อานาปานุสติ เป็นยอดมงกุฏแห่งกรรมฐาน

ในห้อง 'กรรมฐาน ๔๐' ตั้งกระทู้โดย mahaasia, 24 สิงหาคม 2008.

  1. mahaasia

    mahaasia เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    1,134
    ค่าพลัง:
    +4,985
    อานาปานุสติ เป็นยอดมงกุฏแห่งกรรมฐาน นั่นหมายถึงว่า ท่านจะทำกรรมฐาน ทั้งสี่สิบกอง หรือทำมหาสติปัฏฐาน 4 ก็ต้องขึ้นอานาปานุสติก่อน ถ้าไม่ดีจริงพระพุทธเจ้าก็ไม่นำว่าสอนไว้ เป็นเบื้องต้น ที่บอกว่าอานาปาเป็นยอด มงกุฏแห่งกรรมฐานทั้งปวงคือ เป็นกรรมฐาน ครอบคลุมทั้งหมด ทั้ง 40 กอง เป็นกรรมฐานใหญ่มาก ท่านที่จะทำกรรมฐาน 40 ถ้าท่านเว้นกรรมฐานกองนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีทางสำเร็จ พระพุทธเจ้าให้ขึ้นอานาปานุสติก่อน ถ้าไม่ดีจริงพระพุทธเจ้าไม่สอนไว้ แต่ข้อดีก็คือว่า 1. อานาปานานุสติ นี่เป็นกรรมฐานละเอียด สามารถทรงสติสัมปชัญญะได้ดี แล้วก็มีผลได้ฌาน 4 ในสาวกภูมิ ถ้าผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนา พระโพธิญาญ หรือพวกพุทธภูมิ จะทรงอานาปานี้ถึง ฌาน ที่ 5 2. ใช้อานาปานุสติ เป็นวิปัสนาญาญ ก็จะบรรลุมรรคผล 3. อานาปาเป็นกรรมฐาน ระงับกายสังขาร น่าจะเหมาะกับคนทุกจริต ทั้งนี้เพราะจริตทั้งหกนั้น มีด้วยกันทุกจริต ทุกๆคน และก็ อารมณ์จริต ก็มีความรุนแรงขึ้นลงต่างกันแล้วก็ บางทีก็มีราคะจริต บางทีก้รู้สึกถึงโทษะจริต บางทีก็ รู้สึกถึงวิตกจริต โมหจริต อานาปาจึงเป็นกรรม ฐานที่น่าจะเหมาะกับคนทุกระดับ 4. อานาปาระงับกายสังขาร ไม่ว่าท่านจะมีทุกขเวทนาแบบใด อานาปาจะเข้าไปสงบระงับเวทนาในกายสังขารของท่าน แล้วก็ท่านจะไม่รับรู้เวทนา ทางกายเลย ถ้าท่านได้อารมณืจิตถึง ฌาน 4 จิตจะแยกกับกายโดยเด็ดขาด ไม่รับรู้ร้อนหนาว ท่านก็ จะไม่เจ็บไม่ปวด จิตเริ่มแยกจากกาย ตั้งแต่ปฐมฌาน ฉะนั้นอานาปา จึงเป็นกรรมฐานกองหนึ่ง ที่ระงับเวทนาในกายสังขารได้ดียิ่ง และท่าจะมีความสุขด้วย 5. อานาปา เป็นกรรมฐาน ที่กำหนดรู้เวลาตายของตนเอง ท่านจะรู้ได้ว่า ท่านจะตายเวลาไหน ตายเวลาใด 6. ท่านที่ได้อานาปาถึงฌาน 4 จะสามารถทรง อภิญญาหก วิชาสาม ปฏิสัมภิธาญาญ ได้ตามความพอใจ 7. ท่านที่ได้อานาปา ถึงฌาน 4 ท่านจะมีความสุขและก็ไม่กังวลเป้นกรรมฐานที่ตัดความลังเล ความกังวล ได้ดี 8. อานาปาเป็นยอดพระกรรมฐาน ทั้งมวล ท่านจะเอาดีท่านต้องทำอานาปานุสติก่อน ด้วยความหวังดี จาก ศิษย์หลวงพ่อ
     
  2. junior phumivat

    junior phumivat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    1,348
    ค่าพลัง:
    +1,696
    ผู้ถาม : เมื่อทำบุญแล้ว ถ้าจะอุทิศส่วนกุศลภายหลังจะได้ไหมคะ...........?
    หลวงพ่อ : การทำบุญไปแล้วครั้งหนึ่งสักกี่ปี ๆ บุญก็ยังมีอยู่ถ้าทำไปแล้วสัก ๓๐ ปี ก็ยังอุทิศส่วนกุศลได้ บุญมันไม่หาย ไม่ใช่เราทำบุญแล้ว เดี๋ยวเดียวมันหายไปไม่ใช่อย่างนั้นนะ
    ผู้ถาม :แล้วถ้าเผื่อทำบุญแล้ว ไม่ได้อุทิศส่วนกุศลจะได้บุญเต็มที่ไหมคะ...?
    หลวงพ่อ : ก็ได้เต็มที่อยู่แล้ว เราเป็นผู้ได้สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่ว่าเราจะให้เขาหรือไม่ให้ การอุทิศส่วนกุศล นี่นะ ถ้าเราไม่ให้ เราก็กินคนเดียวใช่ไหม..... ทีนี้ถ้าเราให้เขาของเราก็ไม่หมดอีก ส่วนที่เราให้ไปไม่ได้ยุบไปจากของเดิม อย่างเรื่องของ พระอนุรุทธ สมัยที่ท่านเกิดเป็นคนเกี่ยวหญ้าช้างของมหาเศรษฐี เวลาที่ท่านทำบุญแล้ว เจ้านายขอแบ่งบุญ ท่านก็สงสัยว่าการแบ่งบุญน่ะจะแบ่งได้ไหม จึงไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่ท่านรับบาตรนะ ท่านก็เปรียบเทียบให้ฟังว่า

    "สมมุติว่าโยมมีคบ แล้วก็มีไฟด้วย คนอื่นเขามีแต่คบ ไม่มีไฟ ทุกคนต้องการแสงสว่าง ก็มาขอต่อไฟที่คบของโยมแล้วคบทุกคนสว่างไสวหมด อยากทราบว่าไฟของคุณโยมจะยุบไปไหม....?
    ท่านอนุรุทธก็บอกว่า ไม่ยุบ
    แล้วท่านก็บอกว่า "การอุทิศส่วนกุศลก็เหมือนกัน ให้เขา เขาโมทนา แต่บุญของเราเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์"


    ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านครับ




    ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพบแล้ว ขอธรรมนั้น จงสำเร็จแก่ท่านทั้งหลายโดยเร็วด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ
    อิทัง ปุญญะผะลัง ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่ต้นชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนา ส่วนกุศลนี้ ขอจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลาย ที่ปกปักรักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลาย ทั่วสากลพิภพ และพระยายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลาย และพระยายมราช จงโมทนาส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศล ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงโมทนาส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้า จะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด หากท่านทั้งหลายยังไม่มีโอกาสได้อนุโมทนาเพียงใด ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพระยายมราชจงเป็นสักขีพยานให้แก่ข้าพเจ้าด้วย เจอเธอเมื่อใด ขอให้เธอได้อนุโมทนาส่วนกุศลนี้ด้วยเถิด ผลบุญใด ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญแล้ว ตั้งแต่ต้นชาติ จนถึงปัจจุบันชาตินี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึง ซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิด หากแม้นยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ขอคำว่าไม่รู้ ไม่มี ในสิ่งที่ดี จงอย่าได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้าเลย ขอผลบุญทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้า ได้กระทำแล้ว ตั้งแต่ต้นชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ จงบังเกิดผล ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด
     
  3. suko

    suko เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    310
    ค่าพลัง:
    +338
    ขอบคุณครับ ได้ความรู้เพิ่มเติม อนุโมทนาด้วยครับ สาธุ:cool:
     
  4. deselleg

    deselleg สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14
    ค่าพลัง:
    +7
    การจับสามฐานเป็นอย่างไรครับ
    ทราบว่าจับที่ ปลายจมูก หน้าอก และก่อนถึงสะดือเล็กน้อย
    แต่ควรรับรู้ไล่ไปทีละฐาน หรือพร้อมกันทีเดียวครับ
    แล้วถ้าจับไล่ทีละฐาน ลมหายใจเข้าพอเข้าใจ แต่ลมหายใจออก ไล่จากริมฝีปาก หรือท้องครับ
     
  5. ballbeamboy2

    ballbeamboy2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    1,673
    ค่าพลัง:
    +1,634
    อย่างแรกควร จับปลายจมูกก่อนครับ (คือรู้ว่าลมหายใจ ผ่านทางจมูก และหน้าอก และก่อนถึงสะดึงเล็กน้อย แล้วพอหายใจออก ก็ ลมออกจากตรงสะดือ แล้วผ่านมาหน้าอก แล้วออกตรงจมูกแบบนี้) แต่ ถ้าจิตยังไม่เป็นฌาน1 จิตจะไม่รู้ลมตรง ก่อนถึงสะดึงเลย (ก่อนถึงสะดือนี่มันอยู่บนๆสะดือนะครับ ผมเคยปฎิบัติมา ลมมันผ่าน แต่ถ้าจิตไม่ได้ฌาน มันไม่รู้ อาจจะรู้แต่รู้ยาก แปลกดีเหมือนกัน)
    ที่เหลือ ก็ปฎิบัติเองครับ (ผมปฎิบัติเล่นๆ เอาแค่ใจเป็นสุข แล้วเผอล ได้ฌาน แต่ไม่ได้ทรงฌาน แล้วตอนนี้ผมเลวอยู่มาก อย่าคิดว่าผมจะเป็นคนดีมีคุณธรรมสูงใดๆเป็นอันขาด)
     

แชร์หน้านี้

Loading...