เรื่องเด่น "หลวงพ่อพุธ"ยืนยัน! ปาฏิหาริย์มีจริง! ทั้งปาฏิหาริย์แท้ - ปาฏิหาริย์เทียม มีวิธีสังเกตุง่ายๆ !

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย picko, 4 พฤศจิกายน 2017.

  1. picko

    picko ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มกราคม 2014
    โพสต์:
    392
    กระทู้เรื่องเด่น:
    62
    ค่าพลัง:
    +1,393
    Untitled-1.jpg

    อาจกล่าวได้ว่า หลวงพ่อพุธเป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญการฝึกสมาธิเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่พระสงฆ์ไทย

    อันที่จริง การฝึกสมาธิก็เป็นสิ่งที่ศาสนาหลายศาสนาในประเทศอินเดียสอนกันมานานแล้ว สมาธิที่สอนกันในศาสนาเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมจิตหรือความคิดให้แน่วแน่ เมื่อจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิแน่วแน่จนถึงระดับหนึ่งแล้ว จิตนั้นจะสามารถแสดง “อิทธิฤทธิ์” หรือ “ปาฏิหาริย์” บางอย่างออกมาได้ ซึ่งการฝึกสมาธิเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้ก็มีการนำมาสอนกันในศาสนาพุทธด้วยในนามของ “สมถภาวนา”


    หลวงพ่อพุธก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้รับการฝึกสมาธิแบบ “สมถภาวนา” มาอย่างเข้มข้น และดูเหมือนว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการได้เห็น “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ต่อหน้าต่อตามาไม่น้อยเลยทีเดียว ท่านเล่าว่า ...

    “มโนมยิทธิได้จากเจ้าคุณอริยฯ ท่านก็เคยให้พวกเรานั่งไปดูนรกดูสวรรค์เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ใช้ภาวนา การภาวนาหรือนั่งสมาธิไปดูนรกไปดูสวรรค์นั้น ตามตำรับของไสยศาสตร์มันมีแบบมีแผนให้ศึกษากัน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ ‘กรรมฐานสิบสองยุค’ ...

    (วิธีการคือ) พอจิตมันสงบเป็นอุปจารสมาธิ เกิดสว่างขึ้น ผู้ภาวนาจะมีอาการสั่นเหมือนกับผีสิง พอเสร็จแล้ว สภาพจิตของผู้นั้นจะแสดงอาการไปดูนรกไปดูสวรรค์ตามที่ต้องการ ตามแบบแผนตำรับตำราที่กล่าวไว้ที่จำได้ อันนี้ได้เคยทดสอบพิจารณาดูแล้ว ...”

    “คนเราทุกคนมีฤทธิ์ มีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในตัว เพราะเราเวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพหลายชาติ ในชาติก่อนๆ เราอาจจะเคยได้เป็นฤๅษีบำเพ็ญฌานบำเพ็ญตบะมาแล้ว เราก็ไม่ทราบได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฤทธิ์ อิทธิพล และอำนาจที่เราเคยบำเพ็ญมาในภพก่อนชาติก่อน จิตใต้สำนึกของเราจะเป็นผู้เก็บบันทึกเอาไว้ แล้วจะติดไปกับจิตของเราทุกภพทุกชาติไม่ว่าเราจะไปเกิดในที่ใดภพใด”
    หลวงพ่อพุธยืนยันมาแบบนี้ก็แปลว่า เรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายแหล่นั้น “มีจริง”


    แต่ถึงจะ “มีจริง” ก็ถามได้ว่า “มีแล้วได้ประโยชน์อะไร ?”


    อันที่จริง การฝึกสมาธิ (แบบสมถภาวนา) เพื่อหวังผลในด้านอิทธิฤทธิ์นั้น ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่อิทธิฤทธิ์เหล่านั้นก็เป็นของชั่วครู่ชั่วยาม พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นได้แค่ “ปาฏิหาริย์เทียม” เพราะคนเราเวลากลุ้มใจ ฤทธิ์เดชที่มีก็ช่วยอะไรไม่ได้
    เมื่อผ่านประสบการณ์ในการฝึกสมาธิมาได้สักระยะหนึ่ง หลวงพ่อพุธก็เริ่มที่จะเรียนรู้ว่า “ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง” นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ การฝึกสมาธิที่เป็นไปเพื่อการนี้ก็คือการฝึกสมาธิในแบบที่เป็นของศาสนาพุทธแท้ๆ ซึ่งเรียกว่า “วิปัสสนาภาวนา” (หรือ “สัมมาสมาธิ”) หลวงพ่อพุธพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ว่า ...


    เรื่อง (อิทธิปาฏิหาริย์) ทั้งหลายที่กล่าวมานั้นมิได้เกี่ยวเนื่องด้วยการทำสมาธิภาวนาตามแบบที่ถูกต้องซึ่งเรียกว่า ‘สัมมาสมาธิ’ และขอให้ท่านทั้งหลายพึงเข้าใจว่า การทำสมาธิตั้งแต่ขั้นปฐมฌานถึงขั้นจตุตถฌานนั้นมันยังเป็นสมาธิสาธารณะทั่วไปแก่ทุกลัทธิศาสนา และแก่ลัทธิที่มีการปฏิบัติสมาธิโดยทั่วๆ ไป
    เพราะฉะนั้น สมาธิของพระพุทธศาสนานั้นจึงอาศัยหลักศีลตามขั้นภูมิของแต่ละบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่นั้นเป็นหลักตัดสินว่า สมาธิของเขาถูกต้องหรือไม่ อย่างไร


    ขอให้ถือคติว่า สมาธิหรือการปฏิบัติธรรมอันใด ถ้าหากมันเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออิทธิฤทธิ์ เป็นไปเพื่อการกระทำอะไรแปลกๆ ต่างๆ เช่น อย่างการเป็นหมอดูด้วยสมาธิ เป็นต้น พึงเข้าใจเถิดว่า มันเป็น ‘มิจฉาสมาธิ’ ซึ่งออกนอกหลักพระพุทธศาสนา
    สมาธิในพระพุทธศาสนาจะต้องเป็น ‘สัมมาสมาธิ’ ที่ประกอบพร้อมด้วยองค์อริยมรรค ผู้ปฏิบัติเมื่อจิตประชุมพร้อมลงสู่องค์อริยมรรคแล้ว จิตจะดำเนินไปเพื่อความหมดกิเลสเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อความพอกพูนกิเลส ...”




    ฟังหลวงพ่อพุธพูดแล้วก็นึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า ...


    ฤๅษีผู้มีฤทธิ์ตนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ฤๅษีตนนี้มีฤทธิ์มากเพราะบำเพ็ญตบะมายาวนานถึง ๒๕ ปี วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับฤๅษีตนนั้น จึงถามฤๅษีว่า เวลา ๒๕ ปีที่เสียไป ท่านได้บรรลุมรรคผลอะไรกลับคืนมาบ้าง
    ฤๅษีตอบคำถามด้วยความโอหังว่า ตนสามารถข้ามแม่น้ำด้วยการเดินบนผิวน้ำได้อย่างสบาย
    พระพุทธเจ้าจึงพูดให้ฤๅษีสำนึกว่า ถ้าเช่นนั้นก็นับว่าได้กำไรไม่คุ้มค่ากับความยากลำบากตรากตรำที่อดทนมา เพราะท่านจะสามารถข้ามแม่น้ำด้วยการว่าจ้างคนแจวเรือได้ในราคาเพียงสตางค์เดียว !!


    เนื้อหาจาก หนังสือวินาทีบรรลุธรรม อรหันต์มีจริง 5
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • Untitled-1.jpg
      Untitled-1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      604.3 KB
      เปิดดู:
      1,008
  2. นรวร มั่นมโนธรรม

    นรวร มั่นมโนธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    69
    ค่าพลัง:
    +23
  3. ลุงแมว

    ลุงแมว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    4,679
    ค่าพลัง:
    +7,230
    สาธุครับ
     
  4. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +765
    สาธุ สาธุ สาธุ ครับ
     
  5. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +765
    ประโยชน์ของอิทธิฤทธิ์ สามารถดูตัวอย่างได้จากการที่
    - พระโมคคัลลานะใช้ฤทธิ์เพื่อสั่งสอนพญานาคราช
    - ใช้ฤทธิ์เพื่อสั่งสอนเศรษฐีขี้เหนียว จนสุดท้ายเศรษฐีนั้นหันมานับถือศาสนาพุทธและหลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันในที่สุด
    - ใช้ฤทธิ์เพื่อไปดูนรกสวรรค์แล้วนำมาสั่งสอนชาวบ้านว่าต้องทำบุญอย่างไรจึงจะไปสวรรค์ได้ ทำบาปอะไรจึงไปตกนรก

    - หรือ อย่างพระพุทธเจ้าที่ใช้ฤทธิ์เพื่อสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ องคุลิมาล นี้เป็นตัวอย่างที่ใช้ฤทธิ์ให้เกิดประโยชน์

    คนที่มีสมาธิมาก กับ คนที่มีเงินมาก ถ้าใช้เงินหรือสมาธินั้นให้เกิดประโยชน์ ใช้เป็น ก็จะสร้างประโยชน์ให้กับตนเองหรือคนอื่นได้มาก

    ดังนั้นถ้าถามว่า เมื่อมีฤทธิ์แล้วมีประโยชน์อะไร
    ก็ต้องถามกลับว่า เมื่อมีเงินมากแล้วมีประโยชน์อะไร
    คำตอบก็เหมือน ๆ กัน คือ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตนเองและคนอื่นได้มากนั่นเองตามที่ตนต้องการนั่นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 ธันวาคม 2017
  6. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    473
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +765
    สำหรับคนที่ยังสงสัยในเรื่องนี้อยู่นะครับ

    คนที่จะแสดงฤทธิ์ได้ ต้องมีสมาธิมาก
    คนที่มีสมาธิมาก ก็เหมือนกับ คนที่มีเงิน มีอำนาจมาก

    คนหนึ่งมีสมาธิมาก แล้วคนอื่นที่ได้เห็นได้ฟังได้ประโยชน์อะไร?
    คนหนึ่งมีเงินมาก แล้วคนอื่นที่ได้ยินได้ฟังได้ประโยชน์อะไร?

    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า อย่างน้อยมีเงินมากก็ย่อมดีกว่ามีเงินน้อย สมาธิก็เหมือนกัน

    แล้วการที่คนเราจะมีปัญญาสามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ ก็ต้องมีสมาธิที่สูงในระดับหนึ่งก่อน ไม่งั้นความรู้ที่ได้ฟังมาก็จะเป็นเพียงแต่สัญญาเท่านั้น ต่อเมื่อมีสมาธิที่สูงถึงระดับหนึ่งแล้ว ความรู้ที่ได้รับมานั้นจึงจะเป็นปัญญา ที่สามารถทำลายกิเลสในใจตนเองได้

    การที่จะมีฤทธิ์ได้
    ก็แสดงว่าคนนั้นต้องมีสมาธิที่สูงในระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะทำได้
    การที่จะมีปัญญาทำลายกิเลสในใจตนเองได้ ต้องอาศัยสมาธิที่สูงในระดับหนึ่งขึ้นไปเท่านั้นจึงจะทำได้เช่นกัน

    ฉะนั้นการมีสมาธิที่สูงมากย่อมเป็นผลดีอย่างแน่นอน ส่วนจะใช้ไปในทางฤทธิ์เดชหรือปัญญา หรือใช้ไปทั้งสองทางก็แล้วแต่บุคคลว่าจะเลือกไปทางไหน
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...