสีเข้มมาปิดคลุมเพื่อความเหมาะสมต่อไป
    22141050_1413595142092464_639528529776952954_n.jpg
    22228302_1413595162092462_4106815544878377112_n.jpg
    46628660.jpg

    -ความเป็นมาของ วัดศีรษะทอง

    วัดศีรษะทอง เดิมชื่อ วัดหัวทอง สร้างขึ้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น ตามพระราชกิจจานุเบกษาประกาศตั้งวัดเมื่อ ปีพุทธศักราช ๒๓๕๘ ขอวิสุงคามสีมา ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๐๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ ๑ นั้นได้ อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานครและได้อพยพชาวเวียงจันทน์มาตั้งหลักแหล่งอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่นริมแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรี) ฝั่งตะวันตก ที่วัดกลางคูเวียงที่คลองบ้านกล้วย อีกกลุ่มหนึ่งมาปักหลักเลยแม่น้ำท่าจีนออกไปบริเวณตำบลห้วยตะโกปัจจุบันและได้ตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นเรียกว่าหมู่บ้านหัวทอง เนื่องจากขุดพบเศียรพระเป็นทอง ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่ออยู่เป็นชุมชนใหญ่จึงได้คิดสร้างวัดขึ้น และเกิดเป็น วัดหัวทอง และเปลี่ยนเป็น วัดศีรษะทอง ในปัจจุบัน
    20150810-0004029.jpg

    -ประวัติหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง

    หลวงพ่อน้อย เกิดที่ตำบลศีรษะทอง เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๔๓๕ บิดาชื่อ "นายมา นาวารัตน์" มารดาชื่อ "นางมี นาวารัตน์" หลวงพ่อน้อยเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนบุตรทั้งหมด ๕ คน บิดาของหลวงพ่อน้อยเป็นแพทย์แผนโบราณและยังเชี่ยวชาญวิชาไสยศาสตร์ จนชาวบ้านละแวกนั้นต่างพากันเรียกท่านว่า "พ่อหมอ" และมีเรื่องราวกล่าวขานว่าท่านเคยสู้กับนักเลงต่างถิ่น แต่ศาสตราวุธต่างๆ ก็ไม่อาจทำอันตรายท่านได้

    สมัยหลวงพ่อน้อยยังเป็นฆราวาส ว่ากันว่าท่านเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยบิดามารดาทำงาน พอว่างจากงานก็ศึกษาอักขระเลขยันต์คาถาอาคม ตลอดจนตำรับยาจากบิดาจนเชี่ยวชาญ เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระอาจารย์ยิ้ว เจ้าอาวาสวัดแค เป็นพระอุปัชฌาย์ พระภิกษุมุน วัดกลางคูเวียง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "คันธโชโต" ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดแคระยะหนึ่งจากนั้นจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดศีรษะทอง ซึ่งขณะนั้น "หลวงพ่อลี" ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และท่านได้มีโอกาสศึกษาวิชาต่างๆ เช่น วิชาสร้างวัวธนู และราหูอมจันทร์ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัย หลวงพ่อไต เป็นเจ้าอาวาสวัดศีรษะทอง

    %B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.jpg

    -การสร้างพระราหูหลวงพ่อน้อย

    หลวงพ่อน้อยจะให้ลูกศิษย์หา กะลามะพร้าวตาเดียว (โดยปกติกะลามะพร้าวจะมีสองตา หนึ่งปาก) แล้วนำมาแกะเป็นรูปพระราหูอมพระอาทิตย์ และพระราหูอมจันทร์ ซึ่งวิธีการสร้างนั้นก็มีขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่ง คือนอกจากต้องใช้กะลาตาเดียวแล้ว ยังต้องลงในฤกษ์สุริยคราสและจันทรคราส แถมต้องจัดแต่งเครื่องบวงสรวงครูบาอาจารย์ และต้องชำระกายให้สะอาดอีกด้วย จากนั้นจึงค่อยลงยันต์ "สุริยประภา" และยันต์ "จันทรประภา" ฤกษ์ในการลงนั้น หากเป็นยันต์สุริยประภาต้องลงในเวลาเกิดสุริยคราส และยันต์จันทรประภาต้องลงเวลาเกิดจันทรคราสเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ปีหนึ่งๆ เกิดขึ้นเพียงครั้งหรือสองครั้ง และบางปีก็ไม่เกิดเลย ยิ่งสุริยคราสด้วยแล้วหลายปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง
    EyWwB5WU57MYnKOuFZiIeRs7czmZdSO0ZR0fQOCnXdrqjIcrrnf6SU.jpg

    -กำเนิดพระราหู


    การกำเนิดของพระราหูมีสองตำนาน คือ

    ๑. พระศิวะสร้างพระราหูขึ้นมาจากหัวกะโหลก ๑๒ หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอมฤต เสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดงมีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ ๑ (ย ร ล ว)
    ๒. พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค

    พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร

    ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีกสององค์ คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้งสองคน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว เมื่อทั้ง3พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)
    art_420770.jpg

    -สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน


    มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและอสูรทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระวิษณุ พระวิษณุทรงทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งล่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ ๙ แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ ก็คือ พระเกตุ

    จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ

    -อสุรินทราหู พระราหูที่ต่อไปจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า

    ในพระไตรปิฏกเล่าว่า พระราหูนั้นเคยคิดเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่ดำริในใจว่าตนเองนั้นร่างกายใหญ่โต ไฉนเลยจะเข้าไปกราบพระพุทธองค์ได้ พระพุทธองค์สามารถรู้ถึงความคิดของพระราหูทุกประการ ได้เนรมิตร่างกายตนให้ใหญ่กว่าพระราหูหลายร้อยหลายพันเท่า อยู่ในกิริยานอนประทับปางไสยยาสน์ เมื่อราหูมาถึงที่ประทับยังนึกในใจอยู่ว่าพระองค์คงร่างเล็กนิดเดียว ก้มลงมองหาเท่าไหรก็ไม่พบ จนท้อใจคิดจะกลับอยู่แล้วจึงได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าตรัสทัก เมื่อมองขึ้นไปจึงพบว่าร่างกายของพระพุทธเจ้าใหญ่โตยิ่งกว่าตนมากมายนัก ทั้งประทับนอนสีหไสยยาสน์ พระราหูจึงเกิดความเกรงในพระพุทธบารมี

    นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังได้แสดงปาฏิหาริย์พาอสุรินทราหูขึ้นไป ณ พรหมโลก บรรดาพรหมทั้งหลายที่พากันมาเข้าเฝ้า ล้วนมีร่างกายเล็กกว่าพระพุทธองค์ และต่างพากันเบิ่งตามองอสุรินทราหูเหมือนประหนึ่งมนุษย์จ้องมองมดปลวกตัวเล็ก ๆ แล้วกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญได้พาตัวอะไรมาด้วยหรือพระเจ้าข้า” อสุรินทราหูบังเกิดความกลัวต้องหลบอยู่หลังพระบรมศาสดา นับตั้งแต่นั้นมาก็ลดมานะทิฏฐิเลิกหลงทะนงอวดตัว หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ ไปตลอดชีวิต แล้วจึงกราบทูลลากลับไปยังพิภพ และถือว่าพระรูปปางสีหไสยยาสน์นั้นเป็นปางปราบอสุรินทร์ราหู ผู้ที่มีราหูเข้าแทรกในดวง ได้บูชาพระพุทธรูปปางนึ้จะดีกับตนเองยิ่งนัก

    ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ยังได้กล่าวถึงบุพกรรมแต่หนหลังของพระราหูว่า เคยตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งการบำเพ็ญบารมีของพระราหูทุกภพชาติที่ผ่านมานั้นก็เพื่อพระโพธิญาณนี้และจะสำเร็จแน่นอนในอนาคตกาล พระราหูจะสำเร็จเป็นพระโพธิญาณ หรือ บรรลุเป็นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้พระราหูปลาบปลื้ม พระราหูมีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ยิ่งๆขึ้น และตั้งใจบำเพ็ญเพียรทางพระโพธิญาณให้มากยิ่งๆขึ้น ทั้งพระไตรปิฎกล่าวว่า พระราหูจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านามว่า พระนารทพุทธเจ้า นับเป็นองค์ที่ห้าถัดจากพระศรีอารยเมตไตรพุทธเจ้า จากคติดังกล่าวนี้จึงถือว่าพระราหูนั้นมีฐานะเป็นพระโพธิสัตว์ และเป็นหน่อเนื้อพระพุทธางกูรแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นที่น่าเคารพกราบไหว้ของชาวพุทธเรา การกราบไหว้พระโพธิสัตว์นันเป็นคตินิยมอยู่แล้วของมหายาน แต่ฝ่ายหินยานหรือในบ้านเรานั่นรู้จัดเรื่องพระโพธิสัตว์น้อย พระโพธิสัตว์นั้นบางครั้งมีรูปกายสวยงาม บางครั้งในรูปกายน่ากลัว และสามารถบังเกิดในภพภูมิใดก็ได้ อย่างพระราหูเป็นพระโพธิสัตว์ที่รูปกายน่ากลัว และเป็นพระโพธิสัตว์ที่เกิดขึ้นในแดนอสูร ทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนา ให้พรคนดี ย่ำยีคนชั่ว บำเพ็ญบารมีสร้างภพชาติเพื่อสืบพระพุทธวงศ์มิให้สิ้นสูญ โปรดสรรพสัตว์ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อันเป็นมหาบารมีมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ สมควรที่จะได้รับการกราบไหว้บูชาเช่นเทพยเจ้าองค์อื่นๆ
    105_1(1).jpg

    อ้างอิงข้อมูลจาก - today.line.me , th.wikipedia.org , Facebook วัดศีรษะทอง
    --------------------
    http://www.phenkhao.com/contents/ax/10109
     

แชร์หน้านี้

Loading...