เรื่องเด่น พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 5 ตุลาคม 2017.

  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,038
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    .jpg

    วันนี้วันพระตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (๑๑) ปีระกา

    ขอให้ทุกท่านมีความสุขในธรรม

    เรื่อง..พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา

    วันนี้ วันทำบุญตักบาตรเทโวฯ โดยประเพณีถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ คือเป็นวันที่องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงสเทวโลก ลงมาที่ประตู เมืองสังกัสนคร เพลานั้นองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนวันเข้าพรรษาสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ ที่ เมืองสาวัตถี ซึ่งมี พระเจ้าปเสนทิโกศล บรมกษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภ์ ในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ แล้ว ปรากฏว่าเวลานั้นเป็นเวลาพรรษาที่ ๗ แห่งการบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดามาระลึกถึงพระพุทธมารดา คือ “ท่านสิริมหามายาราชเทวี”

    ในเมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติแล้วได้ ๗ วัน ท่านก็สวรรคต ปรากฏว่าตายจากความเป็นคน ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ในฐานะที่เป็นพุทธมารดา แต่ว่าการเกิดในสถานที่นั้นมิได้เป็นผู้หญิง เป็นเทพบุตรคือเป็นผู้ชาย เพราะขึ้นชื่อว่าครรภ์ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดแล้ว ครรภ์ของสตรีผู้นั้นไม่ควรที่จะมีบุคคลอื่นใดเข้ามาเกิดผสมได้ เหตุฉะนั้นเมื่อคลอดองค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว ๗ วัน จึงได้เสด็จสวรรคตตามบุญบารมี

    องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงมี ความกตัญญูกตเวที เป็นเหตุ เหตุฉะนั้นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์จึงได้คิดถึงคุณพระมารดาเป็นสำคัญ คิดว่าจะสนองคุณพระมารดานี้นั้นได้ต้องอาศัยเสด็จไปดาวดึงสเทวโลก แสดงพระสัทธรรมเทศนาสนองคุณพระมารดา

    ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ยมกปาฏิหาริย์ แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์พิเศษ คือก้าวจากที่นั้นไปยอดภูเขา ยุคันธร แล้วองค์สมเด็จพระชินวรก้าวอีกครั้งหนึ่ง ขึ้นไปยอดเขา พระสุเมรุ

    ในตอนนี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อขึ้นไปแล้ว ปรากฏว่า ท้าวโกสีย์สักกเทวราช คือพระอินทร์ได้ทราบข่าวว่า องค์สมเด็จพระมหามุนินทร์เสด็จมา จึงได้พาเทวดาทั้งหลายมาต้อนรับองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา และก็ทูลเชิญสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประทับอยู่ที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์

    ความจริง บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ นี้มีความยาว ๖๐ โยชน์ มีความกว้าง ๓๐ โยชน์ของมนุษย์ เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไป พระอินทร์ก็คิดในใจว่า องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเป็นมนุษย์นี่ตัวเล็กนัก ถ้าทรงเสด็จประทับอยู่ที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ก็จะมีภาพคล้ายๆ กับแมลงตัวเล็กๆ นั่งหรือจับอยู่บนเตียงนอนของบุคคลธรรมดา พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของพระอินทร์ดังนั้นแล้วไซร้

    สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงได้ทรงโยนผ้าสังฆาฏิที่พาดบ่า สังฆาฏิคลุม บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ พอดี แล้วองค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ทรงประทับนั่งพระวรกายของพระองค์ใหญ่พอดิบพอดีกับ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นเหตุให้ ท้าวโกสีย์สักกเทวราช ทรงมีความแปลกพระทัยว่า องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดานี้มีพระพุทธปาฏิหาริย์เป็นเลิศ ประเสริฐกว่าบุคคลผู้ใด แต่ก็มิได้กล่าวอะไรเพราะว่าเห็นเป็นของอัศจรรย์

    ในขณะที่องค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จประทับอยู่ที่นั้น พระองค์จึงได้มีพระพุทธฎีกากล่าวกับ ท้าวโกสีย์สักกเทวราช คือพระอินทร์ว่า

    “เทวราชะ! ดูก่อนเทวดาผู้ประเสริฐ การมาของตถาคตในคราวนี้ มีความต้องการจะแสดง ความกตัญญูกตเวที สนองคุณความดีของพระมารดาที่ให้ชีวิตมา ฉะนั้นขอเชิญ ท้าวโกสีย์สักกเทวราช โปรดกรุณาไปตามพระพุทธมารดา จากสวรรค์ชั้นดุสิตมาด้วย ช่วยให้มารับ ความกตัญญูกตเวที”

    ครั้น ท้าวโกสีย์สักกเทวราช คือพระอินทร์ ได้รับพระพุทธบัญชาแล้วก็เสด็จไปชั้นดุสิตเทวโลก เชิญพระพุทธมารดาเสด็จเข้ามา เมื่อพระพุทธมารดาเสด็จมาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วจึงได้มีพระพุทธฎีกากล่าวว่า

    “อามะ! ข้าแต่แม่เจ้าผู้เจริญ บัดนี้ตถาคตมีความประสงค์จะใช้หนี้ข้าวก้อน และนํ้านมที่ให้ชีวิตมา ขอพระมารดาจงตั้งใจสดับพระสัทธรรมเทศนา”

    ในตอนนั้นและขณะที่จะแสดงพระสัทธรรมเทศนา องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมาดำริว่า ไตรปิฎกทั้ง ๓ ประการ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก

    คำว่า “ปิฎก” ก็คือ หมวดคำสอนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท

    สมเด็จพระทรงสวัสดิ์มาพิจารณาว่า ถ้าเราจะแสดง พระวินัยปิฎก ก็ดี พระสุตตันตปิฎก ก็ดี คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ไม่คู่ควรกับคุณของมารดา แต่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงพิจารณาว่า สำหรับ พระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นธรรมะสูงสุดนี่เป็นการคู่ควรอย่างยิ่ง และต่อจากนั้นไปองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาก็ทรงแสดง พระอภิธรรมปิฎก

    สำหรับ พระอภิธรรมปิฎก นี้ เขาบรรยายกันไว้มากมาย แต่เนื้อแท้จริงๆ มีเนื้อความจริงๆ โดยย่อเป็น มาติกา อยู่ ๓ ประการเท่านั้น ได้แก่

    กุสลา ธัมมา
    อกุสลา ธัมมา
    อัพยากตา ธัมมา

    กุสลา ธัมมา ได้แก่ธรรมที่เป็นกุศลที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทำแล้วในวันนี้ เป็นการบูชาพระรัตนตรัยก็ดี ถวายทานแก่บรรดาภิกษุสงฆ์ก็ดี สมาทานศีลก็ดี สดับรับรสพุทธพจน์เทศนา เป็นคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี อย่างนี้องค์สมเด็จพระพระชินสีห์ตรัสว่าเป็น กุสลา ธัมมา คือสร้างธรรมที่เป็นกุศล

    สำหรับ อกุสลา ธัมมา นั้น องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาทรงหมายว่า ธรรมที่เป็นอกุศลคือความชั่ว ทำตัวให้ตกอยู่ในอำนาจของอกุศลกรรม มีการไม่เคารพในศีล ๕ เป็นต้น

    สำหรับ อัพยากตา ธัมมา นั้น เป็นธรรมที่เป็นมหากุศล คือทำใจของตนให้เป็น อัพยากฤต ตั้งจิตเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์

    คือมีอารมณ์คิดเห็นว่า กามฉันทะ คือนิวรณ์ ๕ ได้แก่ กามฉันทะ มีรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส อันจะเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นสัตว์ก็ดี เป็นวัตถุธาตุก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็น “อนิจจัง” หาความเที่ยงมิได้ และก็ถ้าจิตใจของเราไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะทรงอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย เมื่อมันเคลื่อนไปใจก็เป็นทุกข์ หาความสุขมิได้

    ฉะนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงให้ปลดใจเรื่องนี้เสีย คิดเห็นว่าเป็นของธรรมดาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่เกิดมานี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แม้แต่ร่างกายของเราเองก็เป็นสำคัญ มีความเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความแก่ไปได้ ทำใจให้มีความรู้สึกอย่างนี้เป็นปกติ เมื่อความแก่เข้ามาถึง อารมณ์ใจของเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะจิตมันมีความรู้สึกอยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้

    ข้อที่ ๒ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาตรัสว่า เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วทรงชีวิตอยู่ สมเด็จพระบรมครูก็กล่าวว่า ร่างกายเป็น”โรคนิทธัง” มันเป็นรังของโรค เราจะมีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความป่วยไข้ไปได้ ทำใจรับสถานการณ์ไว้เป็นปกติ ในเมื่อความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้น ความทุกข์ใจมันก็ไม่มี ถือว่าอาการอย่างนี้เป็นปกติธรรมดาของคนและสัตว์ ที่เกิดมาจะต้องรับเสมอไป ในเมื่อจิตใจยอมรับแล้วมันก็มีความสุข

    ในที่สุดทรงกล่าวว่า เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วป่วยแล้ว ก็มีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถจะล่วงพ้นความตายไปได้ คิดเสมอไว้ว่าเราจะต้องตาย เมื่อความตายจะเข้ามาถึง จิตใจก็ไม่กระสับกระส่าย ใจเป็นสุขเพราะถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

    ประการที่ ๔ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจตามปกติเป็นธรรมดา นี่หมายความว่าเราจะตายหรือเรายังไม่ตายก็ตามที คนที่เรารัก สัตว์ที่เรารัก วัตถุธาตุที่เรารัก ในเมื่อมันมีสภาพเป็น “อนิจจัง” และก็มีสภาพเป็น “อนัตตา” คือไม่เที่ยง แล้วก็สลายตัวไป อาการอย่างนี้ปรากฏขึ้นมาเมื่อไร เราทราบอยู่แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่าให้ยอมรับนับถือในเรื่องนี้ จิตใจของเราก็เป็นสุข เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวต่อไปว่า

    “เรามีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ถ้าเรากลัวความทุกข์เราก็ทำแต่ความดี”

    สำหรับในเรื่องของ พระอภิธรรม นี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสหัวข้อไว้ ๔ ประการคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน หมายความว่า องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้บรรดาท่านพุทธบริษัทรักษากำลังใจเป็นสำคัญ ถ้าใจของเรานี้นั้นไม่หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ และใจของเราไม่หมกมุ่นอยู่ในความโลภ ละโมบอยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นที่เขาไม่ให้มาเป็นของตน อารมณ์จิตน้อมไปด้วยกุศล กล่าวคือมีความเมตตาปรานีแทน โทสะ ที่มันเข้ามาสิงใจ

    และประการสุดท้าย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดากล่าวว่า “เรามีอุเบกขารมณ์ หมายความว่ามีอาการวางเฉยทุกอย่างในสภาวะของโลก” ร่างกายมันจะแก่ก็เชิญแก่ ร่างกายมันจะป่วยก็เชิญป่วย ร่างกายมันจะตายก็เชิญตาย สิ่งที่เรารักเราชอบใจ มันจะพลัดพรากจากไปแต่จิตใจของเราก็ปกติ อย่างนี้องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่าบุคคลผู้นั้นทำใจได้อย่างนี้ ย่อมเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน อันนี้เป็นใจความที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์โปรดพระพุทธมารดา สวัสดี*

    ภาพโดย คุณสุพัฒน์
    โพสต์โดย Achaya

    ที่มา มูลนิธิหลวงพ่อปาน-พระมหาวีระ ถาวโร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 6 ตุลาคม 2017
  2. ไห่เฉากุหลาบไฟ

    ไห่เฉากุหลาบไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +2,156

แชร์หน้านี้

Loading...