รบกวนผู้มีความรู้ จักระคืออะไร

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย กล้วยเน่า, 14 มกราคม 2018.

  1. กล้วยเน่า

    กล้วยเน่า สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2018
    โพสต์:
    14
    ค่าพลัง:
    +2
    จักระคืออะไรคะ ในร่างกายมีหกจุดถูกไหม อะไรบ้าง
    จักระทำอะไรกับร่างกาย ทำยังไงให้มองเห็นคะ
    ต้องการทราบแบบละเอียด

    ขอบพระคุณที่ตอบค่ะ
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,109
    http://palungjit.org/threads/จักระกลางหน้าผาก-หากได้รับการกระตุ้นอาจก่อให้เกิดทิพยจักขุญาณได้.356282/

    ถาม : ช่วยอธิบายเรื่องของจักระกลางหน้าผากหน่อยครับ

    ตอบ : จริงๆ ก็ เป็นเรื่องของ ทิพยจักขุญาณ นั่นแหละ เพียงแต่ว่าทางด้านทิเบตเขามีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์สูงมาก เขารู้ว่า พวกต่อมไพเนียล ถ้าได้รับการกระตุ้นในระดับหนึ่ง จะช่วยสร้างทิพยจักขุญาณได้ เขาก็เลยใช้วิธีกระตุ้นด้วยการเจาะหน้าผากแล้วฝังสมุนไพรลงไป อาจจะเป็นไปได้ว่า พอได้รับการเจาะแล้วฝังสมุนไพร ทำให้ความรู้สึกไปจับอยู่ตรงนั้นได้ชัดเจนขึ้น แน่วแน่ขึ้น ก็เลยทำให้เกิดตาที่สามขึ้นมาได้

    แต่ว่าตาที่สามจริงๆ ไม่ได้เห็นตรงนั้น ยังเห็นด้วยใจเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเขาอาศัยการแพทย์มาเสริมเข้าไป ซึ่งก็คือจักระตรงกลางหน้าผากนั่นแหละ

    ถาม : กลางหน้าผากจะโล่งไปตลอดใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : จริงๆ คนที่สามารถเห็นพวกนี้ได้ไม่ต้องเสียเวลาไปทำหรอก เขาเป็นอยู่แล้ว อินเดียเขาเรียกว่า กุณฑาลินี เขาบอกว่าเป็นแหล่งพลังงานมหาศาล

    ถาม : แล้วการที่เราใช้กำลังตัวเอง กับการใช้คาถาของครูบาอาจารย์ ผลก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : จริงๆ แล้ว สมควรที่จะใช้คาถาแล้วอาราธนาบารมีครูบาอาจารย์ช่วย เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าเราไปฝืนกรรม ผลนั้นจะตกแก่เรา ถ้าหากว่าเราขอบารมีครูบาอาจารย์ ท่านจะได้คอยกันให้หรือไม่ก็รับไปแทน

    ถาม : อย่างเวลารับขันครู ?

    ตอบ : ใช่..ไม่อย่างนั้นก็รับเละอยู่คนเดียว กระแสกรรมเหมือนกับลูกปืนที่ยิงมา แล้วเราไปยืนขวางจะโดนใคร ? ก็โดนเรานั่นแหละ

    ถาม : ช่วยแนะนำวิธีการรู้ด้วยตนเอง ให้เข้าใจชัดเจนหน่อยครับ ?

    ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก แค่เรากำหนดความรู้สึกว่าอยากรู้เรื่องอะไร แล้วก็ทิ้งความรู้สึกนั้นเสีย จากนั้นก็ภาวนาทรงอารมณ์ให้เต็มที่ คลายออกมาแล้วอธิษฐานขอใหม่อีกทีก็จะเป็นแล้ว แค่นั้นเอง อย่างคุณไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกฝนอะไรมากมายแล้ว

    ถาม : การรู้นี่ให้รู้ด้วยตัวเองเลยนะครับ ไม่จำเป็นต้องมีนิมิต ?

    ตอบ : ให้ระมัดระวังไว้ด้วยว่า ไม่ใช่เฉพาะงานเพิ่มขึ้นเท่านั้น เรื่องก็จะเพิ่มขึ้นด้วย พอเรารับรู้ได้ก็เหมือนกับโทรศัพท์ติดต่อกันได้ ต่อไปเราก็รับเละอยู่คนเดียว

    ถาม : คำว่างานเพิ่มขึ้นกับเรื่องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างไรครับ ?

    ตอบ : อย่างเช่น เขาขอให้ทำนั่นทำนี่ หรือไม่ก็มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามา เรารับรู้มากเกิน บางทีก็ไปแบกเอาไว้แทนจนเครียด

    บุคคลบางประเภท ถ้าหากมารขวางตรงๆ ไม่ให้เขาเข้ามรรคผล คนประเภทนี้จะสู้ตะบันราด เพราะเขารู้ว่าผ่านได้แน่ เขาก็จะไม่ขวางด้วยวิธีนั้น แต่จะดึงให้ไปทำงานชิ้นนั้น ทำงานชิ้นนี้ ซึ่งเป็นงานเพื่อส่วนรวม เป็นอานิสงส์ใหญ่ที่เราเห็นอยู่ จะดึงเราไปทำตลอด จนเราไม่มีเวลาปฏิบัติเพื่อมรรคผลของเราเอง ซึ่งเป็นวิธีขวางของเขาอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าไปรู้เข้า เรื่องพวกนี้จะเข้ามาเยอะ

    ถาม : ก็จริงครับ

    ตอบ : เขาไม่ได้ขวางเรา เขารู้ว่าถ้าขวางเราสู้ แล้วนิสัยอย่างเรานี่ผ่านได้แน่ เขาก็ใช้วิธี “คนนั้นน่าสงสาร ไปช่วยเขาหน่อย” “สถานที่นี้น่าบูรณะ เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ไปทำเสียหน่อย” ทำเราให้มีงานอยู่ตลอด จนไม่มีเวลาปฏิบัติของเราเอง

    ถาม : กรณีอย่างว่า เราต้องละวางดีใช่ไหม ?

    ตอบ : ใช่..ถึงเวลาแม้แต่ดีก็ต้องละ

    ถาม : การทำอะไร ถ้าเราเองทำทางเดียวเหมือนกับว่าจะมีตัวล่ออยู่ แต่ถ้าขยายไปหลายๆ ทางแล้วเราเลือกเอง จะดีกว่าไหมครับ ?

    ตอบ : ดีกว่า..แต่ว่าเราต้องไม่ลืมเป้าหมายของเรา ถ้าเราลืมเป้าหมายเดี๋ยวก็โดนจูงไปไกลอีก


    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕


    ที่มา : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ - หน้า 6 - กระดานสนทนาวัดท่าขนุน
     
  3. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,109
    ถาม : ขอถามเรื่องการฝึกสมาธิ ไปฝึกสมาธิเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง จักระนะค่ะ ?
    ตอบ: พอมีความรู้อยู่นิดหนึ่งจ้ะ เอ้า ! ว่าไปเลยจ้ะ
    ถาม : เขาใช้การฝึกจักระโดยการดูดพลังจากธรรมชาติ ที่เวลานั่งสมาธิ เขาก็จะนั่งติดกับพื้นดิน แล้วก็นั่งตอนเช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์แล้วก็นั่งริมแม่น้ำเพื่อรับความเย็นจากแม่น้ำ
    ตอบ: แล้วนั่งกลางคืนแล้วยัง โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ
    ถาม : ยังไม่เคยนั่งเจ้าค่ะ
    ตอบ: ระวังไว้ มันจะหอนได้จ้ะ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องนั่งกลางคืนมันทำได้ แต่ไอ้เรื่องหอนน่ะพูดเล่น แล้วก็รับพลังจากดวงจันทร์ด้วยแล้วต่อไปว่ายังไง
    ถาม : พลังพวกนี้นี่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงมั้ยคะ ?
    ตอบ: สามารถใช้ได้จ้ะ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว พลังงานทั้งหมดที่มากจากภายนอก ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้ วิชาการเหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านไม่ทราบ ท่านทราบดีซะยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าตรองดูแล้วเห็นว่ามันเป็นวิชาที่ขวางกับมรรค


    http://palungjit.org/threads/สมาธิแบบจักระ-ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้.12332/
     
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,109
    ถาม : ขอถามเรื่องการฝึกสมาธิ ไปฝึกสมาธิเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง จักระนะค่ะ ?
    ตอบ: พอมีความรู้อยู่นิดหนึ่งจ้ะ เอ้า ! ว่าไปเลยจ้ะ

    ถาม : เขาใช้การฝึกจักระโดยการดูดพลังจากธรรมชาติ ที่เวลานั่งสมาธิ เขาก็จะนั่งติดกับพื้นดิน แล้วก็นั่งตอนเช้าเพื่อรับแสงอาทิตย์แล้วก็นั่งริมแม่น้ำเพื่อรับความเย็นจากแม่น้ำ
    ตอบ: แล้วนั่งกลางคืนแล้วยัง โดยเฉพาะคืนวันเพ็ญ

    ถาม : ยังไม่เคยนั่งเจ้าค่ะ
    ตอบ: ระวังไว้ มันจะหอนได้จ้ะ (หัวเราะ) ไอ้เรื่องนั่งกลางคืนมันทำได้ แต่ไอ้เรื่องหอนน่ะพูดเล่น แล้วก็รับพลังจากดวงจันทร์ด้วยแล้วต่อไปว่ายังไง

    ถาม : พลังพวกนี้นี่เราสามารถเอามาใช้ได้จริงมั้ยคะ ?
    ตอบ: สามารถใช้ได้จ้ะ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว พลังงานทั้งหมดที่มากจากภายนอก ไม่มีอะไรสู้พลังจิตที่เกิดจากการฝึกฝนที่ดีแล้วได้ วิชาการเหล่านี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าท่านไม่ทราบ ท่านทราบดีซะยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าตรองดูแล้วเห็นว่ามันเป็นวิชาที่ขวางกับมรรค – ผล ท่านก็เลยตัดมันออกไป

    ดังเช่นในพระธรรมบทที่ท่านเขียนเอาไว้ชัดเจน ว่าวันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จออกไปยังป่าประดู่ลาย พร้อมกับทรงถือใบประดู่มาหนึ่งกำมือยกให้ภิกษุทั้งหลายดู แล้วตรัสว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใบประดู่ในกำมือตถาคตนี้กับใบประดู่ในป่าอันไหนมากกว่ากัน......พระภิกษุทูลตอบว่า ใบประดู่ในป่ามากกว่าจนประมาณไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า นั้นแหละ สิ่งที่ตถาคตรู้ คือใบประดู่ในป่า แต่สิ่งที่ตถาคตสอนพวกเธอคือใบประดู่กำมือเดียว ท่านเลือกเอาใบประดู่กำมือเดียวที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สุขในปัจจุบันและประโยชน์สุขในอนาคต โดยเฉพาะการหลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพานมาสอนเราเท่านั้น กำมือเดียวนี่แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทั้งป่านี่มันเท่าไร

    ดังนั้นวิชาการเหล่านี้ พระพุทธเจ้าท่านทราบอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นแล้วว่า มันไม่ใช่ เพราะว่าลำบากมาก จนกระทั่งบรรลุได้ยากเต็มที มันกลายเป็นวิชาที่ขวางกับการปฎิบัติสายตรง ท่านก็เลยไม่สอน แต่ว่าคนปัจจุบันนี่เขาเก่ง พยายามที่จะสอนกัน เราเองเก่งได้อย่างเขาบ้างก็ดีเหมือนกันน่ะ มันเป็นความรู้พิเศษเพิ่มขึ้นมา แต่ว่าจำไว้ว่า ถ้าเรามุ่งมรรคผล โดยตรงมันก็ทำให้เราเสียเวลา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปรารถนาธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ถ้าทำให้ช้า ท่านไม่เอาด้วย

    ถาม : ผู้ที่เล่นกสิน หรือเล่นทางอิทธิฤทธิ์ ก็ลักษณะเดียวกัน ?
    ตอบ: อันนั้นลักษณะเดียวกัน แต่อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านต่อท้ายไว้ ท่านมีวิปัสสนาญาณต่อท้ายอยู่ แต่ว่าพวกที่เล่นในสมัยก่อนอย่างพวกพราหมณ์พวกอะไรนี่ เขาเอาฤทธิ์เดชโดยตรงอย่างเดียวไม่มีการเลี้ยวเข้าหามรรคผลเลย ดังนั้นสิ่งไหนที่สามารถเลี้ยวเข้าหามรรค-ผล ง่าย ๆ กำลังสูงพอที่จะกดกิเลสหรือตัดกิเลสได้ พระพุทธเจ้าท่านถึงสอน ถ้าไม่สามารถที่ทำได้ท่านก็ปล่อยให้เป็นใบประดู่ในป่าต่อไป

    ถาม : แล้วอย่างนี้พวกฤทธิ์ หรืออะไรต่าง ๆ นี่มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงเจ้าคะ ?
    ตอบ: เกิดขึ้นจากการฝึก เกิดขึ้นจากกรรมเก่า เกิดขึ้นจากบุญเก่า เหล่านี้ เป็นต้น ฤทธิ์ไม่ได้มีอย่างเดียว ฤทธิ์ที่เกิดจากการฝึก เรียกว่า วิกุพนาฤทธิ์ เรียกว่าฌานฤทธิ์ วิกุพนาฤทธิ์ คือพวกที่ฝึกกสิณสิบสามารถสำแดงฤทธิ์ด้วยวิธีประหลาด....พิลึกพิลั่นเกินกว่าชาวบ้านเขาทำได้อย่างพวกเดินน้ำ- ดำดิน-เหาะเหิน อะไรพวกนี้เป็นต้น ฌานฤทธิ์คือฤทธิ์ที่เกิดจากผู้ที่ทรงฌาน ทรงสมาบัติ กำลังจิตสูงมาก ต้องการให้เป็นอย่างไร ก็เป็นไปได้ บุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการสั่งสมบุญมาระยะเวลายาวนานถึงเวลาปรารถนาอะไรก็จะเป็นไปตามที่ตนต้องการ อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากการตั้งใจมั่น

    ในเมื่อตั้งใจมั่นแล้ว กำลังใจส่งผลให้สิ่งนั้น ๆ เกิดขึ้นได้ กรรมวิปากชาฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากวิบากกรรม อย่างเช่นว่า นกทำไมถึงบินได้โดยไม่ต้องฝึกกสิณ ปลาทำไมอยู่ในน้ำได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฝึกกสิณ .... ทำไมไส้เดือนมันมุดดินได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกกสิณเลย อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มี ฐานะฐานะฤทธิ์ ฤทธิ์อันเกิดจากฐานะอันสูงอย่างเช่นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าพระยามหากษัตริย์ เจ้าคนนายคน บัญชาการได้สั่งให้เป็นก็ต้องเป็น สั่งให้ตายก็ต้องตาย เป็นต้น ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงประเภท วิชามัยฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากวิชาการสร้างเสริมมา ทำไมเหล็กหนักเป็นตัน ๆ ถึงเอาไปบินบนฟ้าได้ ทำไมเอาไปลอยในน้ำได้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ครบทุกอย่าง แล้วฉะนั้นถึงได้ถามว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มันก็หลายวิธีด้วยกัน สร้างขึ้นมาก็มี บุญเก่าเสริมก็มี กรรมเก่าเสริมก็มีฝึกฝนขึ้นมาก็มี

    ถาม : แล้วพวกที่ได้ตาทิพย์ หูทิพย์ พวกที่เห็นอดีตชาติ อนาคตอย่างนี้ถือเป็นฤทธิ์มั้ยคะ ?
    ตอบ: เป็น ก็อภิญญานี่มันยิ่งกว่าฤทธิ์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าฤทธิ์เหล่านี้ ถ้าหากว่าเรารู้ แล้วก็ละมันเสีย รู้ เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละชาติของเราเกิดมาแล้ว มีสภาพแท้จริงเป็นอย่างไรแต่ถ้ารู้แล้วไปยึด ไปติด ไปเกาะมัน มันก็ทำให้เราติดอยู่แค่นั้นไม่สามารถจะก้าวหน้ามากขึ้นกลายเป็นมรรคขวางผลไปอีกเขาเรียกอภิสังขารมาร อภิสังขาร คือ เหนือการปรุงแต่ง ก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าความดีระดับนี้ สามารถทำให้คนติดอยู่ได้ กลายเป็นมารขวางความดีไปได้ สามารถสร้างสมาบัติขึ้นมาได้แต่บังเอิญเผลอไปหน่อยลืมตัวด้วยวิปัสสนาญาณ ติดแหง็กอยู่ที่อรูปพรหมแปดหมื่นมหากัปป์ นิดเดียว พระพุทธเจ้าเกิดกี่หมื่นพระองค์ ก็ไม่รู้....หือ กลายเป็นว่าความดีก็สามารถขวางเราได้


    คัดลอกบางส่วนจาก
    สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ. บ้านอนุสาวรีย์ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
    http://palungjit.org/threads/การฝึกจักระ-ประเภทของฤทธิ์-และการเกิดฤทธิ์.124668/
     
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +11,109
  6. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,029
    ค่าพลัง:
    +27,391
    เป็นไปได้อย่าไปสนใจเลยเรื่องแบบนี้เลยครับ
    เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพลังงานภายนอกที่มีอยู่แล้วปกติ มาสัมผัสกับพลังงานภายในกายเรา
    ผ่านจุดต่างๆบนร่างกายเรา รอ
    ให้มีกำลังสมาธิดีๆ มีสติทางธรรมจากการเจริญสติทางธรรมและเดินปัญญามาบ้างแล้ว
    หรือจิตมีกำลังจิตบ้าง เรื่องพวกนี้มันแค่สิวๆ
    หายใจเข้าออกยังอยากกว่าอีก ครับ

    ข้อควรระวังและพิจารณา
    พูดจากประสบการณ์ตรง
    ที่เคยช่วยมาแล้วหลายคนนะครับ

    การเจาะเข้าทางต่อมไพเนียนแกน
    โดยวิธีหลอกหล่อ ด้วยเสียง หรือ
    ให้ระลึกความรัก หรือหลอกว่าเราเป็น
    คนไม่ธรรมดา เป็นโพธิฯ เป็นเทพสำคัญระดับห้าดาว
    หรือเป็นคนสำคัญมาทำหน้าที่สำคัญ หรือทำแล้ว
    สาวๆกริ๊ดสลบ หนุ่มมองตาเคลิ้ม
    เป็นการบำเพ็ญ ของพวกสายอสูรกายนะครับ
    (อ้างแต่ระดับสูงๆ แต่พฤติกรรมตรงข้าม
    ไม่เหมือนพวกซาตานนะครับที่ชัดเจนในการเลือกข้าง)
    พวกนี้จะมีสัมผัสภายในดี แต่ไม่ได้มาจากตนเอง
    จึงสอนอธิบายใครไม่ได้ และหลงตัวเอง
    แต่กำลังจิตหรือภูมิต้านทานน้อย
    ปล่อยไปนานๆ ประกันว่าจะ
    ตายด้วยโรคร้ายแรงทุกราย
    หรือไม่เดินๆอยู่ ก็ลมตายไปเลยครับ

    ถามว่าหัวหน้าพวกนี้เค้าทำไปเพื่อ ?
    พวกนี้ติดฤิทธิ์ สะสมและดึงเอาจากบริวาร
    ที่หลอกเข้ามาร่วมแก๊งได้นั้นหละครับ
    ชอบแนวแปลงร่าง คือจากคนกลายเป็นสัตว์
    ชอบแนวกายทิพย์อมตะไม่มีอาวุธใดทำลายได้
    (คือที่ชอบโม้)

    แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องพลังงานที่เกี่ยว
    ข้องสัมพันธ์กับจักระ
    ในเชิงทริคนิคก็ไม่เป็นรองใครเช่นกัน
    ในเวลาปกติเหมือนคนทั่วไป
    แต่เวลาใช้สัมผัส จะเหมือนคน
    สองบุคลิก และทำอะไรแล้วไม่คิดว่าตนทำ
    เช่น เราเห็นเค้ากัดหมาต่อหน้า
    แต่ซักพักบอกว่าไม่ได้ทำ ทั้งๆที่อยู่ด้วยกันกับเรา
    ตอนที่กัดหมา
    เป็นตัวอย่างครับ

    ปล เล่าให้ฟังในอีกมุม
     
  7. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    674
    ค่าพลัง:
    +1,252


    ขอตอบในแบบของตนเอง
    ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ อาจารย์สำนักไหน
    ไม่เกี่ยวข้องกับ มหายานสายไหน

    จักระ ถ้าให้อธิบายในทาง หินยาน
    ก็คือ การเอาจิตไปจับ จุดในร่างกาย ไว้
    เช่น ภาวนาว่า พุทโธ แล้วเอาจิตไป
    จับที่กลางกระหม่อม หรือ จับที่หน้าผาก
    หรือ จับที่ตา หรือ จับที่จมูก หรือ จับที่ปาก
    หรือ จับที่คอ หรือ จับที่หน้าอก หรือ จับที่ท้อง
    หรือ จับที่พุง หรือ จับที่หน้าท้อง หรือ จับที่อวัยวะเพศ
    หรือ จับที่หัวไหล่ข้างหนึ่ง หรือ จับที่ข้อศอก หรือ จับที่มือข้างหนึ่ง
    หรือ จับที่ปลายนิ้วทั้งหมด หรือ จับที่ปลายนิ้วอันใดอันหนึ่ง
    หรือ จับที่หัวเข่า หรือ จับทีี่นิ้วเท้า หรือ จับที่ปลายนิ้วเท้า

    จุดเหล่านี้ คือ จุดรวมจักระ
    หากใคร สามารถเพ่ง จากจุดหนึ่ง
    แล้วต่อไปตามจุดอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
    จนเกิดเป็น เส้นสาย ขึ้นมาได้
    จะเกิด พลัง ชนิดหนึ่ง ขึ้นในบริเวณนั้น
    เรียกว่า การเคลื่อนจักระ

    ส่วนการจะเอาไปใช้งาน ให้ได้ผลนั้น
    จะต้อง ใช้ควบคู่กับ การเคลื่อนธาตุทั้งห้า
    คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ
    เช่น เมื่อเกิดความหนาว ก็จะภาวนาว่า
    เตโช ร้อนๆ แล้วเคลื่อนความร้อน
    ไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย
    จนรู้สึกได้ ถึงความร้อนนั้น
    แล้วร่างกายเรา ก็จะซึมซับ ความร้อน
    ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เข้ามาไว้ในร่างกาย
    โดยที่ทีแรกๆ ผู้ฝึกใหม่ ต้องทำเสมือนว่า
    รับพลังความร้อน เข้ามาในร่างกายได้


     
  8. bigtoo

    bigtoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    1,990
    ค่าพลัง:
    +1,342
    จะเอานิพพาน ไปกันเลอะเถอ. พวกบอกรู้ดีเวลาด่ายาวเป็นหน้าๆระวังนะกิเลสแบบมองไม่เห็นไม่รู้ตัว ให้มีสติอยู่ที่กายไว้. จะได้รู้ตัวเวลาทำอะไร
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,029
    ค่าพลัง:
    +27,391
    ปล่อยให้โม้ตั้งนานแต่สันดานตู๊ดยังไม่เลิก
    จขกท. ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น
    จะมาพูด นิพ พงนิพาน หาภรรยาคุณ(สุภาพ)เพื่อ?
    ตัวเองยังหลงตัวเองหลงสภาวะอยู่เลย
    จิตยังแยกรูปนามไม่ได้
    เดินปัญญายังเดินไม่ได้เลย ฟายยยย
    เหมือนเด็กขนเพชรพึ่งขึ้น โม้เหมือน
    เป็นเจ้าพ่ออ่าง ตลกเนาะ


    ต้นตระกูล เคยสอนเรื่องมารยาทไหม
    เจ้าคิดเจ้าแค้น ฟายยยย ป่านนั้นโม้เป็น อนาคาฯ
    โม้เป็นอริยะ โม้มีญาน โม้นิพพาน
    ความสามารถทางจิตหางอึ่งอ่างนี่นะ ๕๕๕
    ขำยันดาวอังคาร
    แยกรูปแยกนามแบบไม่มโน
    ให้ได้ก่อนดีไหมน้อง ๕๕๕ เบสิกนะทำได้จริงก่อน

    ไม่รู้ก็ควรเงียบๆซะ ถ้าไม่แนะนำอะไร จขกท.
    ก็ไม่ควรเจ้ามาเจือกก จะมาพูดทำเป็นหล่ออยู่ได้
    ขี้โม้ฉิบหาย สาวกอลัชชีต่อเติมตำรา
    แล้วยกตัวเองเนี่ย สืบเชื้อกันมาเนาะ
    พ่อ อริยะหัวบือ อนาถคาบือ ญานกะบือเอ้ยย
    แต่กายธรรมมีหาง ๕๕๕


    ปล เป็นตู๊ดหรือเปล่าถามจริง จบไม่รู้จบ
    ชอบกะแนะกะแน๋ คือหลังจากที่เซ๊กเสื่อมเนี่ย
    (แต่เวลาช่วงที่เคยมีเซ๊กหลั่งเร็ว๕๕๕ หรือจะเถียง ๕๕)
    แล้วโม้ว่าเป็นอนาคาบือเนี่ย ภรรยาเลย
    เอากระโปรงให้ใส่หรือ ถามจริง
    ทำเป็นหรือเปล่า ๕๕๕ หรือถนัดโม้สร้างภาพ
    ได้นิสัยมาตอนใส่กระโปรงเปล่า ๕๕

    คนเค้าไม่ได้กินหญ้าเด้อ เวลา
    อ่านข้อความ ที่ พี่ อริยะบือ อนาคาบือ
    หรือญานกะบือเขียน จะได้ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

    บาย/ แซะคนอื่นได้ แซะคนอื่นก่อน
    อย่าดัดจริตทางจิตพลิ้กลิ้นนะครับ
    เขิญไปเปิดกระทู้โม้ไป ชิ๊วๆ
    พ่อเริ่มวิปลาสทางสัญญา
    งึดหลาย โม้จริงๆ
    เปลี่ยนชื่อเป็น bigโม้ ดีกว่าเนาะ



     
  10. bigtoo

    bigtoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    1,990
    ค่าพลัง:
    +1,342
    รู้มั้ยทำไมถึงเขียนว่าคนยาวๆได้ขนาดนี้ ขาดอะไรไปพิจารณานะครับ
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,029
    ค่าพลัง:
    +27,391
    ขาดหลายอย่างเลยครับ ขอบคุณที่เตือนนะครับ...
    คือปกติ ส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยยุ่งกับใครนะครับ
    และไม่หาเรื่องใครก่อน และก็อธิบายอะไรตามแต่
    ที่จะพอมีประสบการณ์มาบ้าง และที่สำคัญไม่เคย
    บอกว่า ตนเองบรรลุอะไร หรือบอกว่าตัวเองเป็นคนดี
    หรือว่าเป็นคนเก่งอะไรนะครับ คือท่านต้องเข้าใจนะ
    เวลามีคนมากล่าวหาท่านว่าฝึกอะไรมา นอกคอก
    เดา อ่านตำรามาตอบ แล้วยังอวดเก่ง ถับทบท่าน
    ทั้งๆที่ก็ไม่ได้แนะนำอะไรเลย มันเป็นเสมือนการปรามาส
    ครูบาร์อาจารย์ที่เรายกไว้ในที่สูงและจะไม่ดึงท่านลงมา
    ให้แปดเปลื้อนกับเรื่องโลกๆอย่างนี้ พูดง่ายๆเน้นหาเรื่อง
    มันก็เลยต้องมีการ ท้าแสดง หรือลองของกันหน่อย
    พวกนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป ของปถุชนเนาะ.....
    คือถ้าเราเจ๋งจริง เราคงไม่กลัวทุกคำท้า
    ในการแสดงผลของกรรมฐานจริงไหมท่าน
    การชักแม่น้ำประกอบคำบรรยายเพื่อให้ตนดูดีนั้น
    มันสู้การทำหรือแสดงให้ดูไม่ได้จริงไหมท่าน
    แต่ถ้าเราบอกว่า เราเน้นวิปัสสนา เพื่อมรรคผล
    เพื่อการหลุดพ้น งั้นก็ไม่เป็นไร ก็อย่าไปยุ่งเกี่ยว
    กับเรื่องของกรรมฐานต่างๆ เวลาที่เค้าสอน
    เวลาที่เค้าแนะนำ เค้าก็จะไม่ยุ่งกับเราเช่นกัน จบ

    แต่มันจะมีคนอยู่พวกหนึ่งนะท่าน
    คือพวกขี้อิจฉานะท่าน ประเภทที่ชมใครไม่ได้
    พวกนี้ไม่รู้เป็นไรนะ ชอบพยายามยกตัวเองให้ดูดี
    โดยการพยายามกล่าวหาคนอื่นๆจังเลยนะท่าน
    ชอบประกาศว่าตนเองบรรลุธรรมระดับสูงด้วยท่าน
    พวกนี้พอเถียงด้วยเหตุไม่ได้ ก็ใช้วิธีการแบบนักการเมือง
    สมัยก่อน คือการสาดโคลน แต่ดีหน่อยว่า เด่วนี้
    เบาๆลงไปเยอะแระ...และหลายคนคงจะรู้ตัวเองดีขึ้น
    เนื่องจากได้เข้าหาครูบาร์อาจารย์ ที่เชื่อได้ว่า
    ท่านมีภูมิจิต ภูมิปัญญา ในระดับที่สังคมยอมรับท่าน

    บางส่วนที่ไม่ใช่ท่านนะ ก็ชอบเอาคำสอนของครูบาร์
    อาจารย์มาเทียบ แล้วจินตนาการ ตามความคิดตนเอง
    แล้วแอบคิดอะไรลึกๆว่าตนเอง เป็นระดับสูงๆโน้นนี่นั้น
    ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับมรรคผลอะไรเลย ที่เป็นหลักสำคัญ
    ในทางพุทธศาสนานะครับ หากไม่สะกิจใจ
    เด่วจะยิ่งไปกันใหญ่ แต่อย่างว่าละเนาะ เรื่องใครเรื่องมัน....

    ท่านจึงพบว่า มีแต่การกล่าวในเชิงกิริยาต่างๆมากมาย
    ที่เป็นไปทางอิทธิวิถี ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรทางพุทธฯ
    ส่วนใครชอบ ใครสนใจ ก็เป็นเรื่องส่วนตัว
    ท่านก็คงรู้ ว่าเรื่องอิทธิวีถี มีมาตั้งแต่พระพุทธฯท่านจะ
    ประสูติมาแล้ว สมัยก่อนมีคนที่เก่งมากถึงขนาดไปนอน
    เล่นบนชั้นพรหม และเหาะเหินเดินอากาศได้ปกติ เยอะแยะ
    แต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นได้ คิดว่าน่าจะพอได้ยินมาบ้าง

    แต่ปัญหาคือการกล่าวในเชิงอิทธิวิธีเป็นหลัก
    แล้วไปดึงคำสอนครูบาร์
    อาจารย์ต่างๆ มาเทียบกับการปฏิบัติของตน
    และเทียบเคียงกิริยาต่างๆในสมาธิ ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อมรรค
    แต่ยึดกิริยาต่างๆเหล่านั้น ดึงเข้ามายกตน หรือเป็นตัวตน
    ที่ทำให้ในใจน้อมว่า ตนเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดา เป็นผู้วิเศษ
    จนลืมความเป็นจริงว่า โลกเป็นอย่างไร จนลืมเรื่อง
    หลักๆในทางพุทธศาสนา ว่าเน้นอะไรเป็นหลัก
    และยังตีความนัยยะทางนามธรรมผิดไป
    แต่เน้นในการเทียบเพื่อยกตนเอง
    ให้ดูดีนั้น และเข้าใจว่าตนไปทางด้านผลของวิปัสสนา
    จนเกิดเป็นมรรคผลด้วย ตรงนี้ส่วนตัวคิดว่า
    ท่านน่าจะพอเห็นด้วย....จริงไหม
    ซึ่งส่วนตัวมองว่า อันตรายมากๆ

    ใครอยู่ในสภาวะใดเป็นเรื่องของท่านนั้น
    เรื่องอะไรก็ตามอย่างที่บอก ฝึกอะไรมาก็ตาม
    จะเดินปัญญา จะเรียนรู้ ได้ยิน ได้ฟังจากแหล่งใดก็ตาม
    มันเกิดอะไรกับจิตเราบ้าง. เราดีขึ้นจริงๆไหม
    หรือเราจินตนาการเอา หรือ เรากด ข่ม มันไว้อยู่
    จิตเรามันเป็นไป ตามธรรมชาติ จากการปฏิบัติไหม
    มันเป็นไปเพื่อการหลุดพ้น ละ วาง คลาย ยึดไหม
    หรือมันแอบแทรกให้เผลอไปดึง
    ลาภ ยส สุข สรรเสริญเข้ามา
    ตรงนี้ นักปฏิบัติต้องพิจารณากันเองเองนะครับ

    ปล.แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง แบบชิวๆ กันเอง
    ผ่อนคลาย พอขำๆสบายๆ








     
  12. bigtoo

    bigtoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    1,990
    ค่าพลัง:
    +1,342
    สาธุดีแล้วๆ
     

แชร์หน้านี้

Loading...