เชื้อสายครุฑหรืออดีตสัตว์ในหิมพานต์ มาแลกเปลี่ยนเรื่องป่าหิมพานต์กันคะ

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย ม่อนดอยด์, 11 มกราคม 2011.

  1. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    ***ใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะเรื่องนี้ หากผิดพลาดหรือคิดว่าหญิงทิพย์อ้างอิงผิดประการใด ติท้วงได้เลยนะคะ บทความนี้มาจากความรู้สึกและที่เคยรับรู้มาคะ ไม่มีสิ่งใดสามารถอ้างอิงได้เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้คะ

    คะน้องyayas จากที่รู้มา คนที่เข้าทรงต่างๆใช่ว่าจะเป็นเทพเสมอไป นะคะ
    สัมเวสีก็มีบางตนกลัวบาป และไม่กลัวบาปก็มีเหมือนกัน แค่เขาว่าถ้าเป็นเทพจริงๆที่ท่านต้องมาใช้ร่างมนุษย์สื่อสารเขาจะใช้แค่ปลายเท่าเท่านั้นคะที่มาสื่อกับร่าง ส่วนที่ว่าเป็นสัมเวสีจะทรงจากส่วนล่างของร่างทรงขึ้นมา อย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุดก็คือมนุษย์ สามารถทำบุญได้ทำให้สัมเวสีใช้วิธีนี้ผ่านท่างร่างทรงเพื่อให้คนทำบุญให้ บางคนอวดอ้างให้ผู้อื่นมารับขันธ์ การที่มีบุคคลหนึ่งรับขันธ์ไปหลังจากรับขันธ์ไปแล้ว บุญที่ผู้รับขันธ์สร้างเท่าไหร่ก็ให้ไปกับสัมภเวสีหมด(แต่ เทพที่ต้องการช่วยมนุษย์ก็มีมานะคะไม่ใช่ไม่มี) อีกอย่างหนึ่งถ้ามีใครมาบอกให้รับขันธ์ และบอกว่าเรามีองค์ทางที่ดีอย่าเลยดีกว่าคะ ให้เชื่อให้คำสอนของพระพุทธเจ้า พิจรณาก่อนนั้นดีที่สุด หากเรามีองค์เทพจริงและเรามีบุญบารมีขนาดนั้นจริงไม่ต้องทำพิธีอะไรเลยทั้งนั้นแหละคะ และสุดท้ายที่ต้องจำไว้ก็คือ เทพเทวานั้นท่านอยู่อีกภพชั้นหนึ่งท่านละแล้วและอยุ่เหนือมนุษย์มากโข เพียงหากท่านต้องการช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์เท่านั้น อย่างอื่นท่านคงไม่มาเกี่ยวข้องหรอกคะ เรื่อง เลขหวยเอย เรื่อง เมตตามหานิยม เอย ฯลฯ ...ใช่ไหมละคะ

    แล้วข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ
    ที่พี่เคยเรียนมารู้สึกว่า พระเจ้าสุริยชัยวรมันต์ เขาเป็นกษัตรย์ทางขอม เขมรคะเราจะพบหลักฐานเกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันได้มากมายในปราสาทของ
    แต่ก็มีหลายพระเจ้าชัยวรมัน นะคะ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 1,2,3....เราจะพบรูปปั้นพระเจ้าชัยวรมันได้ใน ปราสาทขอมที่ได้รับอิทธิพล
    ในศาสนา พุทธมหายาน และจะพบพระปรางนาคปรก พระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวร และรูปปั้นนางปรัชญาปารมิตตา
    แต่ถ้าเป็น ปราสาทขอมที่เป็น พรามณ์ฮินดูจะเน้นไปทาง สิวลึงค์​

    [​IMG] [​IMG][​IMG]
    [​IMG][​IMG]
    พระเจ้าชัยวรมัน
    ตรงคอนเซปเขมรเลยคะ หน้าเหลี่ยม คิ้วต่อเป็นปีกกา ปากใหญ่ จมูกแบน .... พระเจ้าชัยวรมันก็หล่อแบบโบราณ ดีนะคะ​

    [​IMG]
    นางปรัชญาปารมิตตา
    [​IMG]
    พระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวร
    [​IMG]
    ปรางนาคปรก​

    *** ปราทสาทหินพนมรุ้งก่อไปมาแล้ว ปราสาทหินพิมายก่อไปมาแล้ว ปราสาทเมืองต่ำก็ไปมาแล้ว .....แต่เขาพระวิหารยังไม่ได้ไป
    และอยากไปที่สุดก็คือ อังกอร์ วัด >_< ชีวิตตนี้ต้องไปให้ได้เลย

    อีกอย่างก็คือ อินทรชิต รู้สึกว่าจะเป็น ยักษ์นะคะ เป็นลูกของทศกัณฑ์ เอ่อใช่จิงด้วย เดี๋ยวเอาข้อมูลมาลงให้ หาดูกูเกิลตะกี้ ต้องหาเรื่องรามเกียร์มาอ่านพี่บอกได้เลย มันส์มากๆยิ่งกว่าแฮรี่พอตเตอร์ ...แต่ว่าไม่เคยอ่านเหมือนกัลนะว่าเเฮรี่พอตเตอร์เปงไง 555+​

    [​IMG]

    อินทรชิต เป็นยักษ์มีกายสีเขียว เป็นโอรสของทศกัณฐ์กับนางมณโฑเดิมชื่อรณพักตร์ เมื่อสามารถรบชนะพระอินทร์ได้ ทศกัณฐ์พอใจมากจึงเปลี่ยนชื่อให้ว่า "อินทรชิต" อินทรชิตมีชายาชื่อสุวรรณกันยุมา มีโอรส 2 องค์ คือ ยามลิวัน และกันยุเวก มีศรนาคบาศ ศรพรหมาสตร์ และศรวิษณุปาณัมเป็นอาวุธ ทั้งยังสามารถแปลงกายเป็นพระอินทร์ได้อีกด้วย พระพรหมเคยประทานพรว่า เวลาจะตายต้องตายบนอากาศ และอย่าให้ศีรษะขาดตกถึงพื้น มิฉะนั้นจะกลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ต้องใช้พานแว่นฟ้าของพระพรหมมารองรับ โลกจึงจะปลอดภัย ดังนั้นเมื่อพระลักษมณ์จะแผลงศรไปตัดคออินทรชิต จึงตรัสสั่งให้องคตเอาพานแว่นฟ้ามาคอยรับ ​

    ------------------------------------------------------------------
    intarachit

    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1377713/[/MUSIC]​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 24 กุมภาพันธ์ 2011
  2. siwaruk

    siwaruk สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +0
    จงภาวนาต่อเรา "ท้าวเวนไตย" แล้วเราจะดูแลพวกท่าน
    อ่านกระทู้แล้ว ท่านท้าวสุบรรณ สั่งให้พิมพ์ มาตามนี้อะ ครับ
     
  3. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    บาปก็ส่วนบาป บุญก็ส่วนบุญ
    ให้หาทางสายกลางแล้วเดินเอา

    *** ช่วงนี้ถ้าใครเป็นนักปฏิบัติขอให้หมั่นแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้ประเทศชาติกันด้วยนะครับ ส่วนท่านใดที่เลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว และเป็นคนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้วก็ให้ปฏิบัติดั่งที่ตนคิดว่าดี ไม่ต้องไปสนใจอะไรถ้าเราทำดี คนเค้าจะสรรเสริญหรือจะนินทานั้นขึ้นอยู่กับการกระทำของเราทั้งนั้น ถ้าดีก็ทำไปเลย
     
  4. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    สามโลก คติจักรวาล เตภูมิกถา
    ทุกอย่างถูกแฝงอยู่รอบตัวเรา แต่เรามองข้ามมันไป


    http://palungjit.org/attachment.php?attachmentid=747221&
    เสียงประกอบ : ไตรภูมิ ๓๖ ชั้น เสียงอ่านโดย "คุณรัก" กัลชณิกานต์ ธีรสชานันท์
    สมาชิกเสียงอ่านห้องพระไตรปิฏก เวบพลังจิต



    กล่าวถึงหัวข้อนี้บทเกริ่นนำคงจะยากที่จะอธิบายแต่จะพยายามเขียนให้ทุกคนเข้าใจความหมายที่หญิงทิพย์ต้องการจะสื่อไปนะคะ หลายกระทู้แล้วที่หญิงทิพย์จะพยายามพูดถึง หนังสือ เตภูมิกถา ไตรภุมิพระร่วง ต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้พื้นฐานและเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือพวกนี้ หนังสือไตรภูมิพระร่วง ตามภาษาบ้านๆเป็นหนังสือที่กล่าวถึง สามโลก คือ โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก หนังสือเล่มนี้จะมีเรื่องราวถึงสวรรค์ชั้นฟ้า กล่าวถึง มหานทีสีทันดร ทวีปทั้งสี่ รวมถึงชมพูทวีป และ นรกภูมิซึ่งเรื่องพวกนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน แต่หากนำมาประดับความรู้ไว้ก็ไม่ได้เสียหายคะ

    ถือว่าเป็นความเชื่อแต่ละบุคคล

    แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกแฝงอยู่รอบๆตัวเรา แต่เรามองข้ามมันไป

    บ้างก็เขียนเป็นรูปภาพไว้มากมายทั้งในบันทึก ฝาผนังวัด มงคลร้อยแปดในพระพุทธบาทจำลอง รวมถึงแม้กระทั่งถูกจำลองโดยใช้สิ่งก่อสร้างต่างๆเป็นตัวแทนวันนี้หญิงทิพย์ จะพูดถึงพระพุทธบาทจำลองก่อนละกันนะคะ




    เล่าเรื่องภาพมงคล ๑๐๘ ประการในรอยพระพุทธบาทจำลอง

    [​IMG]



    [​IMG]


    ภาพมงคล ๑๐๘ ที่ปรากฎอยู่บนรอยพระพุทธบาทจำลองนั้น เป็นภาพอะไรบ้างมีความหมายอย่างไร ดูเหมือนจะมีคนอธิบายไว้น้อยมาก ผมได้หาข้อมูลทั้งจากเว็บไซท์ และหนังสือ นั้นก็เห็นว่ามีใจความหลักๆ คล้ายๆกัน เพียงแต่การเรียงลำดับอาจคลาดเคลื่อนกันไปบ้าง ตามแต่ว่าจะนำภาพ รอยพระพุทธบาทของวัดใดมาเป็นต้นแบบ ซึ่งสำหรับผมคงไม่สำคัญในการจัดวางขนาดนั้น เพราะหากเราไปพบรอยพระพุทธบาทที่จัดวางต่างไป ก็อาจทำให้สับสนกันเปล่าๆ ผมจึงขอคัดลอกมาเฉพาะเนื้อหาที่ว่ามีภาพมงคลใดบ้าง ในรอยพระพุทะบาทจำลอง

    ภาพสวรรค์และรูปพรหม มีประมาณ ๒๔ ภาพ (สวรรค์ ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น)


    ๑. รูปพรหมชั้นสูงสุด คือ อกนิฏฐาพรหม ชั้นที่ ๑๖
    ๒. รูปพรหมชั้นที่ ๑๕ คือ สุทัสสีพรหม
    ๓. รูปพรหมชั้น ๑๔ คือ สุทัสสาพรหม
    ๔. รูปพรหมชั้น ๑๓ คือ อตัปปาพรหม
    ๕. รูปพรหมชั้น ๑๒ คือ อวิหาพรหม
    ๖. รูปพรหมชั้น ๑๑ คือ เวหัปผลาพรหม
    ๗. รูปพรหมชั้น ๑๐ คือ อสัญญีสัตตพรหม (หรือ พรหมลูกฟัก)
    ๘. รูปพรหมชั้น ๙ คือ สุภกิณหาพรหม
    ๙. รูปพรหมชั้น ๘ คือ อัปปมาณสุภาพรหม
    ๑๐. รูปพรหมชั้น ๗ คือ ปริตตสุภาพรหม
    ๑๑. รูปพรหมชั้น ๖ คือ อาภัสสราพรหม
    ๑๒. รูปพรหมชั้น ๕ คือ อัปปมาณาภาพรหม
    ๑๓. รูปพรหมชั้น ๔ คือ ปริตตาภาพรหม
    ๑๔. รูปพรหมชั้น ๓ คือ มหาพรหมาพรหม
    ๑๕. รูปพรหมชั้น ๒ คือ พรหมปุโรหิตาพรหม
    ๑๖. รูปพรหมชั้น ๑ คือ พรหมปาริสัชชาพรหม
    ๑๗. เป็นชั้นเทวโลกแดนกามาวจรภูมิ เป็นแดนของเทพเทวดาสวรรค์ชั้นที่ ๖ เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด คือ ปรนิมมิตวสวัตตี
    ๑๘. สวรรค์ชั้นที่ ๕ คือ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี
    ๑๙. สวรรค์ชั้นที่ ๔ คือ สวรรค์ชั้นดุสิตตา
    ๒๐. สวรรค์ชั้นที่ ๓ คือ สวรรค์ชั้นยามา
    ๒๑. สวรรค์ชั้นที่ ๒ คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงสา
    ๒๒.สวรรค์ชั้นที่ ๑ คือ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
    ๒๓.สัญลักษณ์ของสวรรค์ดาวดึงส์นั้นตั้งอยู่บนยอดประธาน
    ๒๔.มีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาอยู่บนยอดรองทั้ง ๔ ยอด ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนของจักรวาล
    ภาพมงคลอื่นๆ
    ๑. ภาพพระแสงหอก (สันติ) เปรียบเสมือนพระอรหัตมรรคญาณและพระอรหัตผลญาณที่สามารถกำจัดหมู่มาร คือ กิเลสทั้งปวงได้ เรียกว่า ธรรมรัตนะหรือรัตนมงคล
    ๒. แว่นส่องพระพักตร์ (สิริวัจโฉ) มีความหมายว่า รัตนอุสภราช ซึ่งเป็นสิริมงคลทำให้เจริญได้โดยลำดับ เกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสอง ของพระพุทธเจ้า
    ๓. ดอกพุดช้อน (นันทิยาวัตตัง) ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบเสมือนพญาราชสีห์ บันลือสีหนาทยิ่งใหญ่ สีหราชนั้นทำพุทธสิริมงคลให้เจริญ
    ๔. สายสร้อย (โสวัตถิกัง) ท่านอธิบายว่า เป็นรัตนะชื่อว่า รัตนโสตถิมงคล กล่าวคือ ผ้ารัตนบังสุกุลสามารถกำจัดเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง รัตนโสตถิ มงคลเป็นใยแก้ว สามารถจะให้สำเร็จการชวนดูชวนเห็นแก่เทวดาและมนุษย์ได้ตามสมควร
    ๕. ต่างหู (วัฎฎังสกัง) ได้แก่การแทงตลอดมรรคผลด้วยวชิรญาณดุจการคล้องพวงดอกไม้แก้วให้เป็นสิริมงคลที่บ่า และศีรษะอันทำให้พระพุทธสิริคลเจริญ
    ๖. ถ้วยภาชนะ (วัทธมานัง) ได้แก่ ภาชนะทอง ชื่อว่าของที่รองรับน้ำนม เป็นสิ่งที่ทำให้พระพุทธมงคลเจริญได้ เกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสอง ของพระพุทธเจ้า
    ๗. ปราสาท (ปาสาโท) ชื่อว่า ปราสาทแก้วเป็นพระมหานิพพานนคร คือ รัตนปราสาท อันทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๘. ขอช้าง (อังสุโส) ได้ชื่อเป็นขอแก้วเป็นอรหัตมรรคญาณและอรหัตผลญาณ ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๙. ซุ้มประตู (โตรณัง) ได้แก่ ประตูแก้วทั้ง ๒ คือ อรหัตมรรค และอรหัตผล เพื่อปิดประตูเมืองป้องกันกิเลส
    ๑๐. เศวตฉัตร (เสตัจฉัตตัง) เป็นเศวตฉัตรแก้ว อันทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญ
    ๑๑. พระขรรค์แก้ว (รัตนขัคคัง) คือ พระขรรค์แก้ว สามารถกำจัดกิเลสความเศร้าหมอง เป็นพุทธสิริมงคลที่เจริญ
    ๑๒. กำหางนกยูง (โมรหัตถัง) ได้แก่ พัดกำหางนกยูง ที่ตกแต่งสวยงาม ทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญ
    ๑๓. พระแท่นที่ประทับ (ภัททปิฎฐัง) ได้แก่ พระแท่นบัณธุกัมพลรัตนศิลาอาสน์ โคนต้นไม้ปาริฉัตตกะ (ไม้ทองหลาง ทองกวาว) ในภาพดาวดึงส์ เป็นสิริมงคลเจริญ
    ๑๔. พระมงกุฎ (อุณหิสัง) ได้แก่ มงกุฎแก้ว เป็นสิ่งทำให้สิริมงคลเจริญในโลกทั้งสาม
    ๑๕. เถาวัลย์แก้ว (รัตนวัลลี) เป็นพวงมาลัยแก้ว ให้เถาวัลย์ทองร้อยอย่างดีสวยงามมาก เป็นสิ่งที่ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๑๖. พัดแก้ววาลวิชชนี (มณิกาลวิชชนี) เป็นพัดขนทรายที่ทำด้วยจามรี เป็นของงดงามด้วยรัตนะทั้งปวง ทำให้พระพุทธสิริมงคลเจริญยิ่ง
    ๑๗. พวงดอกมะลิ (สุมนทามัง) พวงดวกมะลิแก้ว ใช้ด้ายทองคำผูกห้อยร้อยรัดอย่างดี เป็นเหมือนพระพุทธผู้ประเสริฐ ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๑๘. ดอกบัวแดง (รัตตุปปะลัง) ได้แก่ ดอกอุบลแก้วสีแดง ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ อันเกิดขึ้นที่ฝ่าพระบาททั้งสองของพระพุทธเจ้า
    ๑๙. ดอกบัวขาบ (นีลุปปะลัง) ได้แก่ ดอกอุบลแก้วสีเขียว ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๒๐. ดอกบัวขาว (เสตุปปะลัง) เป็นดอกบัวแก้วสีขาว เหมือนแก้วมณีและแก้วมุกดา ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๒๑. ดอกบัวหลวงชมพู (ปทุมัง) เป็นดอกบัวหรือปทุมแก้ว สีเหมือนแก้วมณี ทำให้สิริมงคลเจริญ
    ๒๒. ดอกบัวหลวงขาว (ปุณฑริกัง) เป็นดอกปทุมแก้วสีขาวเหมือนแก้วมุกดา ชื่อว่า บุณฑริกา ทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๒๓. กระออมมีน้ำเต็ม (ปุณณมโฎ) หมายความถึง ภาชนะสำหรับรองรับน้ำนม ภาชนะแก้วมณีทำให้พุทธสิริมงคลเจริญ
    ๒๔. ถาดมีน้ำเต็ม (ปุณณจาฏิ) เป็นภาชนะถาดทองคำ สำหรับใส่เครื่องบูชาของเทวดา และมนุษย์ ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน
    ๒๕. มหาสมุทรทั้ง ๔ (จตุสมุทโท) มีความหมายว่า ศีล ๔ อย่างเป็นสัจธรรม ๔ ประการ ให้สัตว์ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๔ ภาพ)
    ๒๖. จักรวาล (จักกวาโฬ) หมายความว่า พระผู้มีคพระภาคเจ้าทรงมีพุทธญาณอันวิเศษ ทรงรู้นิสัยแห่งพระองค์ ชื่อว่าเป็นสัพพัญญุตญาณ
    ๒๗. ป่าหิมพานต์ (หิมวา) ชื่อว่าเป็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้าที่มีพระฉวีวรรณดุจทอง สวยงามรุ่งเรืองเกินกว่ามนุษย์เทวดา
    ๒๘. ภูเขาสุเนรุ (สุเนรุ) ชื่อว่าเป็นพระรูปกายของพระพุทธเจ้าที่มิหวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ประการ ดังเช่นภูเขาสุเนรุ
    ๒๙. ดวงอาทิตย์ (สุริโย) คำนี้เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ทรงกำจัดความมืดมิด คือ กิเลสทั้งปวง
    ๓๐. ดวงจันทร์ (จันทิมา) เป็นชื่อว่า พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าเย็นฉ่ำยิ่งนักเปรียบดังน้ำในมหาสมุทร ทรงมีเมตตาธรรมและเย็นเยือกดุจพระจันทร์
    ๓๑. ดวงดาว (นักขัตตา) เป็นชื่อว่า พระหฤทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เย็นฉ่ำ และรุ่งเรืองส่องสว่างกระจ่างแจ้ง เหมือนดวงดาวนักขัตฤกษ์
    ๓๒. ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ ประการ (จัตตาโรมหาทีป ๔) ความว่า ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ เปรียบเสมือนสัจธรรม ๔ ประการ เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวงดั่งองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๔ ภาพ)
    ๓๓. ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ซึ่งเป็นบริวาร (ทวิสหัสสปริตตทีปปริวารา) มีความหมายถึงทวีปน้อยทั้ง ๒,๐๐๐ ที่เป็นบริวารของทวีปใหญ่ทั้ง ๔ เหมือนเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งปวง
    ๓๔. พระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยข้าราชบริพาร (สปริวาโร จักกวัตติราชา) เปรียบเหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นใหญ่ในโลกทั้ง ๓ ฉันใด พระเจ้าจักรพรรดิก็ทรงมีบริวารของพระองค์ฉันนั้น
    ๓๕. สังข์ขาวทักษิณาวรรต (ทักขิณาวัฏฏเสตสังโข) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกุศลธรรมอันบริสุทธิ์แก่ชาวโลกทั้ง ๓ เพื่อให้เว้นจากธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ คือ อกุศกรรมบถ ๑๐ ประการ ทรงเป็นผู้รุ่งโรจน์โชติช่วงด้วยพระสุรเสียงกึกก้องของพระองค์ เหมือนเสียงสังข์เสียงจักร เรียกว่า สังข์ขาวทักษิณาวัฎ
    ๓๖. ปลาทองคู่ (สวัณณมัจฉกยุคคะลัง) ความหมายว่า เป็นพระอัครสาวกทั้งสองประดับเบื้องซ้าย เบื้องขวา ที่สมบูรณ์ด้วยปัญญาและฤทธิ์คือ พระสารีบุตรเถระ และพระมหาโมคคัลลานเถระ
    ๓๗. กงจักรคู่ (ยุคคละจักกัง) เป็นจักรแก้วชื่อว่า พุทธรัตนจักร คือ พุทธรัตนจักร สังฆรัตนจักร
    ๓๘. แม่น้ำใหญ่ ๗ สาย (สัตตมหาคังคา) เป็นมหาคงคาทั้ง ๗ หมายถึง สัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดุจมหาคงคาที่ไหลมาไม่ขาดสาย (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
    ๓๙. สระใหญ่ ๗ สระ (สัตตมหาสรา) อันเปรียบเสมือนอริยทรัพย์ ๗ ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วแก่สัตว์ทั้งปวง (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
    ๔๐. ภูเขาใหญ่ ๗ เทือก (สัตตมหาเสลา) หมายถึง วิญญาณฐิติ ๗ ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงดำรงอยู่ในญาณวิสัยของพระองค์
    (หมายเหตุ แม่น้ำใหญ่ ๗ สาย หรือ มหาคงคา ๗ ได้แก่ ชาติคงคา ยมุนาคงคา สรภูคงคา สุรัสดีคงคา อจิรดีคงคา มหิคงคา และมหานทีคงคา (อาจสร้างภาพ ๑ ถึง ๗ ภาพ)
    ส่วนโพชฌงค์ ๗ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปิติสังโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสังโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
    สระใหญ่ ๗ สระ คือ สระอโนดาต สระกมัณฑมุณฑะ สระรถกาละ สระกุณาละ สระฉัททันต์ สระมัณฑากินี และสระสีหปปาตะ
    อริยทรัพย์ ๗ ประการ คือ ทรัพย์ คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา ทรัพย์คือหิริ และทรัพย์คือโอตตัปปะ
    ภูเขาใหญ่ ๗ เทือก มี ภูเขาคันธร ภูเขาอิสินธร ภูเขากรวิก ภูเขาสุทัสสนะ ภูเขาเนมินธร ภูเขาวินตกะ และภูเขาอัสสกัณณะ
    วิญญาณฐิติ ๗ ประการ คือ อาวัชชนวิญญาณ ฉันนวิญญาณ ทัสสนวิญญาณ สัมปฏิจฉันวิญญาณ โผฏฐัพพนวิญญาณ ชวนะวิญญาณ และอาลัมพนวิญญาณ เรียกว่า วิญญาณฐิติ ๗ อย่าง
    ๔๑. พญาครุฑ (สุปัณณราชา) เป็นความหมายที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้พระวชิรญาณกำจัดกิเลส ๑,๕๐๐ เหมือนพญาครุฑกำจัดพญานาค ซึ่งเป็นคู่อริกัน
    ๔๒. พญาจระเข้ (สุงสุมารราชา) ในความหมายว่า พระพุทธเจ้าทรงดำรงอยู่ในพระสัพพัญญุตญาณ อันเป็นพระรูปกายของพระองค์เพื่อจะรักษาพระองค์และรักษาชาวโลกทั้ง ๓ ไว้มิให้ไปตกอบายภูมิทั้ง ๔ เหมือนพญาจระเข้ รักษาตนและหมู่ญาติของตนในเภสกลาวัน หรือสระบัวนั่นเอง
    ๔๓. ธงชัยธงแผ่นผ้า (ธชะปฏาณ) คือ ธงชัยแผ่นผ้าทอง ประดับด้วยธรรม คือ อรหัตมรรคญาณ และอรหัตผลญาณ ประดับด้วยเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า
    ๔๔. พระเก้าอี้แก้ว (รัตนปาฏังกิ) เป็นความหมายถึงพระที่นั่งรัตนบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ทรงตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ
    ๔๕. พัดโบกทอง (สุวัณณจามโร) สุวรรณจามรเป็นพัดโบกทองคำ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ สุวรรณจามรมี ๒ ชนิด คือ ทำด้วยขนหางจามรีกับทำด้วยผ้าและใบไม้ เป็นต้น
    ๔๖. ภูเขาไกรลาส (เกลาสปัพพโต) เปรียบเป็นภูเขาทองที่งดงามยอดยิ่งกว่าภูเขาใดๆ ดังพระพุทธเจ้าที่ทรงสมบูรณ์งดงามยิ่งนัก
    ๔๗. พญาราชสีห์ (สีหราชา) พระพุทธองค์เปรียบดังพญาราชสีห์ ทรงประกอบด้วย พระเวสารัชชญาณ ๔ ประการ เสด็จเข้าไปกลางบริษัททั้ง ๔ เพื่อทรงแสดงสัจธรรม ๔ ด้วยพระพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง เสมือนพญาราชสีห์ที่ประกอบด้วยบันลือสีหนาทของตน
    ในบทสวดที่ว่า นโมตัสสะ เป็นเวสารัชชญาณ ภควโต เป็นเวสารัชชญาณ อรหโต เป็นเวสารัชชญาณ สัมมาสัมพุทธัสสะ เป็นเวสารัชชญาณ ดังนั้น คำว่า นโมพุทธธัสสะ นโมธรรมมัสสะ นโมสังฆฆัสสะ มีประโยชน์เพื่อกำจัดอันตรายทุกอย่าง
    และบทสวดที่ว่า “หูลู หูลู หูลู สวาหายยะ” นั้น จึงมีความหมายว่าอันตรายทุกอย่าง เช่น ความมีโรคมาก มีทุกข์มาก มีความโศกเศร้ามาก มีศัตรูมาก มีความขัดข้องมาก มีภัยมาก เมื่อกล่าวขึ้นอันตรายทุกอย่างเหล่านี้ย่อมพินาศไปสิ้น ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธองค์ ดังเสียงบันลือสีหนาทนั่นเอง
    ๔๘. พญาเสือโคร่ง (พยัคฆราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนพยัคฆราชทรงประดับด้วยพระสัพพัญญุตญาณ พระองค์ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๑ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได้) ในปฐมยาม
    ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๒ คือ ทิพพจักขุญาณ (ตาทิพย์) ในมัชฌิมยาม
    ทรงตรัสรู้พระญาณที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ (ทำให้กิเลสหมดไป) ในปัจฉิมยาม
    ญาณทั้ง ๓ อย่างนี้ จึงเป็นพระสัพพัญญุตญาณ
    ๔๙. พญาเสือเหลือง (ทีปิราชา) พระพุทธเจ้าไม่ทรงยินดีในกามคุณทั้ง ๕ อันเป็นวิสัยในโลกทั้ง ๓ คือ พระองค์ไม่ทรงยินดีอะไรที่เกิดขึ้นในโลกทั้ง ๓ นี้ แต่พระองค์ทรงยินดีในนวโลกุตรญาณธรรม คือ พระสัพพัญญุตญาณ เพื่อประโยชน์ด้วยมรรคผลนิพพาน จึงได้รับพระนามว่า ทีปิราชา หรือพญาเสือเหลือง
    ๕๐. พญาม้าพลาหก (พลาหโกอัสสราชา) ม้าพลาหกประกอบด้วยการก้าวเดินที่สง่า สวยงามกว่าสัตว์ชนิดใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประกอบไปด้วยพละกำลังมาก ทรงกำลังกายถึง ๑๐ ประการ สวยงามกว่าสัตว์ใดๆ ทั้งหมด จึงได้รับการถวายพระนามว่า พลาโหอัสสราชา คือ ม้าพลาหกนั่นเอง
    ๕๑. พญาช้างอุโบสถ (อุโปสโต วารณราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงยินดีในอารมณ์วิสัยกามคุณ ๕ อะไรๆ ตลอดกาล แต่จะทรงยินดีอารมณ์พระนิพพาน อันเป็นนวโลกุตรญาณธรรม จึงได้รับการถวายนามเป็นช้างอุโบสถ หรืออุโบสโถวารณราชา
    ๕๒. พญาช้างฉัททันต์ (ฉัททันโตวารณราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ ประดับอยู่ทั่วพระวรกายของพระองค์
    ๕๓. พญานาควาสุกรี (วาสุกีอุรคราชา) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับด้วยพระสัพพัญญุตญาณ พญากาลนาคราชได้ถวายอาสนะบัลลังก์แก้วของตนแด่พระองค์ ครั้งนั้นพระองค์ประทับนั่งเสวยวิมุติสุขเหนือบัลลังก์นั้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแด่พญากาลนาคราช
    วาสุกีอุรคราชา มี ๒ อย่าง คือ โลกิยราชา กับโลกุตรราชา
    ๕๔. พญาหงส์ (หังสราชา) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่ทรงยินดีโลกิยสาระ คือ เงินทองมีแก้ว ๗ ประการ เป็นต้น แต่พระองค์ทรงยินดีในโลกุตรธรรม คือ มรรคผลนิพพานจึงได้รับการถวายพระนามว่า หังสราชา
    ๕๕. พญาไก่เถื่อน พญาโคอุสภราช (พลกุกกุฏอุสภราชา) มีความว่าเมื่อครั้งก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระชาติเป็นโคอุสภราช มีนามว่า สุมังคละ ไม่ทรงสนพระทัยศัตรูที่จะทำให้พระองค์หวั่นไหวกลางคัน คือ ทรงละศัตรูที่จะทำการประทุษร้ายพระองค์เสียแล้ว
    ทรงสนพระทัยจะแสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า พลกุกกุฏอุสภราชา
    ๕๖. พญาช้างเอราวัณ (เอราวัณโณนาคราชา) มีความว่า พระพุทธองค์ทรงตั้งอยู่ในอริยธรรม ทรงยินดีในศีลสาระ ดุจพญาช้างที่ตั้งอยู่ในอริยมรรค พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า เอราวัณโณนาคราชา คำว่า เอ เป็นการแสวงหา รา เป็นความยินดี เอรา จึงเป็นการค้นหาสาระในอริยธรรมอันยิ่งใหญ่ตลอดกาลเป็นเนืองนิตย์
    ๕๗. มังกรทอง (สุวัณโณมังกโร) เปรียบดังพระพุทธองค์ทรงมีความประพฤติที่กล้าแข็ง ในอรหัตมรรคญาณ และอรหัตผลญาณ คือ วชิรญาณ สามารถตัดกิเลสทั้งปวงได้ ประดุจเลื่อยเพชร จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณมังกโร
    ๕๘. แมลงภู่ทอง (สุวัณโณภมโร) พระพุทธองค์เปรียบดั่งผึ้ง เคล้าคลึงละอองเกสรใหม่จากดอกไม้ทั้งหลาย โดยไม่ทำลายต้นให้เสียหาย ประดุจที่ทรงคบหาบริษัท ๔ ทรงกำจัดมานะในใจของบริษัทเหล่านั้นให้ขาดได้ จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณ ภมโร
    ๕๙. ท้าวมหาพรหมสี่พักตร์ (จตุมุโขมหาพรหมา) พระพุทธองค์ทรงประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทรงแสดงพรหมวิหารให้สัตว์ทั้งหลาย จึงได้รับการถวายพระนามว่า จตุมุโข มหาพรมหา
    ๖๐. เรือทอง (สวัณณนาวา) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบดังเรือทองที่ทรงช่วงสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำ คือ สงสาร ให้ไปถึงฝั่งคือ นิพพาน เรือทองจึงเป็นอรหัตมรรคญาณและอรหัตผลญาณ ฉะนี้
    ๖๑. บัลลังก์แก้ว ( รันตปัลลังโก) เป็นบัลลังก์แก้ว คือ รัตนบัลลังก์ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงกำจัดหมู่มารได้ด้วยอานุภาพบารมี ๑๐ ของพระงองค์
    ๖๒. พัดใบตาล (ตาลปัณณัง) ท่านหมายว่า ใบตาลแก้ว คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงเมตตาธรรมอันเยือกเย็นไว้ในหัวใจของชาวโลกทั้ง ๓ โลก ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์
    ๖๓. เต่าทอง (สุวัณโณกัจฉโป) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดกิเลสด้วยวชิรญาณ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า สุวัณโณกัจฉโป
    ๖๔. แม่โคลูกอ่อน (สุวัจฉกา คาวี) หมายถึง พระพุทธองค์ทรงแสดงโลกุตตรธรรม ๙ มีชื่อว่า อมตมหานิพพาน แก่ชาวโลกทั้ง ๓ ด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ ดุจแม่โคที่มีใจเมตตารักลูกของตน
    ๖๕. กินนร (กินนโร) มีความหมายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ ไม่ทรงเบียดเบียนสัตว์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า กินนโร
    ๖๖. กินนรี (กินนรี) พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นๆ ทั้งหมด จึงได้รับการถวายพระนามว่า กินนรี
    ๖๗. นกการเวก (กรวิโก) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม คือ มรรคผลนิพพาน คือ โลกุตตรธรรม ๙ แก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะยิ่งนัก ดังนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า กรวิโก หรือ การะเวก
    ๖๘. พญานกยูง (มยุรราชา) มีความหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า มยุรราชา
    ๖๙. พญานกกระเรียน (โกญจราชา) หมายถึง การที่พระพุทธองค์ไม่ทรงเยียบถูกพื้นดิน เมื่อคราวเสด็จไปไกลๆ ทรงเหาะไปทางอากาศด้วยฤทธิ์ ดังนั้น จึงได้รับการถวายพระนามว่า โกญจราชา หรือ พญานกกระเรียน
    ๗๐. พญานกจากพราก (จากวากราชา) ด้วยที่พระพุทธเจ้าทรงบันลือสีหนาทใหญ่ที่ประกอบด้วยการแสดงธรรม คือ ทศพลญาณแก่ชาวโลกทั้ง ๓ เพื่อให้บรรลุมรรคผลนิพพาน พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า จากวากราชา คือ พญานกจากพราก
    ๗๑. พญานกพริก (ชีวัญชีวกราชา) หมายความถึง การที่พระพุทธเจ้าทรงปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นไปจากมิจฉาชีพ ให้เลี้ยงตนด้วยสัมมาชีพ พระองค์จึงได้รับการถวายพระนามว่า ชีวัญชีวกราชา คือ พญานกพริก นั่นเอง
    มิจฉาชีวัง หมายความว่า สัตว์ทั้งหมดในโลกนี้ที่จะต้องไปอบายนรก ย่อมกระทำเวรกรรม ๕ ประการ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุราเมรัย เวรกรรมทั้ง ๕ ประการ ที่สัตว์ทั้งหลายกระทำในโลกนี้ เรียกว่า มิจฉาชีพ
    สำหรับสัมมาชีวัง หมายถึง สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ที่จะได้ไปสวรรค์ คือ ย่อมไม่ทำเวรกรรม ๕ ประการ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย เวรกรรมทั้ง ๕ ประการนี้ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ไม่กระทำ เรียกว่า สัมมาชีพ
    หากนำจำนวน ๒๔ มาบวกกับ ๗๑ จะได้เพียง ๙๕ ภาพ ยังขาดไป ๑๓ ภาพ จึงจะครบ ๑๐๘ แต่ความจริงแล้วหากนับรวมภาพทวีป มหาสมุทร สระใหญ่ ภูเขาใหญ่ ก็จะได้ครบ ๑๐๘ ภาพแล้วครับ


    ตัวอย่างข้อมูลจากเว็บอื่น (Thaitownusa.com)



    [​IMG][​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG] [​IMG]

    [​IMG]



    CREDIT : ภาพและเรื่องโดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ<SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/r20101117/r20110208/show_ads_impl.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>​
    <SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>
    <SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>
    <SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>
    <SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>
    <SCRIPT src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></SCRIPT><SCRIPT src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><IFRAME id=google_ads_frame1 height=undefined marginHeight=0 src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/ads?format=nanxnan&output=html&ea=0&flash=10.1.85.3&dt=1298518304060&shv=r20101117&jsv=r20110208&correlator=1298518304060&frm=1&adk=4200934904&ga_vid=715987248.1298365221&ga_sid=1298518182&ga_hid=844582062&ga_fc=1&u_tz=420&u_his=7&u_java=1&u_h=768&u_w=1366&u_ah=728&u_aw=1366&u_cd=32&u_nplug=0&u_nmime=0&biw=1345&bih=555&ifk=2145796638&fu=4&ifi=1&dtd=795" frameBorder=0 width=undefined allowTransparency name=google_ads_frame1 marginWidth=0 scrolling=no></IFRAME><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT><SCRIPT>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</SCRIPT>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 24 กุมภาพันธ์ 2011
  5. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    การสร้างวัดและปราสาทตามคติจักรวาล

    การสร้างวัดของไทยมักวางผังวัดตาม แผนผังจักรวาลตามคติไตรภูมิ
    ในวัดพระธาตุลำปางหลวง

    [​IMG]

    ผัง วัดพระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง
    ภาพลายเส้นที่ 3.3 แผนผังวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งจำลองคติไตรภูมิจักรวาลประกอบด้วย
    เขาพระสุเมรุ ทวีปทั้งสี่ สีทันดรสมุทร กำแพงจักรวาล และป่าหิมพานต์ไว้อย่างครบถ้วน

    [​IMG]

    [​IMG]
    ผังพื้นพระธาตุลำปางหลวง
    [ที่มา : พรรณนิภา ปิณฑวณิช, การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง วิทยานิพนธ์
    สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546 ]

    [​IMG]
    รูปด้านพระธาตุลำปางหลวง
    [ที่มา : พรรณนิภา ปิณฑวณิช, การศึกษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง วิทยานิพนธ์
    สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546 ]

    แกนกลางของวัดมักเป็นเจดีย์ หรือพระปรางค์ แทนเขาพระสุเมรุ ​

    เจดีย์ราย วิหารรายรอบๆ แทนทวีปทั้ง สี่ทวีปที่สำคัญคือชมพูทวีป ซึ่งเป็นทวีปเดียวที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงมาประสูติ
    ส่วนระเบียงคต อาจเป็นตัวแทนเขาสตบริภัณฑ์ ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
    ทรายในวัด แทน มหานทีสีทันดร​

    [​IMG]
    ลายเส้น ซุ้มประตูโขง วัดพระธาตุลำปางหลวง"
    [อุมาพร เสริฐพรรณึก, การศึกษาประตูโขงแบบล้านนาในจังหวัดลำปาง, หน้า 53]

    [​IMG]

    [​IMG]
    "ภาพตัดแสดงตำแหน่งที่ตั้งสำคัญบนเนวัดพระธาตุลำปางหลวง"(1.พระธาตุเจดีย์ 2.วิหารหลวง 3.กู่พระเจ้าล้านทอง 4.ประตูโขง)
    [อุมาพร เสริฐพรรณึก, การศึกษาประตูโขงแบบล้านนาในจังหวัดลำปาง, หน้า 45]

    จักรวาล ซุ้มโขง ที่เป็นซุ้มประตูประดับด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษาหรือสัตว์ในเทพนิยาย เสมือนเป็นทางเข้าของป่าหิมพานต์ ​

    ปราสาทเฟื้องบนสันหลังคาของวิหาร เปรียบเสมือนภูเขาสัตตบริภัณฑ์ (ภูเขาที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ รวม 7 ชั้น สูงลดหลั่นกันตามลำดับ ระหว่างภูเขาแต่ละชั้นมีทะเลสีทันดรคั่น) ​

    [​IMG]
    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 25 กุมภาพันธ์ 2011
  6. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    โอ้โห ถ้าได้โบนัส 20 เดือนนี่ จะอยู่ไปอีกนานเลย 5555
     
  7. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    ร้านนี้นี่ประหยัดต้นทุนค่าขนส่งไปได้เยอะเลยอ่า ไอเดียบรรเจิดมาก ^^
     
  8. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    คุณได้รับสิทธินั้นเดี๋ยวนี้คระ
    เพียงแต่ว่าคุณต้องทำตามเงื่อไขก่อน
    คือ ทำงานกับเราจนครบ 50 ปี ไหว ป่ะ 555+
     
  9. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    กลัวจะอยู่ไม่ถึง 50 ปี น่ะสิครับ พี่หญิงทิพท์ อิอิ
     
  10. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    พรุ่งนี้วันพระคะ
    พาไปไหว้พระประธาน 9 องค์
    ทางเหนือกันคะ


    [​IMG]
    พระเจ้าเก้าตื้อ พระประฐานในวิหารพระเจ้าเก้าตื้อวัด สวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
    เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน นั่งขีดสมาธิราบ ปางมารวิชัยคะ​

    [​IMG]
    พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์จังหวัดเชียงใหม่คะ
    เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน สิงห์ 1นั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย​

    [​IMG]
    พระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาว ศิลปะละโว้ ปางมารวิชัยคะ ทำจาก แก้วขาว
    ประดิษฐาน ที่วัดเชียงมั่น วัดแรกของเชียงใหม่คะ​

    [​IMG]
    พระอัฐฎารส สูง 18 ศอก ปางห้ามญาติ
    เป็นพระประธานประจำวัดเจดีย์หลวงคะ​

    [​IMG]
    พระเจ้า พันเตา ปางมารวิชัย พระประธานวัดพันเตา จ.เชียงใหม่คะ​

    [​IMG]
    พระรอดหลวง องค์ด้านล่างนะคะ ศิลปะลพบุรี และ ทวารวดี ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร
    วัดมหาวัน จ.ลำพูน​

    [​IMG]
    พระเจ้าล้านทอง ปาง มารวิชัย ศิลปะเชียงแสน
    ลงรักปิดทอง พระประธานวิหารหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง หนา..​


    [​IMG]
    พระเสตังคมณีศรีเมืองหริภุญชัย ปางมารวิชัย เป็นพระประธาน วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูนคะ​


    [​IMG]
    พระเจ้าตนหลวงวัดศรีโคมคำ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือคะ
    ปางมารวิชัย เป็นพระประธานวัดศรีโคมคำ จ.พะเยา เจ้าค่ะ​

    ทำไมถึงนิยมสร้าง พระพุทธรูปปางมารวิชัย
    และ ความหมายของปางนี้คะ

    การแสดงปางหรือพุทธประวัตินั้น แรกเริ่มมีเพียง 4 ปาง ตามสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ปางประสูติ ปางตรัสรู้ ปางปฐมเทศนา และปางปรินิพพาน ต่อมาภายหลังจึงเพิ่มขึ้นเป็น 8 ปาง ตามมหาสถาน ที่เพิ่มขึ้นจาก 4 แห่ง เป็น 8 แห่ง ที่เรียกว่า อัฏฐมหาสถาน ปางที่เพิ่มขึ้น 4 ปาง ได้แก่ ปางทรมานช้างนาฬาคีรี ปางทรงรับบาตรจากพญาวานร ปางยมกปาฏิหาริย์ และปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในดินแดนไทยสมัยทวารวดีระยะแรก ได้พบหลักฐานพระพุทธรูปเพียงไม่กี่ปาง ซึ่งเป็นศิลปะที่สืบต่อมาจากอินเดียโดยตรง ได้แก่ ปางประทานพร ปางทรงแสดงธรรม ปางมารวิชัย และปางสมาธิ ในระยะต่อมาจึงมีการสร้างพระพุทธรูปปางอื่นๆ ทั้งที่เป็นการดัดแปลงให้เป็นแบบท้องถิ่น และที่คิดริเริ่มขึ้นใหม่ เช่น พระพุทธรูปปางทรงแสดงธรรม ทั้งสองพระหัตถ์ในศิลปะทวารวดีนั้น ก็ไม่มีปรากฏในอินเดีย พระพุทธรูปลอยตัวปางลีลาถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในศิลปะสุโขทัย และพระพุทธรูปแสดงปางประทานอภัย ทั้งสองพระหัตถ์ที่เรียกว่า ปางห้ามสมุทร อาจเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอยุธยา ​
    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา การสร้างพระพุทธรูปแสดงปางต่างๆยังมีปางอยู่ไม่มากนัก ที่นิยมมากที่สุด คือ ปางมารวิชัย รองลงมา ได้แก่ ปางสมาธิและปางอื่นๆ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงรวบรวม และเรียบเรียงตำราทาง พระพุทธศาสนาขึ้น คือ พระนิพนธ์พุทธประวัติ เรื่องปฐมสมโพธิกถา แล้วทรงประดิษฐ์แบบอย่างพระพุทธรูปปางต่างๆ ขึ้นตามพุทธประวัติดังกล่าว เพื่อให้ช่างสร้างเป็นพระพุทธรูปรวม 40 ปาง

    ปางมารวิชัย
    พระอิริยาบถนั่ง พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลา พระหัตถ์ขวา วางคว่ำบนพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้เพื่อเรียกแม่พระธรณี หมายถึง พุทธประวัติตอนตรัสรู้ มีพญามารมาผจญ พระพุทธองค์ทรงเรียก แม่พระธรณีมาเป็นพยาน แม่พระธรณีได้บีบมวยผมหลั่งน้ำที่พระพุทธองค์เคยทรงบำเพ็ญบารมีออกมาไหลท่วมเหล่ามารทั้งหลายพ่ายแพ้ไป พระพุทธรูปปางมารวิชัยเป็นปางที่พบ มากที่สุดในศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะในสมัยสุโขทัย ล้านนา อู่ทอง อยุธยา จนถึง รัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ พุทธประวัติตอนมารผจญยังเป็นที่นิยมในงานจิตรกรรมฝาผนัง เขียนที่ผนังสกัดด้านหน้าพระอุโบสถ ในสมัย อยุธยาตอนปลาย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 แห่ง กรุงรัตนโกสินทร์​

    [​IMG]

    ----------------------------------------​


    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1381515/[/MUSIC]​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 25 กุมภาพันธ์ 2011
  11. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    OH MY BUDDHA ....
    ไม่เคยเห็นศพ ไม่เน่า ขนาด นี้ ........
    กลัว นะ เนี่ย วันไหน ลุกขึ้นมาก ..... ทำไง นี่
     
  12. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    น้อง yayas คะ พี่ตกใจมากมาย ในเรื่อง พระสงฆ์ที่ละสังขารแล้ว ไม่เน่าเปื่อย
    มีจำนวนมากจิงๆคะ พี่หารายชื่อท่านมาให้แต่ คาดว่าน่าจะมี อีกคะ ​

    รวบรวมรายชื่อ พระที่ทิ้งสังขารไม่เน่า


    พระหรือบุคคลที่ไม่เน่าเปื่อย เท่าที่เคยอ่านหนังสือ มี 2 กรณี คือกินว่าน,เสกข้าวกิน และปฏิบัติจิตบริสุทธิ์จนเป็นพระอริยเจ้า (กรรมฐาน)
    หลวงพ่อพุทธทาสเคยเทศน์ไว้ในเรื่องอาณาปาณสติ หมวด5 เกี่ยวกับเรื่องศพไม่เน่า ท่านบอกว่าเป็นไปได้ ใครที่ตายในขณะจิตมีสติ กำหนดอาณาปาณสติเป็นอารมณ์ ตายแล้วก็จะไม่เน่า ท่านเทศน์ไว้อย่างนี้นะครับ ผมฟังจากเสียงท่านเองโดยตรง ไม่ผิดแน่ๆ อีกอัน มีคาถามตายแล้วไม่เน่า ของหลวงปู่สุภา กันตสีโล สุสุละละ ทาทาโรโร อัสสะโสโส โนโน นะโมพุทธายยะ นะมะอะ อุอุมะยัดทา พูมโมอุถุระ ราลาบปะภากะระลา ได้มาจากองค์ท่านโดยตรงเช่นกันครับ​

    พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ที่สรีระไม่เน่าเปื่อย ในโลกนี้มีอยู่สามองค์
    องค์แรก คือ "พระมหากัสสปะ" สรีระท่านอยู่ที่เขาสามภู ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พระท่านบอกว่า พระอินทร์ท่านดูแลร่างนี้อยู่ครับ ได้จุดธูปเทียนบูชาไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล
    ตอนนี้ก็ไหม้ไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อครบห้าพันปีธูปเทียนก็จะไหม้หมดพอดีครับ องค์นี้รอพระศรีอาริย์มาเผา ในวันสุดท้ายก่อนที่พระศรีอาริย์จะเข้าพระนิพพานครับ
    องค์ที่สองเป็น "พระกัสสปะ" (คนละองค์กับ "พระมหากัสสปะ" ) พระท่านบอกว่า สรีระของพระกัสสปะอยู่ในถ้ำที่จังหวัดเลย เมืองไทยเรานี่เองครับ
    ท่านมีกรรมกันมากับพระราโมพุทโธ ตั้งแต่ในชาติที่พระกัสสปะ เกิดเป็น "มาลีจันทร์" รอพระราโมพุทโธมาเผาในยุคที่ท่านจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
    องค์ที่สาม (ผมจำชื่อท่านไม่ได้) สรีระท่านอยู่ในประเทศเวียดนามครับ ​


    -พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเถระ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
    -หลวงปู่วงศ์ วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน
    -หลวงพ่อบุญเหลือ วัดเขาตะกร้าทอง จ.ลพบุรี
    -ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง จ.เชียงใหม่
    -ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม จ.ลำพูน
    -หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
    -หลวงปู่พรหม วัดช่องแค จ.นครสวรรค์
    -หลวงปู่สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จ.ชุมพร
    -หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม.
    -หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรง วัว จ.สุพรรณบุรี
    -หลวงพ่อเภา วัดเขาวงกต อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
    -หลวงปู่ครูบาน้อย วัดบ้านปง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
    -หลวงปู้เขียว วัดหลงบน อ.ปากพนัง จ.นครศรธรรมราช
    -หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดถ่ำแฝด จ.กาญจนบุรี
    -หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท
    -หลวงปู่หิน อาโสโก วัดหนองนา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี
    -หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงหบุรี
    -หลวงปู่นพ ภูวริ วัดมหาพฤฒาราม กทม.
    -หลวงปู่เย็น วัดสระเปรียญ ชัยนาท
    -หลวงปู่ใจ ฐิตธัมโม อดีตเจ้าอาวาส วัดหนองหญ้าปล้องใต้ ต.ไก่เส่า อ.หนองแซง จ.สระบุรี
    -หลวงปู่ทอง วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
    -พระอาจารย์โพธิ์แจ้ง วัดโพธิ์แมน กทม.
    -หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี แห่งวัดถ้ำคูหาสวรรค์ ภาคอิสาน จังหวัด อุบลราชธานีครับ
    -พระอาจารย์โหพัฒน์ โรงเจชุ่นเทียนติ้ว หลังตลาดท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มรณภาพท่านั่งสมาธิพนมมือ
    -หลวงพ่อกัสสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม จ.ระยอง
    -หลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ลำปาง
    -หลวงพ่อชื่น วัดถำ้เสือ จ.กาญจนบุรี
    -พ่อท่านเกลื่อม ฐานิสสโดร วัดคคาวดี ต.ปากแพรก อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช
    -หลวงพ่อพัฒน์ นารโท วัดพัฒนาราม(ใหม่บ้านดอน) อ.เมือง สุราษฎร์ธานี
    -หลวงพ่อเจริญ ติสสวัณโณ วัดเขาวงกต ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
    -หลวงปู่หล้า เขมปัตโต อยู่วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ท่านเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
    ไม่ได้เก็บร่างกายไว้หลังท่านละสังขาร มีการฌาปนกิจ กระดูกท่านเป็นพระธาตุ
    -หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางปางพระเลไลย์ อ.สิงหนคร จ.สงขลา
    -หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จ.ชุมพร
    -ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ อาศรมศาลาแก้วกู่ จ.หนองคาย
    -หลวงปู่นิล อิสสโร วัดครบุรี จ.นครราชสีมา
    -หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    -หลวงปู่สิงห์ วัดแก้วโกรวาราม จังหวัดกระบี่ มรณะภาพแล้ว สังขารไม่เน่า พระราชาทานเพลิงครั้งแรกไม่ไหม้ศพ พระราชทานเพลิงครั้งที่สองไฟจึงไหม้ และพระราชทานเพลิงครั้งที่สองได้เกิดปาฏิหาริย์คือไฟที่ลุกอยู่นั้นได้ปรากฏเป็นรูปหลวงปู่ยิ้มให้ประชาชนที่ไปในงานและที่คอหลวงปู่สวมพวงมาลัยด้วย
    -หลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน นนทบุรี
    -หลวงปู่แจ้ง วัดใหม่สุนทร โคราช
    -หลวงพ่อทบ วัดช้างเผือก เพชบูรณ์
    -หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี
    -หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ ภาคใต้จำไม่ได้ครับว่าจ.อะไร
    -หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา นครปฐม
    -หลวงปู่นำ วัดดอนศาลา พัทลุง
    -หลวงพ่อเจริญ วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี
    -หลวงปู่เสน อาจารย์ของหลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน อยุธยา นั่ง มรณะที่ถ้ำสระบุรี ศพไม่เน่า พอนำศพท่านเผา เส้นผมกลายเป็นทองคำ
    -ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง เชียงใหม่ ศพไม่เน่า แต่ท่านให้เผ่า พอเผ่าแล้ว กระดูกท่านกลายเป็นพระธาตุ ในวันนั้นเลย
    -หลวงปู่สาย วัดหนองสองห้อง สมุทรสาคร
    -หลวงพ่อวัด ประชาโฆษิตาราม สมุทรสาคร
    -อาจารย์ชุม นามสกุลจำไม่ได้
    -หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา แต่เผาท่านครับ กทม.
    -หลวงพ่อคล้าย วัดจันดี ภาคใต้
    -หลวงปู่คลิ้ง วัดถลุงทอง นครศรีธรรมราช
    -หลวงพ่อคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน ชุมพร
    -หลวงปู่สด วัดโพธิ์แดงใต้ อยุธยา
    -หลวงพ่อสาย วัดท่าขนุน กาญจนบุรี
    -หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน ลพบุรี
    -หลวงพ่อวงศ์ วัดปริวาส กรุงเทพ
    -หลวงปู่ทอง วัดป่ากอ สงขลา
    -หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครปฐม
    -พระกัสสปะ ในสมัยพระพุทธเจ้า มรณะอยู่ในถ้ำ รอพระศรีอริยะท่าน มาเผา
    -หลวงพ่อคง วัดเขาสมโภชน์ ลพบุรี
    -หลวงพ่อปู่โหน่ง วัดคลองมะดัน อยุธยา แต่ลูกศิษย์ดันเผาครับ
    -หลวงปู่สุวัฒ วัดศรีทวีป สุราษฏร์ธานี
    -หลวงพ่อยี วัดดงตาก้อนทอง อ.บางกะทุ่ม จ. พิษณุโลก ไม่ได้เผาครับ ท่านให้ลูกศิษย์แช่น้ำผึ้งไว้ หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ลุกขึ้นมาเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังได้อีก
    ท่านตายเมื่อประมาณปีหนึ่งหก แต่เมื่อปีสองศูนย์ ท่านส่งจดหมายจากภูเขาควายไปหาพระมหาโพธิสัตว์อาจารย์ของท่านที่หนองคาย แสดงว่าหลวงปู่ยีท่านไม่ตาย
    ท่านถอดคราบออกไปเฉยๆแบบก่ำกาดำนั่นแหละ ตอนนี้ท่านอยู่ภูเขาควายครับ หลวงปู่ยี นี่มีอิทธิฤทธ์สูงมากๆ เสกข้าวเปลือกเป็นทองคำ ยังหาดูได้จากศิษย์ของท่าน
    ท่านว่าข้าวเปลือกทองคำจะอยู่ถึง 600 ปีจึงกลับเป็นแบบเดิม นอกจากนี้ยังยืดเหรียญด้วยมือยาวเกือบฟุต เป็นต้น

    -หลวงปู่ชุน หรือหลวงปู่เสือโคก" จังหวัดมหาสารคาม ครับ องค์นี้ท่านมรณะภาพไปสามเดือนแล้ว พระท่านบอกว่าท่านไปนิมนต์กลับมา หลวงปู่ชุนท่านจึงฟื้นคืนมาได้อีก
    ท่านอยู่ต่ออีกสองปีจึงมรณภาพ สรีระท่านอยู่ที่วัด ญาณในท่านตอนนี้มีบริวารสี่แสนอยู่ข้างบนครับ
    -หลวงปู่คำคะนึง จ. อุบลฯ ท่านก็มรณภาพไปได้สามเดือน แล้วก็ฟื้นคืนมาได้เช่นกันครับ
    -จังหวัดชุมพร หลวงพ่อรุ่ง(เคราเหล็ก) วัดบางแหวน
    -หลวงพ่อเปียก วัดนาสร้าง
    -หลวงพ่อจีด วัดถ้ำเขาพลู(ศพท่านมีกลิ่นหอม)
    -หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน
    -จังหวัดสุราษฎร์ฯ หลวงพ่อแดง เกาะสมุย
    -หลวงพ่อเพชร วัดศรีเวียง หลวงพ่อกล่อม วัดโพธาวาส
    -จังหวัดนครศรีธรรมราช หลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง
    -หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง
    -หลวงพ่อแดงวัดภูเขาหลัก
    -จังหวัดพัทลุง หลวงพ่อทอง
    -หลวงพ่อทองเฒ่า
    -หลวงพ่อปาล วัดเขาอ้อ
    -หลวงพ่อเอียด วัดดอนศาลา
    -หลวงพ่อดิษฐ์ วัดปากสระ
    -หลวงพ่อหมุน วัดเขาแดงตะวันออก (สายเขาอ้อทั้งนั้นครับ)
    -จังหวัดภูเก็ต หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง
    -จังหวัดสงขลา หลวงพ่อมหาลอย วัดแหลมจาก
    -หลวงพ่อศรีแก้ว วัดไทรใหญ่
    -หลวงพ่อเฟื่อง วัดคงคาเลียบ
    -หลวงพ่อคง
    -หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า
    -หลวงพ่อเหลือ วัดประดู่หอม
    - หลวงพ่อเนียร สำนักสงฆ์ต้นเลียบ
    -หลวงพ่อปาน วัดโคกสมานคุณ
    -จังหวัดปัตตานี หลวงพ่อชุม
    -หลวงพ่อดำ วัดตุยง
    -หลวงพ่อสีพุฒ วัดมะเดื่อทอง
    -หลวงพ่อปาน วัดนาประดู่
    -หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จ. สุพรรณบุรี ที่ศพท่านไม่เน่าด้วยครับ
    -หลวงปู่ปัญญา คันธิโย วัดนาคตหลวง อ.แม่ทะ จ.ลำปาง อีกองค์ครับ
    -หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค อ.ตาคลี จ.ลพบุรี ด้วยครับ
    -หลวงปู่แดง วัดเชิงเขา จ. นราธิวาส
    -หลวงพ่อแดง วัดคุณาราม(เขาโปะ) เกาะสมุย สุราษฏร์ธานี ที่ฝรั่งเอามาลงในสารคดี ตอนนี้โด่งดังนะจ๊ะ
    -หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค จ. นครสวรรค์ เยี่ยมจริง ๆ ไม่ได้โม้
    -วัดโพธิ์เย็น จ.กาญจนบุรี มี 2 รูป
    -วัดสันป่ายางหลวง จ ลำพูน (ร้สึกว่าเผาแล้วครับ)
    -ครูบาธรรมธิ จังหวัดเชียงใหม่
    -วัดอบทม อ่างทอง
    -วัดต้นสน อ่างทอง
    -วัดศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
    -จังหวัดชัยนาท วัดใกล้ๆเขื่อนเจ้าพระยา (ถ้านึกชื่อออกจะมาใส่เพิ่ม)
    -สามเจ้าคุณ จังหวัดตราด วัดไผ่ล้อม
    -หลวงพ่อยิด กุบยบุรี (เผาแล้ว)
    -ครูบาบุญสม วัดนาเหลืองใต้
    -ครูบาอินสม วัดทุ่งน้อย ต.บ้านโป่ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
    -หลวงพ่อนิพนธ์ อัตถกาโม วัดจั่นเจริญศรี อ.สรรค์บุรี ชัยนาท
    -หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    -หลวงพ่อ ทบ วัดช้างเผือก จ.เพชรบูรณ์
    -หลวงพ่อ กวย จ.ชัยนาท
    -หลวงพ่อทองใบ วัดอบทม อำเภอวิเศษไชยชาญ นะครับตอนนี้ยังใส่โลงแก้วอยู่เลยมีผม และเล็บงอกออกมาจากตัวท่านเสมอ
    -หลวงพ่อเกษม วัดม่วงครับ ไม่เน่าไม่เปื่อย
    -หลวงปู่ไสย์ วัดเทพเจริญ จ.ชุมพร
    -หลวงพ่อทองใบ วัดคลองมะดัน(วัดเดียวกับหลวงพ่อโหน่ง) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เป็นพระลูกวัดที่มรณะแล้วร่างของท่านไม่เน่า ร่างของท่านไม่ได้เผา อยู่ที่วัดคลองมะดันในเวลานี้
    -หลวงพ่อที่วัดฃ้างเผือก(ไม่แน่ใจว่าจำถูกไหม) อำเภอ สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด
    -ครูบาวัดสวนหินผานางคอย อุบล
    -หลวงพ่อยวง วัดทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    -หลวงปู่ครูบาอิน อินโท วัดฟ้าหลั่ง -วัดทุ่งปุย อายุ 101 ปี ไม่เน่าเช่นกัน ร่างของท่านยังไม่ได้เผา อยู่ที่วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) ไปกราบนมัสการได้ครับ
    -หลวงปู่เมฆ วัดลำกะดาน ถนนนิมิตใหม่ เขตคลองสามวา กทม.
    -พ่อหลวงคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ด้วยนะครับ
    -หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ก็ไม่เน่าเช่นกัน
    -หลวงพ่อเริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ ศรีราชา
    -หลวงพ่อแก้ว วัดโคกโดน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
    -หลวงพ่อพรหม วัดนาราเจริญสุข อ.เกาะสมุย ตอนนี้ศพของท่านยังมีอยู่ที่วัดครับ
    -หลวงพ่อพัฒน์ นารโท วัดใหม่ (บ้านดอน)
    -หลวงพ่ออินทร์ วัดท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากท่านมรณภาพสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย คณะศิษย์หลายท่านเห็นว่าควรเก็บสังขารของท่านไว้
    แต่เกิดความผิดพลาดเพราะได้มีการขอพระราชทานเพลิงศพของท่านไว้ก่อนแล้ว จึงมีการพระราชทานเพลิงศพ โดยก่อนพระราชทานเพลิงศพคณะศิษย์
    ได้เปลี่ยนจีวรใหม่ให้ท่าน แต่สังขารท่านไม่ไหม้ไฟ คณะศิษย์จึงนำจีวรเก่าของท่านมาเปลี่ยนใหม่สังขารของท่านจึงจะไหม้ไฟ
    -หลวงพ่อดิน วัดศาลาขาว
    -หลวงพ่อสนธิ จังหวัดอ่างทอง
    -หลวงคำ วัดหนองหม้อ
    -หลวงปู่เล็ก วัดบ้านหนอง
    -หลวงพ่อ....วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง หลวงปู่ตี๋ จังหวัดอุทัย
    -หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง แถวๆ ดอนพุด สระบุรี
    -หลวงพ่อซวงวัดชีปะขาว จ.สิงบุรี ไปทางวัดไชโย อ่างทองก็ใด้ ที่ละสังขารไปหลายปีเเล้วยังไมเน่าไม่เบื่อย
    -หลวงพ่อแหวง วัดคึกคัก จังหวัดพังงา ด้วยครับ
    -หลวงปู่บุดดา วัดกลางชูศรีเจริญ สิงห์บุรี ด้วยครับท่านเป็นพระที่อายุยืน
    -หลวงพ่อพันธ์ วัดบางสพาน อ.บางระกำ พิษณุโลก ศพท่านอยู่ในโลงไม้บนวิหาร มองไม่เห็นแต่มีรูปให้ดู
    -หลวงพ่อโหน่ง(เผาแล้ว)
    -พระอาจารย์ใบ วัดอัมพวัน อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณ
    -หลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ สุพรรณ
    -หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว สุพรรณ
    -หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สามชุก สุพรรณ
    -หลวงพ่อพันธ์ วัดบางสะพาน อ.วังทอง (ไม่ใช่บางระกำ)
    -หลวงปู่บุญมี วัดสระประสานสุข อ.เมือง อุบลฯ ศพท่านเก็บมา 6 เดือนแล้ว เห็นว่าครบ 1 ปีจะเผา
    -พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดสวนขัน ด้วย
    -หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสารวัล โคราช (เก่งมากๆ)
    -หลวงพ่อสด วัดโพธิ์แตงใต้ อยุธยา (วัดอยู่แถวศูนย์ศิลปะชีพบางไทร)
    -หลวงตาจันทร์ (ศิษย์หลวงพ่อพรหม ฯ)วัดดงน้อย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ร่างท่านก็ไม่สลายนะครับ
    -หลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ก็ด้วยนะครับ
    -หลวงปู่ทอง วัดถ้ำทอง ต.ชอนเดื่อ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
    -หลวงปู่คำมี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.ลพบุรี สรีระท่านยังไม่เผาครับ เชิญกราบนมัสการได้ ก่อนถึงอ่างซับเหล็ก
    หากท่านมาก็ต่อไปกราบสรีระหลวงพ่อบุญเหลือ วัดเขาตะกร้าทอง ด้วยนะครับ
    -ท่านพ่อ ลี วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ
    -พ่อซังดังที่สุด
    -หลวงปู่ฮวด วัดหัวถนน ท่าตะโก
    -หลวงห่อนารถ วัดศิโลหะครับพระศพท่านไม่เน่า
    -หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ จ. ชุมพร
    -หลวงพ่อแดง วัดทองดีประชาราม สุไหงโก-ลก
    -หลวงปู่เอียด วัอโก-ลกเทพวิมล
    -ครูบาธรรมชัย วัดท่งหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ สมณศักดิ์ว่า
    -พระครูวรเวทย์วิสฐ(ครูบาธรรมชัย ธมฺมชโย) ศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านมรณภาพ ๕ ธค. ๓๐ เมื่ออายุ ๗๓ ปี มรณภาพนานกว่า ๑๘ ปี
    แล้วสรีระยังเก็บในโลงแก้ว ณ วิหารหลวง กำนดบำเพ็ญกุศลครบปีทุกปี ในเดือนธันวาคม ปี๔๘ นี้ จัดวันที่ ๒๕ ธ.ค. ๒๕๔๘ ขออนุโมทนาและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งในการรับข่าวสาร
    -หลวงพ่อเปียกวัดนาสร้าง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มรณะภาพแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย ศพอยู่ในโลงแก้วแวะไปนมัสการได้ครับ คุณพ่อบอกว่า สมัยก่อนไม่มียาฉีดกันเน่านะครับ
    ต้องปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้นจึงเป็นแบบนี้ได้ เชื่อหรือไม่ คิดดูเอาเองก็แล้วกัน
    -ครูบาวัดบ้านก๋ง อ.ท่าวังผา จ.น่าน อีกองค์หนึ่งครับ เป็นอาจารย์ของ ครูบามนตรี วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จ.แพร่ แต่ศพท่านเผาไปแล้วครับ
    -หลวงพ่อท้วมวัดเขาโบสถ์ อยู่ในโลงแก้ว ไม่เน่า
    -หลวงพ่อเม้ย วัดราชเมธีงกร ราชบุรี ไม่เน่า แต่เผ่า
    -หลวงพ่อพูฒ วัดกลางบางพระ จ.นครปฐม ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเช่นกัน
    -หลวงพ่อสาย วัดจันทร์เจริญสุข จังหวัดสมุทรสงคราม ลูกศิษย์ชาปณกิจศพท่าน ปรากฏว่ากระดูกแข้งเป็นหินไม่ไหม้ แม้กระทั่งจีวรบางส่วนก็ไม่ไหม้
    -หลวงพ่อเนี่องวัดจุฬามณี
    -หลวงพ่อแช่ม
    -หลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม
    -หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อายุ109ปี วัดบ้านจาน จ.ศรีสะเกษ สังขารไม่เน่าเปื่อยอยู่ในโลงแก้ว
    -หลวงพ่อเปียก วัดนาสร้าง จังหวัดชุมพร
    -หลวงพ่อปลอด วัดหัวป่า อ.ระโนด จ.สงขลา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวระโนด และบุคคลเท่าไปเคารพบูชา สังขารท่านไม่เน่าเปื่อยนอบสงบนิ่งอยู่ในโลงแก้ว ณ วัดหัวป่า
    -หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน อ.เมือง จ.พระนครศรีอยุธยา ใกล้ๆ กรุงเทพ เอง รีบๆไปกราบนะครับ ทราบข่าวว่าจะมีพิธีเผาปี 2549
    -หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จ.นครปฐม
    -หลวงปู่คำมี วัดถำคูหาสวรรค์ ลพบุรี ครับ
    -พ่อท่านเขียว วัดหรงบน จ.นครศรีธรรมราช สังขารอมตะ เผาไฟไม่ไหม้ แม้แต่ เส้นผม,จีวร หรือดอกไม้ในมือ...สังขารเกร่งเป็นหินและหนัก
    พระสุปฏิปัณโณผู้ทรงฌานสมาบัติแล้วร่างกายไมเน่าไม่เปื่อยนั้น น่าศรัทธาและกราบไหว้ทั้งนั้น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวว่า ผู้ที่สำเร็จ “กสิณ” นั้นสามารถที่จะอธิษฐานจิตให้ร่างไม่เน่าเปื่อยได้
    จึงเชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย ล้วนสำเร็จกสิณอย่างแท้จริง ซึ่งในเมืองไทยปรากฏให้เห็นอยู่หลายองค์ด้วยกัน
    -สำหรับในจ.นครศรีธรรมราช เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในวิทยาคมองค์หนึ่งเมื่อราว 30 กว่าปีก่อนก็คือ “พ่อท่านเขียว วัดหรงบน” ซึ่งเป็นหนึ่งในพระผู้สำเร็จกสิณ ร่างกายไม่เน่า แถมเผาไม่ไหม้อีกด้วย
    ก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ท่านได้บอกถึงกำหนดวันมรณภาพล่วงหน้าของท่านได้อย่างแม่นยำ และในวันฌาปนกิจศพนั้นได้เกิดเหตุน่าอัศจรรย์ เพราะขณะที่เผาศพท่านไปนานร่วมชั่วโมงแล้ว พอไฟมอดลงกลับเห็นว่า
    ศพท่านไม่ไหม้ไฟ จีวรยังเหลืองปลิวสะพัดอยู่ เมื่อชาวบ้านวิ่งเข้าไปอุ้มศพท่านออกมา ปรากฏว่าไม่ร้อนแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่อยู่ท่ามกลางกองไฟ พอเอาศพท่านวางบนศาลาเท่านั้น ชาวบ้านต่างพากันแย่งฉีกจีวร
    ไปบูชาเป็นของดีกันจนหมด ครั้นพอนานไปศพของท่านก็ไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด กลับแข็งกลายเป็นหิน นี่แหละผู้สำเร็จกสิณและศักดิ์สิทธิ์จริง
    -ยังมีพ่อหลวงเปี่ยม วัดทุ่วหลวง ที่ใครไม่รู้จัก
    -หลวงพ่อดีวัดหนองจอก จ.นคราชสีมา แต่ตัวกระผมนับถือหลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวันมากผมห้อยพระของท่านมีประสบการณ์ดีมากเลย แคล้วคลาดดี มหาอำนาจ
    -พระที่ละสังขารแล้วไม่เน่าเปื่อยที่จังหวัดสิงห์บุรัก็มี หลวงพ่อซวง อภโญ วัดชีปะขาวครับท่านละสังขารไปนานแล้วแต่ร่างกายของท่านไม่เน่าเปื่อยแต่กลับแข็งเป็นหิน และที่น่าเลื่อมใสมากยิ่งขึ้นคือ
    ท่านละสังขารของท่านในท่านั่ง มิได้ละสังขารในท่านอนครับ ถ้าอยากจะมากราบนมัสการหลวงพ่อซวงก็มาได้ที่วัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ได้ครับ
    -หลวงปู่ขันแก้ว วัดสันพระเจ้าแดง จังหวัดลำพูน แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่พรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่อีนทจักร วัดนำบ่อหลวง แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตรึง
    -หลวงปู่จ่าง วัดเขื่อนเพชร ท่ายาง เพชรบุรี
    -หลวงปู่ฮวด วัดคลองเตยนอก
    -หลวงปู่พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์
    -อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ลูกศิษย์ หลวงปู่พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์ แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่เจ็ก วัดระนาม แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่ขันแก้ว วัดสันพระเจ้าแดง จังหวัดลำพูน แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่พรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่อีนทจักร วัดนำบ่อหลวง แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตรึง
    -หลวงปู่จ่าง วัดเขื่อนเพชร ท่ายาง เพชรบุรี
    -หลวงปู่ฮวด วัดคลองเตยนอก
    -หลวงปู่พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์
    -อาจารย์หมอสมสุข คงอุไร ลูกศิษย์ หลวงปู่พรหม วัดช่องแค นครสวรรค์ แต่เผาแล้ว
    -หลวงปู่เจ็ก วัดระนาม แต่เผาแล้ว
    -ครูบาสุรินทร์ วัคครีเตี้ย เชียงใหม่
    -ครูบาบุญชุ่ม วัดวังมุ่ย
    -ครุบาอุ่นเรือน วัดป่าแดง สันกำแพง เชียงใหม่ พระเศียรของท่านเป็นก้นหอย
    -ครูบาอุ่น วัดร้องคุ้ม
    -หลวงปู่ปาล วัดเขวอ้อ พัทลุง
    -หลวงปู่นำ วัดดอนศาลา พัทลุง
    -หลวงปู่เเจ็ก วัดเขาแดงตะวันตก พัทลุง
    -หลวงปู่แก้ว วัดโคกโดน พัทลุง
    -หลวงปู่เล็ก วัดประดู่เรียง พัทลุง
    -หลวงปู่หมุน วัดเขาแดงตะวันออก พัทลุง
    -หลวงปู่เส็ง วัดบางนา อ.สามโคก ปทุมธานี
    -หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ด้วย
    -สามเณรศุภเกียรติ จรดล - - วัดปรีดาราม
    -หลวงปู่เขียนมรณะแล้วแต่ร่างของแก่ไม่เน่าไม่เปื้อยท่านศักสิทธิ์มาก ท่านนอนเหมือนคนนอนหลับ ผมของแก่ก็ยัง งอก เล็บก็ยัง งอก ร่างของแก่ไม่มีกลิ่นเหม็น ท่าน อยู่ ที่วัด แหลมยาง ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุพร
    -หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา
    -หลวงปู่ชื่น วัดญาณเสน
    -หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
    -หลวงปู่เมฆก็เหมือนกันนะเพราะเห็นมากับตัวเองเลยไปงานหลวงปู่ทุกปีแหละเพราะเคยเรียนร.ร. วัดลำกะดานมาก่อน
    -พระครูวิรัชโสภณ หลวงปู่แดง สุนทโร วัดศรีมหาโพธิ์ จ ปัตตานี เป็นอริยะสงฆ์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ทุกรุ่น พระอาจารย์ ทิม ได้กราบนมัสการท่านเป็นกรณี
    พิเศษ ในการปลุกเสกหลวงปู่ทวด 2497 วัดช้างให้ ท่านสืบสานสายวิชามาจาก หลวงปู่ทวดสีพุฒ แห่ง วัด มะเดื่อทอง จ ปัตตานี นอกจากนี้ท่านยังศึกษา จบ สาย เขาอ้อ คาถาพระเวทย์
    ยอดเยื่ยม แม้แต่อาจารย์ทิม และ อาจารนองนับถือ ท่านเสมอ ครูบาอาจารย์ ในการปลุกเสก 2497 ท่านเป็นผู้จุดเทียนชัย และดับเทียนชัยในครั้งนั้น ก่อนจะมรณภาพ
    ท่านได้ถึงจุดแห่งเมตตามหานิยม มรณภาพ ในอายุ 95 ปี พรรษาที่ 70กว่า
    -อาจารย์ดิษดังมาก ที่พัทลุง
    -หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน
    -หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ ครับ ร่างท่านไม่เน่าไม่เปื่อยแถมเล็บและผมยังงอกอีกด้วย
    -หลวงพ่อไสว ฐิตวณฺโณ "พระครูสถิตโชติคุณ" วัดปรีดาราม ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งมรณภาพในปี ๒๕๔๓
    -อาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พระดี ดังมาก ดังที่สูดในพัทลุง โดยเฉพาะเหรียญ ครบรอบ 50 ปี
    -หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู
    -หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
    -หลวงปู่สายวัดจันทร์เจริญสุข จังหวัด สมุทรสงคราม
    -หลวงปู่พรมมา เขมจาโร วัดสวนหินผานางคอย อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ท่านเก่งมากครับแนะนำให้ไปกราบสะรีระสังขารท่านครับ
    -หลวงปู่อุ่น อรุโณ วัดป่าแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
    -หลวงพ่อ เที่ยง วัดม่วงชุ่ม จ.กาญจนบุรี ครับ
    -ครูบาสร้อย ขันติสาโร วัดมงคลคคีรีเขตต์ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
    -หลวงปู่นิล อิสสริโก (วัดครบุรี) เทพเจ้าอีสานใต้ แม้แต่กระทั่งในย่ามของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ก็มีพระของหลวงปู่นิลอยู่ หลวงปู่นิล นั้นเป็นทั้งศิษพี่ และอาจารย์ของหลวงพ่อคูณ เลยทีเดียวครับ
    -หลวงปู่เปียก วัดนาสร้าง ชุมพร
    -หลวงปู่เจ้าไสย วัดถ้ำรับร่อ ชุมพร
    -หลวงพ่อแดง วัดเชิงเขา จ.นราธิวาส ผมแขวนเหรียญท่านอยู่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย ผมและเล็บท่านยังขึ้นตลอดครับ
    -หลวงปู่ชื่น วัดยานเสน
    -หลวงพ่ออุ่น วัดป่าแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ครับ
    -หลวงพ่อมุม วัดนาสัก ก็ไม่เน่า
    -หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ สุพรรณ ก็ไม่เน่าครับ
    -พระอาจารย์ กลั่น วัดเขาอ้อ พระอาจารย์ นำ เเก้วจันทร์
    -ครูบาก๋ง วัดศรีมงคล (วัดบ้านก๋ง) อ.ท่าวังผา จ.น่านก็ไม่เน่าครับ ท่านเป็นอาจารย์ของครูบามนตรี วัดพระธาตุสุโทนฯ จังหวัดแพร่ เผาไปเมื่อ2545
    -หลวงพ่อปัญญา วัดบ้านสบกอน อ.เชียงกลาง จ.น่าน ร่างท่านๆไม่เนาเป็นสีดำ ลูกศิษย์ท่านเอาร่างยืนในตู้แก้วไว้ครับ
    -หลวงพ่อแต้ม วัดท่าสำเภาเหนือ
    -หลวงปู่สวน วัดนาอุดม จ.อุบล ท่านมรณะไป 100 วัน สรีระยังเหมือนเดิมมีเส้นเกศายาวขึ้น
    -หลวงปู่บุญมี วัดสระประสานสุข จ.อบล
    -หลวงปู่คำคะนิง วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.อุบล
    -หลวงปู่วงษ์ วังสปาโล วัดปริวาสท่านมรณะภาพปี 2523
    -พระครูอาทรสิกขกิจ หรือ หลวงพ่อบุญมี อิสสโร มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2525 เป็นเจ้าอาวาส องค์ที่ 2
    -พระอุปฌาย์ฉลวย หรือ หลวงพ่อฉลวย กัลยาโณ ณ วัดแห่งเดียวกัน คือ วัดเขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
    มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2534 เป็นเจ้าอาวาส องค์ที่ 3
    -หลวงพ่อโต จนุโท วัดห้วยทรายใต้ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
    -หลวงพ่อสนธิ วัดไทรนิโครทาราม อ.ไชโย จ.อ่างทอง
    -หลวงพ่อวิรัช วัดโกศาวาส(วัดกะเปา)อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี สังขารไม่เน่าไม่เปื่อย เช่นกันครับ
    -หลวงปู่เลื่อน วัดผาสุการาม อ.หัวไทร จ.นครศรี
    -หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่มรณะภาพแล้วไม่เน่า ครับ
    -ภายในจังหวัดชุมพร
    1. หลวงปู่จีต วัดถ้ำเขาพลู อ.ปะทิว จ.ชุมพร ( แต่ลูกศิษย์ท่านได้ปลงศพภายหลัง)
    2.พ่อท่านหีต วัดเชิงคีรี อ.สวี จ.ชุมพร
    3.หลวงพ่อทองคง(ลูกศิษย์หลวงปู่สงฆ์ ) วัดนอกวิสัย อ.สวี
    4.หลวงพ่อพราย วัดหนองเข้ อ.เมือง
    5.หลวงพ่อเปียก วัดนาสร้าง อ.ท่าแซะ
    6.หลวงพ่อขำ วัดประสาทนิกร อ.หลังสวน
    7.หลวงพ่อกระจ่าง วัดดอนชัย อ.หลังสวน
    8.พ่อท่านคล้อย วัดถ้ำเขาเงิน อ.หลังสวน
    9.หลวงปู่สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อ.เมือง
    10.หลวงปู่เขียน วัดแหลมยาง อ.ปะทิว
    11.หลวงพ่อมุม วัดนาสัก อ.สวี
    12.หลวงพ่อไสย วัดถ้ำรับร่อ อ.ท่าแซะ
    13.หลวงพ่อเชื่อม วัดมาบอำมฤต อ.ปะทิว
    และยังมีอีกหลายองค์ผมบันทึกได้ ประมาณ 400 กว่าองค์
    -หลวงปู่เขียน วัดแหลมยาง ต.บางสน อ.ปะทิว ชุมพร
    -อาจารย์แดง วัดควนนางพิมพ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง
    -พ่อท่านหนูพิน วัดขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีฯ
    -หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จ.อุทัยธานีด้วย (ไม่ทราบชื่อจริงของท่านคับ)
    -หลวงพ่อพรมด้วยนะครับ
    -หลวงพ่อเปิ่นหรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ"พระอุดมประชานาถ"เกจิอาจารย์แห่งวัดบางพระ จ.นครปฐม ซึ่งท่านได้ละสังขารเมื่อปี2545
    แต่สังขารท่านกลับไม่เน่าเปื่อย
    -องค์หลวงพ่อซวง(พระวินัยธรซวง อภโย) แห่งวัดชีปะขาว อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ซึ่งก่อนที่ท่านจะละสังขารนั้นท่านได้อธิษฐานให้ร่างกาย
    ของท่านกลายเป็นหิน โดยทางวัดยังคงเก็บรักษาไว้ซึ่งวัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างไว้ได้กลายเป็นของหายากเพราะต่างนับถือในพุทธคุณด้านคงกระพันชาตรี
    -หลวงปู่เมฆ วัดลำกะดาน ถนน มิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. ท่านพระที่ทิ้งสังขารไม่เน่า
    -พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดธาตุน้อย
    -พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ
    -หลวงพ่อรื่น ติสสเทโว วัดน้ำพราย อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ไฟเผาศพไหม้ติดร่างของท่าน คณะกรรมการวัดจึงต้องนำศพท่านเก็บไว้ในโลงแก้ว จนถึงปัจจุบัน
    -หลวงพ่อรื่น ติสสเทโว วัดน้ำพราย อำเภอห้วยยอด จังหวัดตร
    -หลวงปู่เมฆ วัดลำกะดาน ถนน มิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก
    -หลวงพ่อเฉิลม คุณาราโม วัดโพธิญาณ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ที่ละสังขาลแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย
    -ผมว่ายังมีเยอะนะครับ พระเกจิอาจารย์ที่น่ากราบไหว้นมัสการ แต่เอาที่เคยไปนมัสการบ่อยแล้วเลื่อมใสก้อมี
    -พระครูสุนทรจริยาวัตร(หลวงปู่ม่วง นาคะเสโน)วัดยางงาม อำเภอปากท่อ ราชบุรี
    -พระครูนนทกิจพิบูลย์ (หลวงปู่เก๋) วัดปากน้ำ อำเภอเมือง นนทบุรี
    -พระครูปิยนนทคุณ(หลวงปู่แย้ม ปราณี)วัดตะเคียน อำเภอบางกรวย นนทบุรี
    -พระครูประยุตนวการ(หลวงปู่แย้ม)วัดสามง่าม อำเภอดอนตูม นครปฐม
    -พระครูพิพิธสมุทรคุณ (หลวงปู่ง้อ) วัดดาวดึงษ์ อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม(ศิษย์รูปสุดท้ายของหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม
    -พระครูธรรมธร แล ทิตตัพโพ วัดพระทรง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
    -พระครูประโชติธรรมวิจิตร (หลวงพ่อเพิ่ม)วัดป้อมแก้ว อำเภอบางไทร พระนครศรีอยุธยา
    -พระธรรมวราลังการ (กล่อม) วัดเพ็ญญาติ ต.กะเปียด อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช
    -พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ วัดธาตุน้อย
    -หลวงปู่สังข์ วัดดอนตรอ อ.เฉลิมพระเกียรติ
    -หลวงปู่เลื่อน วัดดอนผาสุการาม อ.หัวไทร
    -หลวงปู่เขียว วัดหรงบล อ.เชียรใหญ่
    -หลวงปู่ใส วาจาสิทธิ์ วัดสระไคร อ.เฉลิมพระเกีรติ จ.นครสรีธรรมราช
    -หลวงพ่ออยู่วัดไกล้บ้าน
    -หลวงปู่เภาวัดป่าหวายทุ่ง
    -หลวงปู่คำมีวัดถำคูหาสวรรค์
    -พ่อท่านเส้ง วัดหัวถนน จ.สงขลา คับ ไม่เน่าจริงๆๆเห้นมาแล้ว เป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน
    -หลวงพ่อจุ่น วัดเขาสะพายเเร้ง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
    -หลวงพ่อวัดนางโน กาญจนบุรี
    -หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
    -หลวงพ่อพูลวัดไผ่ล้อม
    -หลวงพ่อคำคนึงวัดศรีสะเกษ
    -หลวงปู่ครูบาบุญปั๋น ธัมมปัญโญ ก็ไม่เน่าครับ วันพระราชทานเพลิงศพ ผมเก็บอัฐิท่านได้เต็มขาดโอวันติน ผ่านมา2ปีอัฐิ ท่านเป็นพระตุหมดครับ
    -หลวงปู่ชื่น อคิชาคโล วัดเขาหัวนา อ.บ้านนา จ.นครนายกมรณะภาพปี 2545 ปัจจุบันสารีระท่านยังไม่เน่าเปื่อยบรรจุในหีบแก้ว เชิญกราบนมัสการท่านได้
    -หลวงพ่อพระครูกาเดิม ( เปรียม ฐิตจาโร ) ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ มีความแก่กล้าในเวทมนต์พระคาถา เป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงสามารถบันดาลไม่ให้สังขารเน่าเปื่อยได้
    -หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม หลวงพ่อท่านนี้มรณภาพนานแล้ว แต่สังขารไม่เน่าเปื่อย และยังคงนอนอย่างสงบ อยู่ในโลงแก้วที่วัดแก้วเจริญ ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้เข้าไปกราบไหว้อย่างต่อเนื่อง
    -หลวงพ่อชม อนังคโน วัดเขานันทาสุภาพ ครับท่านเป็นพระที่มุ่งหลุดพ้น โดยสรีระท่านยังเก็บไว้ในโลงแก้วมานานกว่า 20ปีแล้ว -หลวงพ่อเนียมวัดน้อย สุพรรณ
    -หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดัน สุพรรณ
    -หลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา
    -หลวงปู่เมฆวัดลำกระดาน มีนบุรี
    (ทั้ง4ท่านเป็นอริยสงฆ์ ที่แก่กล้าด้วยวิชาอาคมและยังเชี่ยวชาญทางกรรมฐาน)
    - หลวงปู่นิล วัดครบุรี อีกองค์ครับ
    -หลวงปู่วรพรตวิธาน วัดจุมพล อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่นครับ
    -หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม
    -หลวงปู่สี วัดพระฉายใน โรงเรียนนายร้อยจปร.ครับพระศพท่านไม่เน่า
    -หลวงปู่สำลี ไม่ทราบชื่อวัด แต่สามาร๔ไปนมัสการพระศพท่านได้ที่ จาก กทม.ไปวิ่งเส้น สระบุรีไปปากช่อง อยุ่ภายในฐานพระพุทธรูปองค์โตที่สุดในแถวนั้นเป้นองค์สีทองสังเกตุง่าย ครับ อยู่ฝั่งเข้ากทม.
    -พระครูบุญศรี วัดใหม่สุทธาวาส พยุหะคีรี นครสวรรค์ครับ
    -หลวงปู่อ่อน นันทสาโร วัดลุมพินี จ.พังงา
    -พ่อท่านเลื่อน วัดดอนผาสุก อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ
    -หลวงปู่พรหมมา เขมจาโร แห่งวัดสวนหินผานางคอย จ.อุบลฯ
    ก็อีกองค์ที่ละสังขารไม่เน่าอยู่ในโลงแก้วครับวัดวิวสวยงามมากๆอยูบนภูมองเห็นแม่นำโขงทางฝั่งประเทศลาวด้วยครับ
    -หลวงปู่ริม เกจิดัง ตำบล ทุ่งมน อำเภอปรา สาท จ.สุรินทร์ ท่านมรณะภาพมาเกือบ 30ปีแล้ว ดินแดนเดียวกับหลวงปู่หงษ์

     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 กุมภาพันธ์ 2011
  13. โภชังคะ

    โภชังคะ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +1
    สาธุสาธุสาธุจร้า^^...ไปไหว้หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่มาแล้ว^^...อิอิ..วัดท่านดูเรียบง่าย^^ได้ลูกสำโรงท่านด้วยคู่นึงห้อยไว้ที่รถไม่ได้รู้สึกปลอดภัย^^
     
  14. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    จิงๆยังมีอีกนะครับ อย่างน้อยก็แถวบ้านผมยังมีอีกสองท่าน นอกจากนี้ยังมีมีตามป่าเขาอีกมากมาย
     
  15. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +686
    รายการ "ยาย่าท้าผี" 555555

    ผมว่าเค้ามาลองภูมิคุณยาย่าอ่ะป่าวครับ ผมก็เคยโดนคล้ายๆกันเลย เพียงแต่ตอนนั้นผมกลับรู้สึกสงสารเค้ามากกว่า (คงเป็นเพราะผมเข้าใจในกฏแห่งกรรมที่ทำให้เค้าเป็นแบบนั้นล่ะมั้งครับ) เค้าก็เลยกลับใจไม่หลอกผมเลย แถมยังช่วยอุปัฏฐากดูแลซะอีก
     
  16. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    :boo::boo::boo::boo::boo::boo:​

    จริงๆแล้วพี่คิดว่าเขาไม่ได้มาหลอกหรอกแค่เค้าคงไม่มีวิธีจะบอกให้เราช่วยเหลือเขายัง ไงคะ ยิ่งศาสนาคริส เขาไม่มีหรอกคะการกรวดน้ำ ทำสังฆทานให้คนตายแล้ว พวกเขาต้องทุกข์ทรมารสักเท่าไหร่ ที่ต้องรอคอย อาจจะด้วยหลายสิ่งหลายอย่างเช่นการยึดมั่นถือมั่นในร่างกายที่ไม่เปื่อยเน่า ยิ่งเอาจิตไปพันผูกตรงนั้นยิ่งไม่ได้ไปไหน ..... แล้วเขายังไม่เจอทางสว่างที่แท้จริงนะคะเหมือนคนที่ อยู่ตรง สี่แยกแต่ไม่รู้หนทางไหนจะพาเขาไปยังจุดหมาย

    เคยเจอเหมือนกันคะเรื่องเค้ามาขอบุญนี่ ประมาณ ช่วงปีสองพี่ไปฝึกงานที่กระบี่เกาะลันตาใหญ่คะ ทีนี้ เล่นน้ำกันช่วง เย็นๆ จนประมาณเกือบทุ่ม แล้วนั่งเชยชมบรรยากาศกับเพื่อนๆ เรานั่งข้างหลังสุดเนาะ ทีนี้ ความรูสึกบอกว่า มีคนเยอะ มากๆ เป็นฝูงชนเลย วิ่งผ่านหลังเราไป ก็หันไป ครั้งแรก ก็ไม่มีไร บอกเพื่อนว่า ป่ะ ขึ้นไปที่พักแล้วมั้ย ก็ไม่มีใคร สนใจเลย ครั้งที่สอง ก็เหมือนเดิม เลยพูดไปว่า เขาวิ่งกันมาเป็นพรวนพวกเมิงจะอยู่ก็อยู่นะ กูไปละ ทีนี้ ทุกคนพร้อมใจลุกพรวดโดยมิได้นัดหมายเลย ห้าๆๆๆ นั่งคิด คิด คิด เกิดไรขึ้นนร้า อ่ออ เข้าใจแล้ว ช่วงนั้นหลังสึนามิเข้าคะ เขาคงต้องการให้เรามาช่วย มาขอส่วนบุญ คนตายโหงตาห่า ไปเร็วมาเร็วแบบนี้บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ มันทรมารนะคะที่ต้องมาทำแบบเดิมๆช่วงเวลาที่เต็มไปด้วความหวาดกลัวเช่นนี้ แล้วก็ไม่มีที่จะไปบางคนก็ยังไม่ถึงฆาตถึงที่ตายยังต้องมาวนเวียน ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าทางนี้ ไม่รู้เรื่องหรอก ว่าคืออาราย ก็ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำไปคะ แต่เป็นคนไม่กลัวอยู่แล้วคะเรื่องนี้ .....

    P.s น้อง yayas รู้สึกจะ ชอบอินเดียมากเลยนะ พี่เองก็ ชอบมากๆ ชอบทุกอย่าง อย่างน้อย ชาตินี้ขอได้ไปอินเดียให้ได้เลย มีแต่คนแซวว่า จะไปตามหาจิตวิญญาณเหรอ ... บอกเลยว่าใช่ หลงเสน่ห์อินเดียเข้า ชอบการแต่งกาย ชอบวัฒนธรรม ชอบแกงกระหรี่อินเดีย ขอบอกไปกทม ทีไรต้องไปพาหุรัดกินข้าวแกงกระหรี่ห้าๆ มีคนบอกพี่ว่าเดี๋ยวท่าไปอินเดียกัน ให้ซื้อยาหม่องไปแจกพวกคนจนเขาคะ เพราะ ย่าของคนๆนั้นเขาไปแล้ว บอกว่าให้ทานคนจนให้เงินเขาไม่เอานะ เขาขอยาหม่องแทน เขาบอกว่ายาหม่องที่นั่นแพงมากๆเลย เดี๋ยวท่าได้ไปจะเอาไปแจกคะ แล้วพี่ก็อยากไปดูแม่น้ำคงคา อยากไปดูที่พระพุทธเจ้าอยู่ เคยดูสารคดีตามรอยพระพุทธเจ้า คะอยากไปทุกที่เลย ไปตามหาจิตวิญญาณ อิอิ สุดท้าย อยากไปเนปาล อยากไปเห็นที่ที่เขาเอาร่างคนตายไปให้เหยี่ยวแร้งกิน .... ดูเป็นคนซาดิสเนอะแต่อยากเห็นจิงๆ นั่นแหละคะการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ของการเกืดมาเป็นมนุษย์ สุดท้ายเขาบอกว่าอินเดียก็เป็นส่วนหนึ่งของ หิมพานต์ นะคะ ตอนแรกไม่รู้เลย เพราะชีวิตนี้อยากไปแค่สามที่ อินเดีย เนปาล และ อังกกอร์วัด และที่นั่นเป็นหิมพานต์หมดเลยคะ

    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 28 กุมภาพันธ์ 2011
  17. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    มิน่าละ ทำไมเวลาเห็น ศพ มัมมีในรูปจึงรู้สึกมันหดหู่เหลือเกิน เหมือน สงสารเค้า ยิ่งผีมัมมี่เฮี้ยนมาก ผีพวกที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิดสักที สุดๆแล้ว เฮี้ยนนะเนี่ย อะไรก็ฉุดไม่ได้ พระก็ไม่กลัว หึๆ นานวันเข้า จากรักกลายเป็นความโกรธแค้น จากเฉยๆกลายเป็นอาฆาตพยาบาท ยิ่งไปไหนไม่ได้ด้วย ตามจองล้างจองผลาญ กรรมเวรไม่สิ้นสุดไม่รุ้กี่ชาติภพ เหนื่อยแทนนะเนี่ย ...คิดอยู่เสมอคะว่าพิธีกรรมทางศาสนาพุทธน่ะ ดีที่สุดแล้ว ท่าตายไปก็เผา จบ มาจากดิน ก็กลับไปเป็นดิน เหมือนเดิม เอาไปลอยน้ำลอยทะเล มากจากธรรมชาติก็กลับไปอยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องมามีร่างให้คนอื่นเป็นห่วงใย ห่วงมากไปก็ไปไหนไม่ได้อีกเพราะว่าเต็มที่นะ หากเรามีหลุมศพ มีคนมาดูแลเราเต็มที่แค่ สามรุ่นเท่านั้น หลังรุ่นเหลนก็คงลืมเลือนเราไปหมด อีกไม่พอเปลืองพื้นที่มากมาย สุสานเต็มไปหมดคนตายมีเพิ่งขึ้นตลอดแต่ พื้นที่เท่าเดิม .... เผาๆไปซะ จบๆ สักที อิอิ
     
  18. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    เป็นข่าวเก่าคะหญิงทิพย์หามาให้ เป็นวิทยาทานแก่ทุกท่านคะ เนื่องด้วยหลวงพ่อท่านนี้ได้ กำหนด
    วันละสังขารของท่านด้วยการนั่งนั่งสมาธิทอดจิต เป็นบุญมากมายคะที่ได้รับรู้เหตุการณ์
    ที่น่าอัศจรรย์เยี่ยงนี้
    ฮือฮา"หลวงพ่อขวัญดี" มรณภาพในท่านั่งสมาธิ

    <TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=left sizcache="0" sizset="12"><TBODY sizcache="0" sizset="12"><TR bgColor=#400040 sizcache="0" sizset="12"><TD sizcache="0" sizset="12">[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    กลายเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาและสาธุชนที่ได้พบเห็นและรู้เรื่องราว การมรณภาพในท่านั่งสมาธิของ "หลวงพ่อขวัญดี ปิยสีโล" พระเกจิชื่อดังแห่งวัดท่ามะปราง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งศิษย์ต่างเชื่อว่า ท่านกำหนดวันละสังขารด้วยการนั่งสมาธิถอดจิต ในขณะปลุกเสกวัตถุมงคลในกุฏิพร้อมกันไปด้วย

    "หลวงพ่อขวัญดี" ท่านได้สร้างวัตถุมงคลจำนวนหลายรุ่น โดยเฉพาะ "ตะกรุดขุนพล" ซึ่งเป็นตะกรุดที่โด่งดังในอดีต เซียนพระเครื่องทั้งหลายต่างให้ความนิยมเสาะแสวงหาสะสมกันเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ท่านยังได้สร้าง "แหวนพระรอด" ซึ่งถักด้วยผ้าสังฆาฏิเป็นแหวนที่หายากและมีผู้นิยมจำนวนมาก

    ล่าสุด หลวงพ่อขวัญดี ยังได้สร้างพระรูปหล่อลอยองค์ รุ่นฉลองกุฏิ ปี 2550 ซึ่งปัจจุบันยังเก็บไว้ในกุฏิของหลวงพ่อ และเป็นที่ต้องการของบรรดาเซียนพระ โดยเฉพาะพระเครื่องนเรศวรอุ้มไก่ ที่หลวงพ่อร่วมพิธีพุทธาภิเษกด้วยตนเองหลวงพ่อขวัญดี มีวัตรปฏิบัติ ตื่นตั้งแต่ตีสาม เพื่อนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เป็นคนพูดน้อย แต่มีเมตตา ตลอดทั้งปลุกเสกวัตถุมงคล

    <TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=right sizcache="0" sizset="13"><TBODY sizcache="0" sizset="13"><TR bgColor=#400040 sizcache="0" sizset="13"><TD sizcache="0" sizset="13">[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    ในช่วงแรกที่มาอยู่จำพรรษาที่วัดท่ามะปราง หลวงพ่อขวัญดี ยังรับกิจนิมนต์ แต่ครั้นต่อมา สุขภาพร่างกายเริ่มอ่อนแอ ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไกล หลวงพ่อจึงไม่รับกิจนิมนต์ มีเพียงญาติโยมที่จะเข้ามากราบและสนทนาธรรมกับท่านที่กุฏิ

    จนกระทั่ง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 กันยายน 2553 คณะศิษย์ต่างได้รับข่าวร้าย เมื่อหลวงพ่อขวัญดี ปิยสีโล ได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ ด้วยวัย 72 ปี พรรษา 38

    ภายหลังทราบข่าวได้มีชาวบ้านเดินทางมาที่วัดท่ามะปราง ต่างยืนจับกลุ่มพูดคุยอยู่บริเวณด้านหน้ากุฏิเป็นจำนวนมาก ทุกคนอยู่ในอาการโศกเศร้า แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับคณะศิษย์เป็นอย่างยิ่งคือ หลวงพ่อขวัญดี นั่งมรณภาพในท่านั่งขัดสมาธิ หลังพิงอยู่กับประตูทางเข้ากุฏิ

    เจ้าหน้าที่ได้นำสังขารนอนลงกับพื้น เพื่อชันสูตร โดยไม่พบสิ่งปกติใดๆ หลังจากชันสูตรหลวงพ่อขวัญดี ทางญาติและพระภายในวัดท่ามะปราง ต่างไม่ติดใจในการมรณภาพ

    คณะลูกศิษย์วัดท่ามะปราง จึงได้เคลื่อนย้ายศพหลวงพ่อในท่านั่งสมาธิออกจากกุฏิไปตั้งบำเพ็ญกุศลบนศาลาการเปรียญ ในระหว่างที่เคลื่อนย้ายสังขารของท่าน มีหลายคนสังเกตเห็นดวงตาหลวงพ่อลืมขึ้นเล็กน้อย ผิดกับตอนแรกที่พบ ดูแล้วคล้ายกับท่านยังมีชีวิตอยู่

    <TABLE border=0 cellSpacing=5 cellPadding=1 width="20%" align=left sizcache="0" sizset="14"><TBODY sizcache="0" sizset="14"><TR bgColor=#400040 sizcache="0" sizset="14"><TD sizcache="0" sizset="14">[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    พระอุดมศักดิ์ อุตตมสักโก รองเจ้าอาวาสวัดท่ามะปราง ซึ่งเป็นพระใกล้ชิดกับหลวงพ่อขวัญดี เปิดเผยว่า หลวงพ่อได้มรณภาพในช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนทราบเรื่องมีญาติโยมนำอาหารเช้ามาถวาย พบว่าหลวงพ่อนั่งสมาธิอยู่ จึงไม่กล้าเรียก จากนั้นได้ไปบอกพระลูกวัด ให้นำอาหารมาถวายตั้งไว้ที่หน้ากุฏิ ครั้นพระลูกวัดนำอาหารมาให้ พบว่าหลวงพ่อยังนั่งในท่าสมาธิ รู้สึกผิดปกติ จึงได้เรียกปลุกหลวงพ่อ แต่ท่านได้มรณภาพแล้ว จึงได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแพทย์มาชันสูตร โดยก่อนหน้าหลวงพ่อได้มอบร่างกายให้กับโรงพยาบาลนเรศวร แต่ปรากฏว่าช่วงหลังมีการผ่าตัดลำไส้ จึงไม่ต้องมอบร่างให้กับทางโรงพยาบาล
    สำหรับประวัติ หลวงพ่อขวัญดี มีนามเดิมว่า ขวัญเมือง โพธิ์ทอง เกิดปี พ.ศ.2482 ปีเถาะ ที่ ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายหวน และนางโปร่ง มีพี่น้อง 6 คน หลวงพ่อขวัญดีเป็นคนที่ 3

    ช่วงวัยหนุ่มไปอยู่กับคณะลิเก ได้เรียนรู้สรรพวิชาจากพระอาจารย์มากมาย หลวงปู่สุนทร ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    ในปี พ.ศ.2518 ได้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดราชบูรณะ อ.เมืองพิษณุโลก ก่อนเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2519 ที่วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมีพระครูศีลสัมปัน เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์, พระมหาจำลอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระปลัดพรม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

    อย่างไรก็ตาม พระอุดมศักดิ์ กล่าวว่า หลวงพ่อขวัญดี เคยบอกว่าหากท่านมรณภาพไปแล้ว ไม่ต้องการให้เก็บไว้นาน อย่างมากแค่ 3 วัน เนื่องจากไม่ต้องการให้ยึดติดสังขาร แต่ขอให้ยึดหลักธรรมคำสั่งสอนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนศพหลวงพ่อขวัญดี นำไปตั้งไว้ที่ศาลาการเปรียญ เพื่อจัดสวดพระอภิธรรมศพ

    -----------------------------------
    สาธุเจ้าคะ​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 1 มีนาคม 2011
  19. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    ดั่งคำกล่าวที่ว่าผู้ทรงศิลท่านเองให้ทานได้แม้กระทั่งร่างกายของท่านเองคะ
    นี่เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้โลกใบนี้มองเห็นถึงความเสียสละของ
    ผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อดำรงซึ่งศาสนาพุทธในเวียดนามคะ

    การทำสมาธิทำให้ท่านสามารถทิ้งกายหยาบนี้โดยการเผาและปราศจากความเจ็บปวดใดๆทั้งนั่น
    ท่าละสังขารด้วยการทำสมาธิถอดจิต ลองคิดดูคะ คนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆเพียงแต่ไฟคลอกมือก็มีปฎิกริยาทางร่างกายทันที
    แต่นี้ทั่งร่างของท่านถูกเผาด้วยไฟแต่ท่านยังคงนิ่งเฉยจนลมหายใจสุดท้ายของท่านได้หมดไปคะ
    เป็นบุญมากเลยคะที่ได้เป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้เหตุการณ์ครั้งนี้คะ

    Thích Quảng Đức (1963)

    [​IMG]

    ติช กว๋าง ดึ๊ก คือพระภิกษุชาวเวียดนามที่เผาตัวเองกลางสี่แยกในกรุงไซง่อน เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อพุทธศาสนิกชนในเวียดนามหลังจากเผาตัวเองในครั้งนี้ สหรัฐได้กดดันรัฐบาลจนยอมตกลงรับข้อเสนอของกลุ่มพทธศาสนิกชนในเวลาหกวันนับจากนั้น วันถัดจากการเซ็นสัญญา งานศพของพระติช กว๋าง ดึ๊กได้ถูกจัดขึ้น และมีผู้มาร่วมไว้อาลัยกว่า 4000 คน

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=NwsomcfQElY&feature=related"]YouTube - Protesta Silenciosa Thich Quang Duc[/ame]

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=XmG-kYZEeJA&feature=related"]YouTube - Акт самосожжения буддийского монаха[/ame]​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 1 มีนาคม 2011
  20. ม่อนดอยด์

    ม่อนดอยด์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    225
    ค่าพลัง:
    +345
    ไม่รู้จักเหมือนกันคะ ว่าพระเจ้าเส้งสายเป็นใคร
    แต่มีตำนานหนึ่งคะ ที่มีเหตุการณ์ใกล้เคียงอย่างที่น้องฝัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนหมู่มากคะเป็นหนึ่งในตำนานหนองหลวง จังหวัดเชียงรายที่ชาวบ้านกินปลาไหลเผือกขนาดใหญ่ แต่แท้จริงนั้นคือพญานาคคะ คนทั้งหมู่บ้านตายหมดเลยจากน้ำท่วมและกลายเป็นหนองหลวงในปัจจุบันค่ะ

    [​IMG]

    ประวัติหนองหลวงเชียงราย

    หนองหลวง เป็นอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ประมาณ 9000 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 ตำบล 2 อำเภอ คือ ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จำนวนกว่า 1000 ไร่ ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย จำนวนกว่า 1000 ไร่ และตำบลห้วยสัก อำเภอเมืองเชียงรายกว่า 6000 ไร่ ทั้งนี้บริเวณรอบปากอ่างเก็บน้ำหนองหลวงเชียงราย มีเกาะปรากฎอยู่ทั้งหมด คือ เกาะแม่หม้าย เกาะดงมะเฟือง เกาะสันป่าเป้า เกาะสันกลาง เกาะทองกวาว เกาะไหมเย็บ(เกาะแม่หยิบ)เกาะขนุน และเกาะไผ่เหมย โดยที่ผ่านมามีชาวบ้าน และกลุ่มนักสำรวจตรวจพบเสาวิหาร วัด โบราณสถาน ปากถ้ำ อยู่เลยจากฝั่งอ่างเข้าไปในเขตเกาะแม่หม้าย ถึงเกาะดงมะเฟือง อีกทั้งยังขุดพบฆ้องโบราณขนาดใหญ่ จำนวน 12 ใบในบริเวณหน้าศาลเจ้าแม่หนองหลวงเชียงราย จึงสันนิษฐานกันว่าอ่างเก็บน้ำหนองหลวงเชียงราย เป็นเมืองโยนกไชยบุรี ซึ่งล่มจมลงไปในสมัยพระเจ้ามหาไชยชนะ เมื่อพุทธศักราช 370 โดยเหตุอาถรรพ์ที่ชาวเมืองฆ่าและพากันกินเนื้อปลาไหลเผือก จนเกิดอาเพศแผ่นดิน ทำให้เมืองจมหายไปในสมัยอาณาจักรเชียงแสน

    จุดกำเนิดหนองหลวงในสมัยก่อน
    ในบริเวณหนองน้ำหรือหนองหลวงในสมัยก่อนเป็นเพียงที่ราบลุ่มแต่ก็มีน้ำขังอยู่ตลอดปีและในบริเวณรอบๆข้างเป็นที่ที่ชาวบ้านจับจองที่ดินไว้เพื่อทำมาหากิน แต่ในวิสัยทัศน์และทรรศนคติของบรรพบุรุษและผู้นำของชาวหนองหลวง ที่เห็นว่าลุ่มน้ำแห่งนี้คงจะมีประโยชน์เกี่ยวกับน้ำกินน้ำใช้ใจอนาคตจึงได้พากันเสียสละที่ดินของตนเองในบริเวณรอบๆของหนองน้ำนี้ให้เป็นของสาธารณะเพื่อที่จะใช้หนองน้ำบริเวณนี้ให้เป็นที่รองรับน้ำฝนไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคของชุมชน และความคิดนี้ก็ได้สร้างหนองน้ำที่มีขนาดใหญ่มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งสมควรอย่างยิ่งในการช่วยกันอนุรักษ์สภาพน้ำของหนองหลวงที่บรรพบุรุษได้สร้างทิ้งไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังของชาวหนองหลวง

    ตำนานหนองหลวงเชียงราย
    พระเจ้าพังคราช สืบเชื้อสายมาแต่ราชวงศ์ “สิงหนะวัติ” ต้นราชวงศ์เชียงแสนโบราณ เมืองโยนกนาคบุรี มหาศักราชได้ 277 ในกาลนั้น อำนาจการปกครองอ่อนแอมาก ทำให้พวกขอมยึดเมือง จนพระเจ้าพรพรมกุมาร ราชบุตรกอบกู้เมือง กลับคืนมาได้ และเปลี่ยนเป็นเมือง”โยนกไชยบุรี” ขณะนั้นแว่นแคว้นโยนกมี 4 นครด้วยกัน คือ 1.เมืองโยนกไชยบุรี (เป็นเมืองหลวง) 2.เวียงไชยนารายณ์ (เป็นแคว้นขวา) พระยาเรือนแก้วเป็นผู้ครอง 3.เมืองไชยปราการ (เป็นแคว้นซ้าย) เจ้าพรหมกุมารเป็นผู้ครอง 4. เวียงผ่างรางคำ เจ้าทุกขิตกุมารครองลุศักราช 333 พระองค์พังคราชเจ้านครโยนกไชยบุรี ทรงพระประชวรและได้สวรรคต มหาอุปราชทุกขิตตะจึงขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อไปได้ 16 พรรษา ก็ทรงสวรรคต องค์มหาวันราชโอรสจึงขึ้นครองราชสมบัติแทน เมื่อศักราช 369 ฝ่ายองค์พระเจ้าพรหมราชได้ครองราชย์สมบัติเมืองไชยปราการได้ 59 พรรษา ก็ทรงสวรรคตพระไชยศิริราชโอรสจึงขึ้นเสวยราชสมบัติแทน

    จับลูกพญานาค
    ลุศักราช 370 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นแก่นครโยนกไชยบุรี กล่าวคือ เมื่อวันเสาร์ แรมเจ็ดค่ำ มีลูกพญานาคตัวหนึ่ง ลำตัวใหญ่และยาวประมาณเท่าลำตาล ลักษณะขาวผ่องดั่งสีเงินยวง ยาวประมาณ 7 วาเล่นน้ำอยู่ในเม่น้ำกุกะนที(แม่น้ำกก)แล้วมาเกยร่างพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านไปหาปลาในน้ำกกพบเข้า เข้าใจว่าเป็นปลาไหลเผือกยักษ์ได้ใช้อุบายที่จะฆ่า โดยหากว่าการจะเข้าไปทุบตีปลาไหลขนาดใหญ่นั้น หากไม่ตายทันทีเกรงจะเป็นอันตราย จึงชวนกันไปกลิ้งขอนไม้ใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ลูกพญานาคอยู่ เมื่อกลิ้งขอนไม้มาใกล้ระยะแล้ว คนทั้งหลายจึงดันท่อนไม้ที่มีขนาดใหญ่หล่นลงไปทับหัวลูกพญานาค เสียงดังสนั่น หัวลูกพญานาคจึงถึงกับแหลกเหลวจึงพากันแจ้งข่าวกับพวกในเมืองชักชวนกันหลายร้อยคนพากันเอาเถาวัลย์และเชือกมาฉุดลากเข้าไปในเมืองพร้อมกับกราบทูลพระเจ้ามหาไชยชนะว่า พวกเขาได้ไปหาปลาในน้ำลำกก พบปลาไหลเผือกยักษ์ตัวโตมากนอนเกยตลิ่งอยู่ จึงช่วยกันฆ่าและชักลากลำตัวมา ถวายจะทรงโปรดประการใด
    พระเจ้ามหาไชยชนะ ได้ทราบเรื่องเช่นนั้นมิได้เฉลียวพระทัย คิดว่าคงเป็นปลาไหลธรรมดาแต่มีขนาดใหญ่ จึงทรงอนุญาตและดำรัสให้แล่เนื้อปลาแจกจ่ายกันกินทั่วเมือง พวกชาวบ้านจึงพากันออกมาทำการแล่เนื้อลูกพญานาคแบ่งกัน ปรากฎว่าขณะนั้นฝูงชนทราบเรื่องได้พากันยื้อแย่งเนื้อพญานาคกันและแม้จะแบ่งกันไปสักเท่าไหร่เป็นที่น่าอัศจรรย์เนื้อปลาไหลเผือกตามที่ชาวบ้านเข้าใจกัน ก็หาหมดไม่ กองเนื้อก็ยังคงเหลือมากมาย

    พญานาคตามลูก
    ฝ่ายพญานาคเห็นลูกหายไป จึงเที่ยวติดตามหาทั่วภิภพ ก็หาไม่เจอ จึงติดตามรอย ชำแรกพระสุธาขึ้นมาเรื่อยๆ จนพบกองเนื้อใหญ่ที่ชาวบ้านพากันแหล่เหลือทิ้งไว้อย่างมากมายจึ่งรู้แน่ว่าลูกตนถูกฆ่าเสียแล้ว และต้องการจะทราบว่าลูกถูกฆ่าเพราะเหตุใด จึงแปลงร่างเป็นมาณพน้อย เดินทางเข้าไปในเมือง เพื่อสืบหาเรื่องราว ครั้นมาถึงบ้านหลังหนึ่งจึงตรงเข้าไปถามหาเจ้า ปรากฎว่าเป็นหญิงชราอายุมากแล้วมีนามว่า “จุมปาทอง”(จำปาทอง) อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเพียวผู้เดียว ไม่มีสามีไม่มีบุตรธิดาไว้สืบสกุล มาณพน้อยจึงถามเอาเรื่องราวของคนในเมืองว่าเขาทำอะไรกัน หญิงชราได้เล่าว่าวันนี้ชาวเมืองพากันชื่นชมกับการได้กินเนื้อปลาไหลเผือก มาณพน้อยก็ถามทำไมยายไม่ได้กินเนื้อปลาเหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ หญิงชราตอบว่ายายเป็นคนอายุมากแล้วไม่อาจที่จะมีแรงไปยื้อแย่งกับเขาได้ จึงไม่ได้กิน มาณพน้อยได้ฟังจึงบอกยายว่าอย่าเสียใจไปเลยยายจะอยู่ดีมีสุขและบอกกับยายปิดประตูอยู่แต่ในเรือน อย่าลงจากเรือนเป็นอันขาดครั้งล่วงราตรีคืนนั้น ในปฐมยามได้เกิดเสียงดังสนั่นสะท้านทั่วไป ด้วยแผ่นดินไหวแล้วก็สงบลง ต่อมาเข้ามัชฌิมยามแผ่นดินก็ดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหวเป็นคำรบสาม เมืองโยนกไชยบุรีทั้งเมืองล่มจมหายไปในแผ่นดิน กลายเป็นหนองน้ำใหญ่ ทั้งเมืองคงเหลือแต่เรือนหญิงชราหม้ายอยู่เพียงหลังเดียว ค้าอยู่บนเกาะพระเจ้าแผ่นดินและขัติวงศาพร้อมอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายได้ถึงกาลกิริยาไปตามกรรม ต่อมาครั้นรุ่งเช้าขุนพันนาพร้อมชาวบ้านได้พากันเข้ามาดูเมืองที่จมหายไป เห็นเรือนหลังหนึ่งค้างอยู่บนเกาะ จึงได้ต่อแพไปตรวจดู พบกับหญิงชราหม้ายอยู่ในเรือนคนเดียวจึงถามถึงเหตุการณ์ หญิงชราเล่าเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นถึงสาเหตุที่เมืองจมหายไป โดยหญิงชราหม้ายเล่าว่าขณะที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก นางได้ปิดประตูลงกลอนไว้แต่หัวค่ำตามคำแนะนำของมาณพน้อย พอเกิดเสียงดัง รู้สึกว่าแผ่นดินไหว สะเทือนรุนแรง เรือนไหวโยนตัวไปมาตัวแกต้องกอดเสาเรือนไว้ เพื่อมิให้กลิ้งไปมา จะลงหนีออกจากเรือน มาณพน้อยก็ห้ามไว้จึงอดทนอยู่แต่ในเรือน จนได้ยินเสียงดังลั่นเป็นครั้งที่สาม ได้ยินเสียงน้ำไหลอย่างแรงๆรอบๆเรือน แต่ความมืดทำให้มองอะไรไม่เห็น ครั้นรุ่งสว่างมองออกไปตามช่องฝา เห็นเมืองทั้งเมืองจมหายไป จึงเกิดความกลัวไม่กล้าลงจากเรือนจนท่านขุนพันนาได้มาพบ เมื่อขุนพันนาได้ทราบเรื่องแล้ว จึงรับตัวหญิงชราบงแพถ่อขึ้นฝั่งไปเลี้ยงดูไว้อย่างดี และได้ตั้งให้เป็นพญาหญิงต่อไป ในเรื่องบอกให้รู้ถึงประวัติความเป็นมาของเกาะแม่หม้าย เกาะๆหนึ่งที่อยู่ในบริเวณของหนองน้ำหนองหลวงเชียงราย และยังคงมีอีกหลายๆ เกาะที่ได้กล่าวมาซึ่งในแต่ละเกาะก็มีประวัติความเป็นมาเหมือนกับเกาะแม่หม้ายเช่นกัน

    ________________________________​

     

แชร์หน้านี้

Loading...