เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, 19 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
  2. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    “วันหนึ่งสมเด็จท่านพามาที่วิมาน นิพพานที่มันกว้างลิ่ว และบ้านนี่นะนานๆจะได้ไปสักที ส่วนมากก็ไปนั่งป๋ออยู่ที่วิมานพระพุทธเจ้า ถ้าเราไปอยู่ที่นั่นแล้ว เวลาเราตายมันจะไปไหน อาตมาเป็นคนเกาะ พุทธานุสสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ตลอดเวลา ถ้าวันไหนไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าวันนั้นตายดีกว่า มันจะเป็นยังไงก็ตาม ยิ่งป่วยยิ่งไข้ยิ่งหนัก ป่วยนิดเดียวจิตจะไม่ยอมคลาดพระพุทธเจ้า เราถือว่าถ้าเราเกาะพระพุทธเจ้าอยู่ มันจะตายลงนรกก็ยอม ท่านคงไม่ยอมให้ลง แล้วท่านก็พาไปดูที่วิมาน ชี้ให้ดูบอกว่า “คณะของคุณมันมาก เพราะคุณใช้เวลาบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป และเป็นฝ่ายวิริยาธิกะ”
    เป็นอันว่าคณะของเราที่ตามกันมาเป็นระยะ ไอ้ที่เขาหนีไปนิพพานแล้วนับไม่ถ้วน พวกนั้นขี้ขลาดสู้เราไม่ได้ ไอ้เราต้องมาตกระกำลำบาก ช่วยกันวิ่งโน่นวิ่งนี่ ไอ้ที่จะกินก็ยังไม่มี แต่ยังพยายามหาเลี้ยงคนอื่น ใช่ไหม….

    วันนี้มีเวลาลองสอบดูนิดหนึ่ง ถามว่า “คณะของข้าพระพุทธเจ้ามีกี่สาย จากหลังบ้านไปนี่”
    ท่านบอกว่า “มี ๓๗ สาย”
    ถามว่า “สายหนึ่งมีระยะยาวเท่าไร….?”

    ท่านบอกว่า “สองแสนโยชน์ของนิพพาน”
    แล้วก็ไปดูเห็นหมดทั้ง ๓๗ สาย สองฝั่งของถนนวิมานเต็มหมด มันไม่มีจุดพร่อง สายหนึ่งประมาณ ๒ แสนโยชน์ แต่ละสาย ๓๗ คูณด้วย ๒ วิมานมันจะตั้งสายละสองฝั่งถนน ๓๗ ถนนยาวเหยียด ถนนกลายเป็นแก้วแพรวเป็นประกายสวยสดงดงามไปหมดบอกไม่ถูก วิมานแต่ละหลังก็แพรวพราวหาที่ติไม่ได้เลย หัวหน้าทีมตั้งบ้านใหญ่อยู่ด้านหน้า ต่อไปก็มีถนนซอยเข้าไป

    ทางด้านของนิพพานนี่เขาอยู่กันเป็นกลุ่มๆ อย่างกลุ่มของพระกกุสันโธ ท่านก็อยู่กลุ่มหนึ่ง วิมานของพระพุทธเจ้าก็ตั้งข้างหน้า บริวารก็เป็นสายอยู่ข้างหลัง พระโกนาคม ท่านก็อยู่กลุ่มหนึ่ง พระพุทธกัสป ก็ตั้งอยู่จุดหนึ่ง ของสมเด็จพระสมณโคดม ท่านก็ตั้งอยู่จุดหนึ่ง

    ตอนนี้ของอาตมาก็เป็นจุดที่แปลก วิมานตั้งอยู่ในเกณฑ์เรียงของพระพุทธเจ้า ใหญ่คล้ายคลึงกัน แต่สวยสู้ของท่านไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ในฐานะที่ปรารถนาพุทธภูมิมาสิ้นระยะเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัปพอดี แต่ว่าต้องเกิดไปอีก ๗ ที ทนไม่ไหวไม่เอา แค่นี้พอ รอเกิดอีก ๗ ครั้ง ก็ในกัปนี้แหละ และต้องไปรอองค์ที่ ๒๒ หลังจากพระศรีอาริย์ ต้องไปนั่งรออยู่ชั้นดุสิต ไม่ไหวเปิดดีกว่า ฉะนั้นกลุ่มของพวกเราจึงมีวิมานตั้งอยู่ในระหว่างกลุ่มของพระพุทธกัสป และกลุ่มของพระสมณโคดม

    เป็นอันว่าหาจุดพร่องไม่ได้ตามสายของพวกเรา วิมานสวยไม่เต็มที่มีอยู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่เต็มสาย ที่วิมานสวยไม่มากก็เพราะว่า จิตของบุคคลใดถ้ารักพระนิพพาน วิมานจะปรากฎที่นั่น แต่ถ้าจิตใจของท่านผู้นั้นยังไม่ถึงอรหัตผลเพียงใด วิมานจะสวยไม่เต็มที่ ไอ้จิตกับวิมานมันสวยเท่ากัน เดินไปจึงรู้ เป็นอันว่าวิมานมันนั่งคอยอยู่ เป็นอันว่าคนที่ติดตามมาไม่พลาดพระนิพพาน
    สมเด็จท่านตรัสต่อไปว่า

    ทุกคนที่เอาจริง ที่ตามแกมาตั้ง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัปมันมีที่อยู่กันหมดแล้ว คำว่าถอยหลังไม่มี ประการที่สองให้เตือนไว้ว่า

    ในระหว่างชีวิตที่ยังไม่ตาย
    ใครจะปฏิบัติดีบ้างปฏิบัติชั่วบ้าง ขณะใดที่เราสร้างความดีเพราะจิตมันดี แต่บางครั้งจิตมันจะเศร้าหมองลงไปให้มีแต่ความวุ่นวาย นั่นต้องถือว่าเป็นเรื่องของกรรมที่เป็นอกุศลของชาติก่อนเข้ามาบันดาล แต่เรื่องนี้เราจะแพ้มันในระยะต้น เวลาตายน่ะไม่มีหรอก มันจะทำร้ายได้ชั่วคราวเท่านั้น

    เราจะให้มันในขณะที่มีชีวิตทรงอยู่เท่านั้น ถ้าใกล้ตายจริงๆ ไม่สามารถจะสังหารจิตเราได้ เมื่อใกล้จะถึงความตาย พอจิตเข้าถึงจุดนั้น ไอ้กิเลสไม่สามารถเข้ามายุ่งได้เลย เพราะว่ากรรมที่เป็นกุศลใหญ่ที่บำเพ็ญมาแล้วจะเข้าไปกีดกันหมด กรรมที่เป็นอกุศลเข้าไม่ถึง อาตมารับรองผลว่าทุกคนไม่ไร้สติ และไม่ไร้ความดีที่ปฎิบัติ

    เพราะอะไรเพราะไปตรวจบ้านมาแล้วสบายใจ หมดเรื่องหมดราวเสียที ตามธรรมดาเราจะตำหนิกัน บางคนเราก็เห็นว่ามานั่งกรรมฐานกัน มาศึกษากัน กลับไปก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง เอะอะโวยวาย ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้ชำระสินกันไป ถือว่าช่างมันไว้ ท่านบอกว่าไปบอกเขานะ เพื่อความมั่นใจ

    เป็นอันว่าทุกคนที่มีวิมานอยู่ที่นิพพานละก็ควรจะภูมิใจว่าเราเข้าถึงกิจสูงสุดในพระพุทธศาสนาแล้ว ขึ้นชื่อว่าการถอยหลังกลับไปสู่อบายภูมิย่อมไม่มี ถึงแม้ว่าในชาตินี้เราจะประมาทพลาดพลั้งในด้านอกุศลกรรมเป็นธรรมดา ก็แต่ว่าจิตเราก็ต้องหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ ถือว่าขันธ์ ๕ ไม่มีความหมายสำหรับเรา ว่าช่างมันๆเอาไว้ อารมณ์ดีก็ช่างมัน เวลาคันก็ช่างเผือก หมดเรื่องหมดราว อย่างนี้สลับกันไปสลับกันมา คำว่า ฌาน ก็คือ อารมณ์ชิน จิตมันชินอยู่อย่างนั้น จิตมันก็ตั้งอยู่ในอารมณ์พระนิพพานโดยเฉพาะ จิตก็เข้าถึงพระโสดาบัน เรื่องสกิทาคา อนาคา อรหันต์ เป็นของไม่ยาก ยากอยู่ที่พระโสดาบันเท่านั้น

    สมเด็จท่านตรัสเรื่องพระศาสนาว่า
    “การขึ้นคราวนี้กว่าจะลงของพระพุทธศาสนา คนที่จะบรรลุมรรคผล คราวนี้นับโกฏิเหมือนกัน และจะไปโทรมเอา พ.ศ. ๔๕๐๐ ช่วงนี้จะขึ้นเรื่อยๆต่อไปไม่ช้าคำว่าพระนิพพานจะพูดกันติดปาก ชินเป็นของธรรมดา จะเห็นเป็นเรื่องปกติ”

    ถ้าเราจะถอยหลังไปจากนี้ ๒๐ ปี จะเห็นว่าจิตใจของคนเวลานี้ต่างกันเยอะ พูดถึงด้านความดีนะ เวลานี้ฟังแล้วทุกคนอยากไปนิพพาน สังเกตที่จดหมายมาบอกอยากจะไปนิพพานทั้งนั้น

    และจากนี้ไปอีกไม่ถึง ๒๐ ปี จะมีพระอริยเจ้านับแสนไม่ใช่ฉันสอนเป็นผู้เดียวหรอกนะ คือว่าเขาสอนกันโดยทั่วๆไป แต่ว่ากลุ่มเราจะมาก หมายถึงว่าอาจจะไม่มีตัวมาแต่มีหนังสือมีเทป กาลเวลามันเข้ามาถึง เวลานี้คนที่เข้าถึงมุมง่ายแล้ว กำลังใจมันตีขึ้นมา ถามว่าตอนก่อนทำไมไม่ให้สอนแบบนี้ ท่านบอกว่า คนมันหาว่าง่ายเกินไป มันเลยไม่เอาเลย จะต้องยากๆ แต่พวกของแกไม่มีใครเหลือ ท่านชี้จุดเลย ก็เลยดีใจ แล้วท่านก็บอกว่า

    “ต่อไปภาระมันจะหนัก ต้องวางพื้นฐานไว้”
    ก็ถามว่า “พื้นฐานจากพระองค์อื่นไม่มีหรือ”
    ท่านก็บอกว่า “พระองค์อื่นเขาก็มีความสามารถ ไม่ใช่ไม่มี แต่สงสัยว่าคนที่เรียนกรรมฐาน ๔๐ กับมหาสติปัฏฐานจนครบกันนี่มีกี่องค์ หมายถึงว่าทำได้ฌาน ๔ หมด”
    บอก “ไม่เคยถามชาวบ้านเขาเลย” ท่านบอก “ไม่มีหรอก ปัจจุบันนี้ ไม่มีใครเขาจบ มันเหลืออยู่แกคนเดียว ท่านปานก็ตายเสียแล้ว”

    ท่านบอกว่า “ผู้ที่จะทรงกรรมฐาน ๔๐ นี่ ต้องเป็นฝ่ายพุทธภูมิถึงขั้นปรมัตถบารมี ถ้ายังไม่เต็มปรมัตถบารมีนี่ยังไม่ได้กรรมฐาน ๔๐ ครบ พระโพธิสัตว์ต้องเรียนวิชาครู”

    ท่านก็ถามว่า “คุณทำไมไม่หมั่นขึ้นมา”
    ก็บอกว่า “เหนื่อยเต็มที ร่างกายเพลียมากก็ต้องชำระตัว เกรงว่าจะประมาท”
    ท่านถามว่า “คนอย่างแกยังมีคำว่าประมาทหรือ….?”
    เลยบอกท่านว่า มี
    ท่านถามว่า “ทำไมว่ามี….?”
    ก็เลยบอกว่า “ยังไม่รู้ตัวว่าดี”
    ท่านบอกว่า “เออ ใช้ได้”

    คือว่าถ้ารู้ตัวว่าดีเมื่อไรก็เลวเมื่อนั้น รู้ตัวว่าเราวิเศษแล้วเราประเสริฐแล้ว เราสำเร็จแล้ว ทุกข์มันก็เกิด แต่ว่าอารมณ์จิตถึงระดับนี้แล้ว มันก็คิดงั้นไม่ได้แล้วนะ เรื่องตัวนี้ชำระกันอยู่ตลอดวันเป็นปกติ คำว่าชำระก็หมายความว่า พิจารณาว่าร่างกายไม่มีความหมาย โลกนี้ไม่มีความหมาย คำว่าไม่มีความหมายมันติดอารมณ์
    สมเด็จท่านตรัสต่อไปว่า

    “งานสาธารณประโยชน์ มันเป็น ปรมัตถบารมี อย่างสูงสุด อันนี้จะทำให้เร็วที่สุด ทำให้เร่งรัดพวกเราให้เร็วที่สุด ท่านบอกว่าให้คุณบอกลูกหลานไว้ จะได้รู้ว่าเป็นจุดที่มีกำลังแรงให้เข้าถึงได้เร็วที่สุด เป็นการบั่นทอนไอ้กฎของกรรมต่างๆ ที่มันคอยกั้นขวางเรา งานนี้มันเป็นเมตตากฎของกรรมมันก็ดันไม่อยู่”

    ต่อไปเรื่อง “สมเด็จองค์ปฐม” ซึ่งทรงพระนามว่า พระพุทธสิกขี พระพุทธเจ้านี่มีชื่อซ้ำกันนะ อย่าง เรวัติ ก็มีชื่อซ้ำกัน พระพุทธสิกขีนี่องค์ปฐมจริงๆ
    วันนั้นพบท่านเข้า พบจริงๆสมัยที่ พล.อ.ท.อาทร โรจนวิภาค อยู่ที่นครราชสีมา วันนั้นไปนั่งกรรมฐานกันเห็นพระพุทธเจ้าท่านเยอะ ยืนสองแถวพนมมือ เราคิดว่าพระพุทธเจ้าไหว้ใครไม่มี ใช่ไหม…ก็เลยถามหลวงพ่อปานว่า มีเรื่องอะไรกัน ท่านบอกว่า
    “ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จ”

    องค์ปฐม หมายถึงองค์แรกสุด ไม่มีครูสำหรับท่านเลย ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างหนัก ต้องเข้มแข็ง เดี๋ยวท่านเดินมากลางพระพุทธเจ้า ยืนสองข้างพนมมือตลอดสวยสว่าง จิตเราเลยสว่างเห็นอะไรชัดหมด”

    จากหนังสือ “หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓”
    โดย พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    “…ชีวิตของพ่อไม่มีความสำคัญไปกว่าความดีของลูก ลูกของพ่อทุกคนมีความดีเกินไปกว่าที่พ่อจะห่วงใยในชีวิตของพ่อ ทั้งนี้เพราะว่าลูกของพ่อดีกว่าที่พ่อคิดไว้ว่า ลูกจะพึงดี ลูกทุกคนรักพ่อ ลูกทุกคนยอมเหน็ดเหนื่อยเพื่อพ่อ ลูกทุกคนพยายามสละผลประโยชน์ทุกอย่างเพื่อพ่อ ความดีของลูกอย่างนี้เป็นปัจจัยให้พ่อรักลูกทุกคนยิ่งกว่าชีวิตของพ่อ

    ฉะนั้นขอบรรดาลูกทุกคน จงรักษาความดีของลูกไว้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม…”

    อ้างอิง คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒ หน้าที่ ๒๕

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    กำหนดการ
    ยกช่อฟ้าเอกวิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์,เทปูนหล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๕
    งานบำเพ็ญกุศลครบรอบ ๒๒ ปี แห่งการมรณภาพ
    ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    วันศุกร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ( ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา๑๔.๐๐น. ยกช่อฟ้าเอก (ด้านหน้าวิหารทิศตะวันออก)วิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์

    เวลา ๑๙.๐๐ น. พระภิกษุสงฆ์ ซ้อมสวดธัมมนิยาม และพระอภิธรรม ที่วิหาร ๑๐๐ เมตร

    วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ ( ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา ๐๖.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่
    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    ขอให้นำปัจจัยไปร่วมทำบุญกับคณะกองทุนได้ โดยไม่ต้องนำอาหารไป )

    เวลา ๐๙๐๐ น. เริ่มพิธีบวงสรวงและเทปูนหล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5
    บริเวณด้านหน้าอนุสวรีย์พระพินิจอักษร(ร.พ แม่และเด็กเดิม)
    เวลา ๑๑.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่

    เวลา ๑๗.๓๐ น. ช่วงที่ ๑ พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดธัมมนิยาม ที่มหาวิหาร ๑๐๐ เมตร
    จบแล้วเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทาน ( พระสงฆ์ไม่ลงจากอาสน์สงฆ์ )
    ช่วงที่ ๒ พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดพระอภิธรรม ถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ
    จบแล้วเจ้าภาพถวายผ้าบังสุกุลและถวายเครื่องไทยทาน พระภิกษุสงฆ์ให้พร

    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะถวายผ้าบังสุกุลให้ผาติกรรม
    ผ้ามาถวายได้ หลังจากเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทานแล้ว )

    วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗ (ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา ๐๖.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่
    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    ขอให้นำปัจจัยไปร่วมทำบุญกับคณะกองทุนได้ โดยไม่ต้องนำอาหารไป )

    เวลา ๐๘.๐๐ น. ท่านเจ้าคุณพระภาวนากิจวิมล ทำพิธีบวงสรวงที่มหาวิหาร ๑๐๐ เมตร
    เวลา ๐๘.๓๐ น. พระภิกษุสงฆ์และเจ้าหน้าที่ต้อนรับพระมหาเถรานุเถระที่นิมนต์มา ที่ด้านหน้า
    ตึกพระเถระ แล้วนิมนต์เข้าพักที่ห้องรับรอง

    เวลา ๑๐.๓๐ น. พระมหาเถรานุเถระ เจริญพระพุทธมนต์
    เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุงและพระอาคันตุกะที่
    เดินทางมาร่วมงานที่ ด้านหลังวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร พระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จ
    เรียบร้อยแล้วเจ้าภาพไทยทานถวายเครื่องไทยทานเสร็จแล้ว อุทิศส่วนกุศล พระภิกษุสงฆ์ให้พร

    เวลา ๑๒.๓๐ น. พระมหาเถรานุเถระ กล่าวสัมโมทนียกถาต่อจากนั้น พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดมาติกา
    ถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จบแล้วเจ้าภาพถวายผ้าบังสุกุลและถวายเครื่องไทยทาน

    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะถวายผ้าบังสุกุล ให้ผาติกรรม
    ผ้ามาถวายได้หลังจากเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทานแล้ว )

    พระภิกษุสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุล แล้วอุทิศส่วนกุศล พระภิกษุสงฆ์ให้พร เป็นเสร็จพิธี

    .jpg
    กำหนดการ
    ยกช่อฟ้าเอกวิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์,เทปูนหล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๕
    งานบำเพ็ญกุศลครบรอบ ๒๒ ปี แห่งการมรณภาพ
    ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    วันศุกร์ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๗ ( ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา๑๔.๐๐น. ยกช่อฟ้าเอก (ด้านหน้าวิหารทิศตะวันออก)วิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์

    เวลา ๑๙.๐๐ น. พระภิกษุสงฆ์ ซ้อมสวดธัมมนิยาม และพระอภิธรรม ที่วิหาร ๑๐๐ เมตร

    วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๗ ( ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา ๐๖.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่
    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    ขอให้นำปัจจัยไปร่วมทำบุญกับคณะกองทุนได้ โดยไม่ต้องนำอาหารไป )

    เวลา ๐๙๐๐ น. เริ่มพิธีบวงสรวงและเทปูนหล่อพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5
    บริเวณด้านหน้าอนุสวรีย์พระพินิจอักษร(ร.พ แม่และเด็กเดิม)
    เวลา ๑๑.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่

    เวลา ๑๗.๓๐ น. ช่วงที่ ๑ พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดธัมมนิยาม ที่มหาวิหาร ๑๐๐ เมตร
    จบแล้วเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทาน ( พระสงฆ์ไม่ลงจากอาสน์สงฆ์ )
    ช่วงที่ ๒ พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดพระอภิธรรม ถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ
    จบแล้วเจ้าภาพถวายผ้าบังสุกุลและถวายเครื่องไทยทาน พระภิกษุสงฆ์ให้พร

    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะถวายผ้าบังสุกุลให้ผาติกรรม
    ผ้ามาถวายได้ หลังจากเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทานแล้ว )

    วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๗ (ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๑ )

    เวลา ๐๖.๐๐ น. เจ้าหน้าที่ร้านอาหารกองทุนถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ที่สวนป่าไผ่
    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะร่วมทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแด่พระสงฆ์
    ขอให้นำปัจจัยไปร่วมทำบุญกับคณะกองทุนได้ โดยไม่ต้องนำอาหารไป )

    เวลา ๐๘.๐๐ น. ท่านเจ้าคุณพระภาวนากิจวิมล ทำพิธีบวงสรวงที่มหาวิหาร ๑๐๐ เมตร
    เวลา ๐๘.๓๐ น. พระภิกษุสงฆ์และเจ้าหน้าที่ต้อนรับพระมหาเถรานุเถระที่นิมนต์มา ที่ด้านหน้า
    ตึกพระเถระ แล้วนิมนต์เข้าพักที่ห้องรับรอง

    เวลา ๑๐.๓๐ น. พระมหาเถรานุเถระ เจริญพระพุทธมนต์
    เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุงและพระอาคันตุกะที่
    เดินทางมาร่วมงานที่ ด้านหลังวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร พระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จ
    เรียบร้อยแล้วเจ้าภาพไทยทานถวายเครื่องไทยทานเสร็จแล้ว อุทิศส่วนกุศล พระภิกษุสงฆ์ให้พร

    เวลา ๑๒.๓๐ น. พระมหาเถรานุเถระ กล่าวสัมโมทนียกถาต่อจากนั้น พระภิกษุสงฆ์วัดท่าซุง สวดมาติกา
    ถวายกุศลแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จบแล้วเจ้าภาพถวายผ้าบังสุกุลและถวายเครื่องไทยทาน

    ( ถ้าหากญาติโยมท่านใดมีความประสงค์จะถวายผ้าบังสุกุล ให้ผาติกรรม
    ผ้ามาถวายได้หลังจากเจ้าภาพถวายเครื่องไทยทานแล้ว )

    พระภิกษุสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุล แล้วอุทิศส่วนกุศล พระภิกษุสงฆ์ให้พร เป็นเสร็จพิธี

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  5. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พ่อไว้ พ่อถ่ายทอดให้แก่ลูก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ขอลูกจงถือว่านั่นคือตัวแทนของพ่อ เพราะว่าชีวิตของพ่อนี่ พ่อไม่แน่ใจนักว่าจะมีอายุยืนยาวอีกสักกี่ปี ขอลูกทั้งหลายจงอย่าถือขันธ์ ๕ ของพ่อนี้เป็นสำคัญ

    คัดจากหนังสือเรื่องจริงอิงนิทาน (พิเศษ)

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    จงอย่าสนใจในจริยาของบุคคลอื่น และการเจริญสมาธิตงอย่าทำเพื่อโอ้อวด การเจริญสมาธิที่จะทำให้ได้ดี ให้ถือใจความพระพุทธเจ้าว่า ใครเขาจะกินมาก ใครเขาจะกินน้อย ใครเขาอ้วนมาก ใครเขาอ้วนน้อย ใครเขาจะมีสาวกมาก ใครเขาจะมีสาวกน้อย คนนั้นมีสมบัติมาก คนนั้นมีสมบัติน้อย คนนั้นเจริญสมาธิจิตวิปัสสนาญาณยังแต่งตัวสวย ยังผัดหน้า ยังทาแป้ง ใครเขาจะดีจะชั่วอย่างไรเป็นเรื่องของเขา จงอย่าไปสนใจ เราจะนั่งสมาธิก็จงอย่านั่งให้บุคคลอื่นเห็น ถ้าหากไปทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ยังมีอุปกิเลสอยู่มาก

    ((คัดจากคำสอนที่สายลมเดือนสิงหาคม ๒๕๒๒))

    1504584484_713_จงอย่าสนใจในจริยาของบุ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ขึ้นชื่อว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ก่อนที่เราจะตาย จงคิดว่าเราจะตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่มีการตายต่อไปนั่นคือ พระนิพพาน พ่อมั่นใจในกำลังใจและความดีของลูกว่า พระนิพพานสมบัติ จะไม่ขาดไปจากกำลังจิตของลูก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลูกของพ่อต้องได้แน่นอน นี่เป็นความหวังของพ่อ แต่ทว่าถ้าลูกรักของพ่อลืมความดีนี้เมื่อไร จิตใจไปพัวพันอยู่ในราคะก็ดี ความหลงก็ดี เป็นอันว่าลูกกับพ่อนี้ต้องแยกทางเดินกัน ไม่ใช่พ่อโกรธลูก แต่ว่าเวลาตายจริง ๆ เราตามกันไม่ไหว

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    จงอย่าสนใจในกายของเรา จงอย่าสนใจกายบุคคลอื่น จงอย่าสนใจในวัตถุธาตุใด ๆ ทั้งหมด ถ้าเราไม่สนใจ อารมณ์ติดมันก็ไม่มี เมื่อไม่สนใจกายเรา ไม่สนใจกายเขา ไม่สนใจในวัตถุธาตุ จิตมันก็โปร่งจากกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง มันจะมาจากไหน คำว่า ไม่สนใจ ไม่ใช่โยนทิ้ง มีเก็บรักษาไว้ทำให้มันเป็นประโยชน์เท่านั้นพอ ตายแล้วเลิกกัน

    (คัดจากเทปคำสอนอานาปานุสสติ ม้วนที่ ๙)

    -จ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    บันไดขั้นแรกเพื่อพระนิพพาน
    ธรรมโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    ท่านทั้งหลายที่ต้องการพระนิพพาน วันนี้ก็ขอมอบบันไดขั้นแรกแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทเพื่อไปนิพพาน ไปปฏิบัติตามสังโยชน์ ๓ ประการ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ไอ้ที่กล่าวว่า นิพพานะ ปัจจโย โหตุ ต่างๆ ส่งเดช มันไปไม่ได้หรอก

    ๑.มีปัญญารู้สึกตามความเป็นจริงว่า ชีวิตนี้มันต้องตาย ถ้าใครไม่นึกว่าตาย มันก็เลวเต็มที คนทุกคนเกิดมาต้องตาย ถ้าเราลืมความตายของเรา จงจำว่าเราเป็นคนเลวมาก เพราะว่าทุกวันทุกเวลาเราเดินเข้าไปหาความตาย

    ๒.คิดว่าเราจะตาย การตายนี่มันไม่แน่ จะไปดีหรือไปชั่วเราไม่แน่ เราก็เลือกไปดี อันดับแรก ก็ยึดพระพุทธเจ้า ยึดพระธรรม ยึดพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง คำว่ายึดเป็นที่พึ่งนี่ไม่ใช่ไปนั่งนึกอย่างเดียว คือนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า นึกถึงความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นึกถึงความดีของพระอริยสงฆ์สาวกที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบอกเรา ท่านมีความดี ยอมรับนับถือด้วยความจริงใจไม่เสื่อมคลาย ไม่สงสัย นี่คือข้อที่สอง มันก็ไม่ยาก

    ๓.สีลัพพตปรามาส เฉพาะฆราวาสก็รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ เท่านี้ พระโสดาบันก็ดี สกิทาคามีก็ดี มีอารมณ์เท่านี้

    1504583704_127_บันไดขั้นแรกเพื่อพระนิ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  10. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    พระพินิจอักษร (ท่านทองดี) มาบอกหลวงพ่อว่าท่านเป็นพรหมชั้นที่ ๗

    “..พระพินิจอักษร มีนามว่า “ทองดี” เป็นสมเด็จพระราชบิดาของรัชกาลที่ ๑ ทรงประสูติในเรือฝั่งตรงข้ามกับโบสถ์เก่าวัดท่าซุง ในฐานะที่พระองค์เป็นทั้งชาวสุโขทัยและก็ชาวกรุงศรีอยุธยาและก็ยังเป็นชาวเชียงแสนด้วย ท่านเป็นคนของแผ่นดิน เพราะว่าท่านสืบเชื้อสายมาจากเชียงแสน ชาวเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่สุโขทัย ต่อมาพระราชโอรสของพระองค์ได้เป็นใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นอันว่าวงศ์นี้เป็นวงศ์ที่มีคุณต่อประเทศชาติอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นแม่ทัพในการกู้ชาติ ที่มีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นหัวหน้า ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เถลิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ พระองค์ก็เป็นกำลังใหญ่ในการปราบปรามข้าศึก ต่อมาในสมัยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ก็ทรงปราบปรามข้าศึก รักษาเอกราชให้ชาติไทยอยู่รอดเป็นอิสระจนกระทั่งทุกวันนี้ เวลานี้วงศ์ของท่านทองดีก็ยังครองประเทศชาติอยู่ ท่านพระพินิจอักษรท่านเป็นครูและท่านเป็นหมอด้วย สมัยก่อนคนเป็นหมอง่าย เรียกว่าหมอยาป่าหรือหมอโบราณ ท่านมีความรู้ทางหมออยู่บ้างตามสมควร เรื่องความเป็นหมอคนโบราณถือว่ามีความสำคัญ

    คืนวันหนึ่งของปี ๒๕๑๕ เวลาประมาณ ๒๓.๐๐น.เศษ อาตมารู้สึกง่วงนอนเร็วกว่าปกติ จึงเอนกายลงนอน ได้เห็นชายคนหนึ่งรูปร่างขาวท้วม นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อธรรมดาแต่ยาวลงเลยชายพกประมาณ ๖ นิ้วฟุต มือขวาถือหนังสือเล่มใหญ่แนบกับตัว เห็นภาพนั้นเมื่อดับไฟมืดสนิทและไม่มีแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามา ก็ทราบว่าชายที่เห็นนั้นไม่ใช่คนธรรมดา เพราะประตูใส่กลอนแล้ว หน้าต่างก็มีลูกกรงเหล็ก ตามความรู้สึกขณะนั้นบอกว่า “ชายผู้นี้คือผี” ชายที่ยืนให้เห็นนั้นท่าทางท่านสุภาพมากยืนเฉยๆ ไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่เวลานั้นกำลังง่วงจัดอยากจะหลับท่าเดียว จึงคิดว่ามีธุระอะไรพรุ่งนี้ค่อยมาคุยกันใหม่แต่ต้องมาก่อนง่วงนอน พอวันรุ่งขึ้นเข้านอนก่อนเวลาเพราะเกรงว่าจะง่วงและอาจผิดสัญญากับผีได้ เวลา ๒๒.๐๐ น. ก็เข้าห้องบูชาพระตามปกติ

    เมื่อบูชาพระเสร็จก็เข้านอน พอหลังถึงพื้นศีรษะถึงหมอน ก็ปรากฏภาพชายคนเมื่อวานที่ผ่านมา มายืนอยู่ข้างปลายเตียงทางด้านขวา จึงถามท่านว่า “ท่านเป็นใคร” ท่านก็ตอบว่า “ผมคือทองดีครับ” ถามท่านอีกว่า “ทองดีคือใคร” ท่านตอบว่า “ทองดีพ่อทองด้วงครับ” เมื่อท่านตอบแล้วก็คิดไม่ถึงว่าท่านทั้งสองเป็นผู้มีคุณใหญ่ต่อประเทศ และอาตมาก็ยังสำนึกในบุญคุณของท่านที่ท่านเมตตาเสียสละให้ไทยได้เป็นไทอยู่จนทุกวันนี้ ท่านจะมาแสดงตนให้เห็น จึงได้ถามท่านต่อไปว่า “ทองด้วงคือใคร” ท่านตอบว่า “ทองด้วงคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ถามท่านว่า “ที่ท่านมานี้ท่านมีความประสงค์อะไร” ท่านบอกว่า “ผมเป็นครูครับ เมื่อท่านสร้างวัดเสร็จแล้วช่วยสร้างโรงเรียนให้ผมสักหลังหนึ่ง” ก็รับปากท่านว่าถ้าไม่เกินกำลังเต็มใจสร้างให้ท่าน

    ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า เดิมทีเดียวท่านเป็นข้าราชการที่กรุงศรีอยุธยาได้รับบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้าย ที่พระอักษรสุนทร ต่อมาเมื่อพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา ท่านพาภรรยาและบุตรคนเล็กอายุ ๗ ปีขึ้นไปพิษณุโลกไปอยู่กับเจ้าเรืองพระฝาง (พระยาพิษณุโลก) ท่านตั้งให้เป็นพระพินิจอักษร เพราะให้ท่านเป็นครูสอนหนังสือ (หนังสือราชการ) กับพวกขุนนาง เวลาล่วงมาประมาณปีเศษอาศัยที่คุณพระพินิจอักษรเป็นคนฉลาด มีความสามารถมาก ต่อมาขั้นสุดท้ายท่านได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ แต่ไม่มีใครสนใจในบรรดาศักดิ์นี้ ที่สนใจจริงๆ ก็คือ คุณพระอักษรสุนทร เป็นบรรดาศักดิ์ที่ทางกรุงศรีอยุธยาตั้งให้ ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของท่านจึงมีชื่อเพียง พระอักษรสุนทร ท่านบอกว่า “ผมเกิดที่แม่น้ำสะแกตรัง (ชาวบ้านเรียกสะแกกรัง) เกิดในเรือครับ เรือที่ผมคลอดจากครรภ์มารดาอยู่ตรงนี้ครับ” ท่านชี้สถานที่เรือจอดให้ทราบ

    เป็นธรรมดาของอาตมาเมื่อคุยกับผี จะเป็นผีระดับไหนก็ตาม ผีมีหลายระดับคือ นรก เปรต อสุรกาย สัมภเวสี ภูมิเทวดา อากาศเทวดา พรหม ทั้งหมดนี้เรายกยอดเรียกผีเหมือนกันหมด เพราะไม่สามารถเห็นเขาได้ตามปกติ เมื่อเขาต้องการให้เห็นเราจึงเห็น เมื่อท่านจะกลับจึงได้ถามว่า “ท่านมาขอร้องตามนี้ก็ไม่ขัดข้อง แต่อยากจะขอเหตุผลสักหน่อยว่า ถ้าท่านเป็นท่านทองดีจริง ท่านจะบอกหรือแสดงอะไรสักอย่างหนึ่งก็ได้เพื่อเป็นหลักฐานควรเชื่อถือได้” ท่านถามว่า “ไม่ไว้ใจท่านหรือ” ก็เรียนท่านว่า “ไว้ใจ แต่ขอไว้เพื่อความมั่นใจ” ท่านก็บอกว่า “วันพรุ่งนี้ทางบ้านโน้นเขาจะรื้อบ้าน (ท่านชี้ไปทางที่ท่านบอกว่าบ้านท่านเคยตั้งที่นั่น) เขาจะรื้อบ้านเขาจะได้เงินกลม ถ้าเขาได้เงินกลมจริงก็เป็นการยอมรับว่าผมคือ “ทองดี” จริง กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือต่อจากนี้ไปไม่เกิน ๑ เดือน ทองคำที่ตระกูลผมฝังไว้ใกล้พระอุโบสถจะเลื่อนเข้ามาใต้ถุนที่คุณอยู่ จะมีเสียงดังจากทองที่เลื่อนมาไว้ชัดเจนมาก ถ้ามีเสียงทองเลื่อนจริงก็เป็นเครื่องยอมรับว่าผมคือ “ทองดี” จริง”

    พอวันรุ่งขึ้นก็มีคนนำเงินกลมมาให้ ๑๐ กว่าอัน ผู้ให้บอกว่า เจ้าของบ้านเขารื้อบ้าน ขุดดินลงไปเพื่อเอาเสาเรือนขึ้น เมื่อนำเสาขึ้นมาแล้วพบเงินกลมหนึ่งไห เจ้าของให้นำมาถวาย ต่อมาอีกไม่ถึงครึ่งเดือน คืนวันนั้นมีคนมาร่วมเจริญพระกรรมฐานกันมาก ขณะที่ทุกคนกำลังเจริญพระกรรมฐานก็ได้ยินเสียงครืนใต้ดิน ได้ยินชัดมาก เสียงนั้นเลื่อนใกล้เข้ามาพอถึงกลางตึกเสียงก็เงียบ เมื่อเลิกพระกรรมฐานแล้วต่างคนต่างก็ไปดูสถานที่ที่มีเสียง ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ รุ่งเช้า นายดาบตระกูล เปาริก ออกไปดูบริเวณนั้นเห็นดินยุบลงนิดหน่อยแต่เป็นบริเวณกว้าง ได้เอาเหล็กแทงลงไปปรากฏว่าจมเส้นเหล็กแล้วยังไม่ถึงกันหลุม ทั้งหมดนี้จัดเป็นอภินิหารของท่านได้

    ต่อมาตั้งใจจะสร้างโรงเรียนให้ตามที่ท่านขอไว้ ได้ติดต่อทางผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดสมัยนั้นเรื่องก็เงียบหายไป เมื่อหาทางสร้างโรงเรียนไม่ได้จึงสร้างศาลาการเปรียญแทนให้ชื่อว่า โรงเรียนพระพินิจอักษร ทั้งนี้ก็เพราะว่าศาลาก็คือโรงเรียน คำว่า “เปรียญ” แปลว่า “รู้รอบ” หรือรู้ทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าโรงเรียนซึ่งสอนเฉพาะความรู้ปกติธรรมดา จึงมีความเห็นว่าศาลาการเปรียญมีความสำคัญมาก หลังจากนั้นได้สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กขึ้น จึงคิดจะสร้างรูปท่านไว้เป็นอนุสรณ์ในฐานะที่ท่านเมตตามาหาถึงสถานที่นอน และถ้าชาวบ้านถามก็จะได้บอกว่า “ปั้นรูปต้นวงศ์จักรี เพราะว่าถ้าเรามีความเลื่อมใส มีความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์จักรี คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๙ เราไหว้ต้นวงศ์จักรีองค์เดียวก็ถึงลูกหลานเหลนทั้งหมด”

    เวลาที่จะปั้นรูปท่าน รูปตัวอย่างไม่มี ก่อนอื่นปั้นรูปเล็กก่อน โดย คุณยุพดี จักษุรักษ์ เป็นผู้ปั้นรูปเล็กด้วยดินเหนียวก่อน และช่างปั้นรูปใหญ่ชื่อ นายช่างประเสริฐ แก้วมณี จบชั้นประถมปีที่ ๔ อาตมาถามท่านว่า “เอาใครเป็นแบบฉบับที่คล้ายคลึง” ท่านก็บอกว่า “เอารูปรัชกาลที่ ๖ คล้ายคลึงมาก แต่ผมมากกว่านั้น เหลนผมคนนี้ผมน้อยไปหน่อย พุงโตกว่าผมนิดหนึ่ง” ท่านเป็นคนเนื้อเต็ม ปกติท่านไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม ท่านบอกว่า “ถ้าปั้นรูปใหญ่ท่านจะมาช่วย มีส่วนคล้ายคลึงประมาณสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็เป็นอันว่าใช้ได้” เพราะไม่มีรูปตัวอย่างให้ดู เมื่อปั้นรูปท่านเสร็จแล้วประดิษฐานไว้ที่หน้าโรงพยาบาลแม่และเด็ก ปรากฏว่า อภินิหารรูปของท่านก็คือ คนไข้ที่รักษาโรคมาจากที่อื่นมาแล้วไม่หายก็รักษาหายได้ ถ้าคนไข้คนไหนไปจุดธูปบูชาท่านขณะที่มารักษา คนไข้คนนั้นโรคจะหายเร็วมาก เป็นที่ยอมรับนับถือจากคนไข้เป็นอันมาก

    ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านมาเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพไปปราบพระฝางได้ เมื่อเจ้านายหมดวาสนาบารมี ท่านก็พาภรรยาและบุตรธิดาไปอยู่เมืองเล็กๆ ทางเหนือ อยู่อย่างคนแก่ชอบสงบ ไม่นานนักท่านก็มรณะเพราะไข้ ท่านบอกว่า ท่านเป็นพรหมชั้นที่ ๗..”

    -ท่านทองดี.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ประวัติและอานิสงส์การทอดกฐิน

    การทอดกฐินเป็นการถวายผ้าจีวรแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ 3 เดือน
    งานบุญนี้มีระยะเวลาทำตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11
    จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
    มูลเหตุที่มีการทำบุญกฐินนั้น มีเรื่องเล่าว่า
    มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
    ระหว่างการเดินทางนั้นยังเป็นช่วงหน้าฝน
    และระยะทางไกลจึงทำให้ผ้าจีวรของพระภิกษุเหล่านั้น
    เปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลนไม่สามารถหาผ้าผลัดเปลี่ยนได้
    พระพุทธเจ้าได้เห็นถึงความยากลำบากนั้น
    จึงมีพุทธบัญญัติให้ภิกษุแสวงหาผ้าและรับผ้ากฐินได้
    เป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังออกพรรษา
    ชาวบ้านจึงได้จัดผ้าจีวรนำมาถวายพระภิกษุในช่วงเวลาดังกล่าว
    จนกลายเป็นประเพณีทำบุญกฐินมาจวบจนปัจจุบัน

    ต่อไปนี้ จะพูดถึงอานิสงส์กฐิน เอาย่อๆนะ อานิสงส์ในการถวายกฐิน
    หรือว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายถวายสังฆทาน
    สังฆทานวันนี้เป็นสังฆทานของกฐิน การถวายสังฆทานทุกอย่างมีผลควบกับกฐิน
    เพราะเป็นวันของกฐิน ความจริงการทอดกฐิน ไม่ใช่ประเพณีนิยม
    เป็นพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ผ้ากฐินทาน
    จะรับได้ก็ต่อเมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงกลางเดือน 12
    หลังจากนั้น จะทอดขนาดไหนก็ตาม จะไม่เป็นกฐิน
    ฉะนั้น กฐินมีเวลากาลจำกัด

    ทีนี้ ว่าถึงอานิสงส์กฐิน อานิสงส์กฐินนี้ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค
    อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ท่านเคยเทศน์ และก็เทศน์ตามบาลี
    ท่านพูดถึงอานิสงส์ให้ทราบ ฉะนั้น การถวายวันนี้ทั้งหมด เมื่อวานก็ดี
    วันนี้ก็ดี จะเป็นเงินก็ตาม จะเป็นของก็ตาม ถือว่าทุกอย่าง เป็นอานิสงส์กฐิน

    ต่อไปนี้ก็โปรดทราบ จะนำพระสูตรตามที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีให้ทราบ
    ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ในสมัยพระองค์เกิดเป็น”มหาทุคคตะ”
    ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “พระปทุมมุตระ”
    เวลานั้น พระพุทธเจ้าของเรา เกิดเป็นคนจนอย่างยิ่ง
    เป็นทาสของคหบดี เวลานั้น ถอยหลังจากนี้ไป 92 กัป
    ก็ปรากฏว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า”พระปทุมมุตระ”
    วันหนึ่ง มหาทุคคตะ ไปดูงานทอดกฐิน เมื่อเขาทอดกฐินเสร็จ
    พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า บุคคลใด เคยทอดกฐินแล้วในชีวิตหนึ่ง
    ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพกฐินก็ดี และเป็นบริวารกฐินก็ดี
    (แต่ว่ากฐินนี้ไม่มีบริวาร มีแต่เจ้าภาพ เพราะเป็นกฐินสามัคคี)
    จะทำบุญน้อย จะทำบุญมาก มีอานิสงส์เสมอกัน
    แต่ทว่าปริมาณอาจจะแตกต่างกัน

    และอานิสงส์กฐินนี่ เวลานั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
    “โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐิน
    ไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน
    ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้น จะไปเกิดเป็นเทวดา
    หรือนางฟ้า 500 ชาติ”

    นั่นหมายความว่า ถ้าหมดอายุเทวดา หรือ นางฟ้า
    จุติแล้วก็เกิดทันที 500 ครั้ง เมื่อบุญหย่อนลงมานิดหน่อย
    เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นนางฟ้าไม่ได้ ลงมาเป็นมนุษย์
    จะเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก 500 ชาติ
    แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ
    แล้วบุญก็หย่อนลงมา ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ 500 ชาติ
    หลังจากนั้น จะเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ

    คำว่า”มหาเศรษฐี”นี่ มีเงินตั้งแต่ 80 โกฏิขึ้นไป
    เขาเรียกว่า “มหาเศรษฐี” ถ้ามีเงินต่ำกว่า 80 โกฏิ
    แต่ว่าตั้งแต่ 40 โกฏิขึ้นไป เขาเรียกว่า “อนุเศรษฐี”
    เมื่อเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติ
    หลังจากเป็นอนุเศรษฐี 500 ชาติแล้ว ก็เป็นคหบดี 500 ชาติ

    ก็รวมความว่า การทอดกฐินครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า
    นอกจากจะเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีแล้ว
    บุคคลที่ทอดกฐินครั้งหนึ่งในชีวิต จะปรารถนาพระโพธิญาณก็ย่อมได้
    นั่นก็หมายความว่า จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้
    จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นมหาสาวกก็ได้
    จะปรารถนานิพพานเป็นพระอรหันต์ปกติก็ได้

    ฉะนั้น การทอดกฐินแต่ละคราว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท
    โปรดทราบถึงอานิสงส์ คนที่เคยทอดกฐินแล้วแต่ละครั้ง
    รวมความว่า ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด
    คำว่ายากจนเข็ญใจ จะไม่มีแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกชาติ

    สำหรับวันนี้ การทอดกฐินมันมี 3 อย่าง
    ความจริงอานิสงส์กฐินก็ย่อมเป็นอานิสงส์กฐิน
    แต่ในปัจจุบัน จัดกฐินเป็น 3 อย่าง คือ
    (1) จุลกฐิน (2) ปกติกฐิน (3) มหากฐิน
    กฐิน 3 อย่าง ย่อมเป็นเทวดานางฟ้าเหมือนกัน
    แต่ทว่าจะมีทรัพย์สมบัติมากกว่ากัน

    คำว่า”จุลกฐิน” เวลานี้แปลงไป คงจำของพระพุทธเจ้าไม่ได้
    คำว่า”จุลกฐิน” ก็หมายความว่า ที่เขาถวายผ้าโดยเฉพาะชิ้นเดียว
    คือ ผ้ากฐิน จะเป็นผ้าสังฆาฏิตัวหนึ่งก็ได้ จะเป็นผ้าจีวรตัวหนึ่งก็ได้
    สบงตัวหนึ่งก็ได้ ถ้าเราไม่มีทั้งไตร ถวายผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็เป็นกฐิน

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  12. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ต่อไปนี้พ่อจะขอปรารภเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีความสามารถทั้งในด้านการปฏิบัติในเรื่องส่วนพระองค์ และในด้านปฏิบัติกับปวงชนชาวไทยทั้งหมดรวมทั้งปฏิบัติกับชาวต่างประเทศด้วย แม้แต่กระทั่งกับศัตรูพระองค์ก็ทรงเห็นว่าเป็นมิตร
    ไม่เคยคิดที่จะเป็นศัตรูกับใคร สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดนั่นก็คือพระองค์ทรงช่วยประชาชน
    ทรงช่วยชาวโลกด้วย และก็ทรงช่วยพระองค์เองได้ดีที่สุดในด้านของธรรมะ
    สำหรับวันนี้พ่อจะขอนำพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประพฤติปฏิบัติ
    ให้ลูกรักทั้งหลายจะพึงรับทราบ รับทราบแล้วก็จงปฏิบัติตามด้วยเพราะว่าจะช่วยให้พวกเราดี
    ก่อนที่จะพูดถึงธรรมะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติได้ ก็จะขอย้อนไปถึงจริยาวัตรของพระองค์ พระราชจริยาวัตรของพระองค์นี่เราจะรู้ไม่ได้เลยว่า ทรงทำอะไรบ้าง วันทั้งวัน
    พระองค์ไม่มีเวลาว่าง บางวันมีพระราชภารกิจตั้งแต่เช้าจรดเย็น เวลาเย็นก็ต้องมานั่งปฏิบัติงาน รับแขกกลางคืนอีก กว่าจะทรงเซ็นหนังสือได้ก็ต้องใช้เวลา ๒๔ นาฬิกาผ่านไป
    เมื่อทรงเซ็นหนังสือแล้ว หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเจริญพระกรรมฐาน วันที่พ่อเข้าไปพบกับพระองค์ พระองค์ตรัสว่าเวลานี้การฟังเทปรู้สึกว่า ฟังไม่ค่อยจบ นอนฟัง ฟังไป ฟังไป รู้สึกว่าหนักเข้า
    ความไม่ได้ยินในเทปรู้สึกว่า เคลิ้มหลับ แต่ว่าพอเทปดังแกร๊ก รู้สึกตัวตื่นขึ้น
    แล้วก็พลิกฟังใหม่อีกหน้าหนึ่ง คราวนี้ก็หลับไปเลย พระองค์ทรงติพระองค์เองว่า
    รู้สึกว่าไม่ดี แต่พ่อกลับทูลพระองค์ไปว่า นั่นเป็นความดี เพราะว่าถ้าหลับในระหว่างการฟังธรรม
    ชื่อว่าจิตฝังอยู่ในธรรมตลอดเวลา และการฟังค่อย ๆ เคลิ้มไปทีละน้อย ๆ พอเทปหมดหน้า
    รู้สึกเสียงดังแกร๊ก ก็แสดงว่านั่นไม่ได้หลับ แต่ทว่าจิตฟังธรรมเป็นฌานสมาบัติ
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังไม่ได้ยินเสียงเลยนั่นเป็นฌาน ๔ ความจริงเรื่องนี้ดีมาก
    ฉะนั้นขอบรรดาลูกรักทุกคนจงปฏิบัติเยี่ยงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    จงอย่าอ้างว่าข้าพเจ้ามีงานมาก มีภารกิจมาก ไม่มีเวลาพักผ่อน
    ไม่มีโอกาสเอาจิตเข้าไปฝึกฝนธรรมะ

    การปฏิบัติธรรมะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงปรารภให้พ่อฟังดูเหมือนว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ไม่มีเวลาว่าง เวลาใดถ้ามีโอกาสว่างนิดหนึ่ง ก็ใช้เวลาฟังเทปบ้าง วินิจฉัยธรรมะบ้าง และในบางขณะที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปรอบ ๆ พระราชฐานที่พัก พระองค์จะถือเวลา ว่าจะเดินสักกี่ชั่วโมง ถ้าเดิน ๑ ชั่วโมง เอาเทปสะพายไปด้วย แล้วก็ฟัง ๒ หน้า ถ้าเดิน ๒ ชั่วโมง ก็ฟัง ๔ หน้าเทป อย่างนี้รู้สึกว่าพอดี จริยาวัตรส่วนนี้ ขอบรรดาลูกรักควรจะฝึกฝนใจให้มาก พยายามปฏิบัติตามพระองค์ให้มาก เวลาบูชาพระ พระองค์ก็ทรงสมาธิ ทำสมาธิ และวิปัสสนาญาณในระยะนั้น เวลาที่เสด็จบรรทมก็ทรงฟังเทป เป็นอันว่าพระองค์จะไม่ยอมให้เวลาที่ว่างอยู่เสียเปล่าไปในด้านของความดี จะพยายามหาทางบีบบังคับอารมณ์จิตให้อยู่ในขอบเขตของความดี คือฟังเสียงธรรมะ ขณะใดที่จิตสนใจในธรรม พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า ขณะนั้นจิตย่อมว่างจากกิเลส ลูกต้องมีความขยันหมั่นเพียร มีความสนใจให้มาก เรียกกันว่าเป็นการปฏิบัติแบบเบา ๆ อีกประการหนึ่งการเจริญพระกรรมฐานของพระองค์อันดับแรก คงจะตั้งพระทัยมุ่งสมาธิเป็นฌานสมาบัติบทใดบทหนึ่ง และการที่พ่อไปพบกับพระองค์ตอนนั้นพระองค์ตรัสว่า การทำสมาธิเวลานี้ ไม่มุ่งหวังจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ ปล่อยไปตามสบาย จะถึงไหนก็ใช้ได้ เป็นที่พอใจ จริยาแบบนี้ลูกรักเป็นจริยาที่ดีที่สุด เพราะพ่อเองก็เคยตกอยู่ในความหวั่นไหวมามากแล้ว ทำให้ยุ่งยากใจ เพราะการบังคับจิตต้องการจะให้ได้ฌานชั้นนั้น ได้ฌานชั้นนี้

    แต่ในที่สุดแทนที่มันจะดี มันก็กลับเลว สู้การปล่อยอารมณ์ใจสบายไม่ได้ การทรงสมาธิหรือพิจารณากรรมฐานในด้านสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ถ้าจิตเราปล่อยไปตามสบาย มันจะถึงฌานไหนก็ช่าง เมื่อถึงไหนพอใจแค่นั้น อย่างนี้ถูก อารมณ์ฌานและวิปัสสนาญานที่เข้าถึงใจ จะมีการทรงตัวและในที่สุดก็จะสามารถตัดกิเล สมุจเฉทปหาน คือตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาดกิเลสไม่กำเริบ เรียกว่ามีอารมณ์จิตเข้าถึงพระนิพพานได้แน่นอน วิธีปฏิบัติแบบนี้ลูกรักต้องพยายามปฏิบัติให้มาก คำว่ามากก็หมายความว่า การเว้นจากการงาน เมื่อยามว่าง ไม่ควรจะให้โอกาสปล่อยไป และอีกประการหนึ่ง สิ่งที่บรรดาลูกและทุกคนสงสัยส่วนใหญ่ว่า บางทีก็ภาวนาไปว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น พอจิตเคลิ้มแผล็บเดียว มันกลับจับอย่างอื่นมาว่า แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของสมถะและวิปัสสนา อย่างนี้หลายคนอาจจะตกใจ คิดว่าอารมณ์เราฟุ้งซ่านไป พ่อก็ขอแนะนำว่า ความจริงถ้าจิตตกเข้าถึงอุปจารสมาธิ เวลานั้นอารมณ์มันเป็นทิพย์ มันย่อมจะรู้ว่า การตัดกิเลสของเรานี้ควรจะตัดกิเลสด้วยกรณีใด ๆ ฉะนั้นจิตจึงหันปล่อยทิ้งของเก่า จับสิ่งใหม่เข้ามา ซึ่งมันเป็นประโยชน์กว่านี้ จะเห็นได้ว่า อารมณ์จิตประเภทนี้จะเกิดกับคนส่วนมาก แต่มักจะมีความรู้สึกว่าผิดเป้าหมาย แต่ความจริงไม่ผิด เพราะตอนนั้นอารมณ์ปัญญามันเกิดขึ้น เพราะอำนาจของความเป็นทิพย์ คือสมาธิของจิต

    ฉะนั้นการปฏิบัติ ขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย จงพยายามปฏิบัติเอาอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลูกรักทั้งหลายจงจำไว้ว่า ความดีเกิดขึ้นกับเรามากคนเขาก็รักเรามาก แต่ถ้าความดีเกิดขึ้นกับเราน้อย คนเขาก็รักเราน้อย เมื่อคนรักน้อย คนเกลียดมาก เราก็มีความทุกข์กายทุกข์ใจมากกว่าความสุข เดินไปพบคนที่เรารัก หรือเขารักเรา เราก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมีความชื่นบาน แต่ถ้าไปพบคนที่เกลียดเราเมื่อไร เมื่อนั้นแหละความกลุ้มใจ กำเริบใจมันก็เกิดขึ้น เราจะหาความสุขไม่ได้

    ขณะที่พ่อนอนป่วยอยู่ที่บ้านพักชายทะเลจังหวัดระยอง พ่อยืนมองดูคลื่นในทะเลที่พัดเข้ามาหาฝั่งแล้วก็สลายตัวไป แล้วพ่อก็มองดูตัวของพ่อเอง ว่าตัวของพ่อก็ไม่ต่างอะไรกับคลื่นในทะเล มันเกิดขึ้น มันก็สลายไป เกิดขึ้นแล้วก็สลายไป ที่ยังมีคลื่นอยู่ ก็เพราะยังมีลม ถ้าลมหมดเมื่อไร คลื่นก็หมดเมื่อนั้น เหมือนกับชีวิตของพ่อเช่นเดียวกัน มันจะหนุ่ม มันจะแก่ มันจะขาว มันจะดำ ก็เป็นเรื่องของลมหายใจ ลมมันสร้างให้เกิดขึ้น ถ้าลมหมดเมื่อไร พ่อก็ตายเมื่อนั้น เช่นเดียวกับคลื่นในทะเล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสบอกกับพ่อว่า เรื่องคลื่นนี่ผมก็ชอบ เพราะว่าชอบดูคลื่น การที่ชอบคลื่นและพิจารณาคลื่นเป็นกรรมฐาน ก็เพราะอาศัยชอบเล่นเรือใบ และก็ทรงวินิจฉัยต่อไปว่า เห็นคลื่นที่มากระทบฝั่ง คลื่นมันเกิดแต่ละลูก ไม่ใช่คลื่นลูกเก่า มันเป็นคลื่นลูกใหม่ ขึ้นทดแทนซึ่งกันและกัน ในที่สุดมันก็มากระทบฝั่งหายไป และน้ำอาจจะกระเพื่อมขึ้นมาใหม่กลายเป็นคลื่นลูกใหม่ ก็มาเทียบกับอารมณ์จิตของพระองค์ว่า ร่างกายมันก็ทรงอยู่ได้คล้ายกับคลื่นในทะเล คลื่นในทะเล ถ้าลมยังมีอยู่เพียงใด คลื่นก็จะมีอยู่เพียงนั้น ถ้าลมหมดเมื่อไรคลื่นก็หาย เหมือนกับร่างกายของเรา ถ้าหมดลมเสียเมื่อไรก็ชื่อว่าตายเห็นไหมลูกรัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นทุกอย่างเป็นกรรมฐาน ที่พ่อเคยบอกลูกว่า จงดูทุกอย่างให้เป็นสมถะและวิปัสสนา จิตใจจะได้ตัดกิเลสง่าย

    อีกตอนหนึ่งพระองค์ตรัสว่า ที่หลวงพ่อบอกว่าร่างกายมันกรอบเต็มที ถ้าหมดภารกิจคือลูกหลายมีกำลังใจใหญ่ พอจะคุ้มตัวได้ ก็จะขอวางภาระ ตรัสต่อไปว่า กระผมเห็นว่าคงจะไม่มีใครทรงตัวได้แน่นอน มั่นคง แม้แต่กระผมเองก็เหมือนกัน ก็ยังไม่รู้สึกตัวว่าดี ฉะนั้น ผมอยากจะขออาราธนาหลวงพ่อให้อยู่ต่อไป พ่อได้กราบทูลว่า เรื่องขันธ์ ๕ พ่อยึดถือไม่ได้ เพราะอะไร ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องของพ่อ ขันธ์ ๕ มันจะเกิด ขันธ์ ๕ มันจะพังมันก็เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ แต่ที่พยายามรวบรวมกำลังใจให้อยู่เช่นนี้ ก็เพราะห่วงลูกห่วงหลาน เพราะลูกหลานของพ่อดีทุกคน ถ้าลูกหลานของพ่อไม่ดีขนาดนี้ละลูกเอ๋ย ไม่ต้องห่วง อย่าว่าแต่เสียงของพ่อเลย แม้แต่ร่างกายของพ่อ ลูกก็จะไม่ได้เห็น บางทีลูกจำนวนมากอาจจะไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของพ่อเสียด้วย เวลานี้พ่อมาคิดถึงร่างกายของพ่อว่ามันแก่มากแล้ว สงสารลูกที่รักที่มีความดี เพราะบรรดาลูกทั้งหลายคงจะคิดว่าที่พึ่งใหญ่ของเธอนี้ก็คือพ่อ แต่ลูกจงอย่าลืมว่าที่พึ่งจริง ๆ ที่ลูกจะพึ่งได้ ก็คือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พ่อได้ศึกษามาและก็ปฏิบัติมาพอมีผลตามที่กำลังของพ่อจะพึงทำได้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสปรารภถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองยะลาในเดือนกันยายน ขณะที่พระองค์เสด็จเยี่ยมประชากรของพระองค์ที่จังหวัดยะลาปรากฏว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้น ๒ ครั้ง แต่ความจริงพ่อได้ยินข่าว พ่อก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในใจส่วนหนึ่งยังอดที่จะสงสารพระองค์ไม่ได้ เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำทุกอย่างเพื่อความสันติสุขของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ เสียสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีน้ำพระราชหฤทัยหวังอยู่อย่างเดียวว่า ทำอย่างไรคนไทยทั้งชาติจึงจะมีความสุข และถ้าสิ่งนั้นไม่เกินความสามารถของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงทำทุกอย่างรวมความแล้วพระองค์เป็นผู้ให้ไม่ใช่ผู้รับ พระองค์จึงได้ปรารภว่า วันนั้นพอได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกเห็นคนเขาวิ่งวุ่นขวักไขวไปมา ก็มีความรู้สึกว่าเสียงระเบิด มันระเบิดไปแล้วก็เป็นอดีต อย่างนี้ตามภาษาบาลีเขาเรียกว่า อดีตใกล้ปัจจุบัน ถ้าเราจะเอาจิตไปคิดห่วงใยเรื่องราวในอดีต งานในปัจจุบันของเราก็ไม่เป็นผล ฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงวางอารมณ์เฉยเป็นอุเบกขา ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันเกิดแล้วก็แล้วกันไป เวลานี้มีหน้าที่ที่จะทำงานในปัจจุบันก็ทำ ทำไปจนกว่าจะเสร็จ และหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงให้โอวาทแก่ลูกเสือชาวบ้าน ทรงปรารภว่าวันนั้นพูดยาวหน่อย เพราะเป็นการดับกำลังใจในความตื่นเต้นของประชาชนและลูกเสือทั้งหลาย หลังจากให้โอวาทเสร็จ จะต้องเสด็จไปเยี่ยมประชาชน ก็ทรงดำริว่า ถ้าขณะที่ไปเสียงระเบิดมันระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ความจริงระเบิดที่ระเบิดขึ้นมานั้น ไกลจากที่ประทับ ลูกหนึ่ง ๕๐ เมตร อีกลูกหนึ่ง ๑๐๐ เมตร แต่ว่าถ้าพระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชากรของพระองค์ ระเบิดทั้งสองจุดจะไกลจากพระบาทเพียง ๗ เมตรเท่านั้น พ่อทราบจากเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญในระเบิดแสวงผลประเภทนี้มีรัศมีทำการถึง ๒๐ เมตร ที่ได้ผล และขอลูกทุกคนก็จงศึกษาไว้ว่าระเบิดแบนนี้เขาทำไว้ เขาวางไว้ หรือเขาหมกไว้ ในที่ไม่น่าจะสงสัย เขาจะมีวัตถุชิ้นหนึ่งเป็นเครื่องล่อตา เช่น ไม้ขีดจุดไฟแช็ค หรือว่าปืน หรือของที่น่ารักวางไว้ แต่มีสายล่ามไว้ ถ้าบังเอิญใครมีความสนใจในวัตถุนั้นหยิบขึ้นมา สายเชือกที่ผูกกับชนวนจะกระตุกระเบิด ระเบิดก็จะเกิดระเบิดทันที เรื่องนี้ลูกทั้งหลายก็ควรระวังไว้ เพราะว่าอันตรายมันจะเกิดมีเพราะสิ่งที่เรารัก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยัง ความเศร้าโศกเสียใจเกิดขึ้นจากความรัก ภัยอันตรายเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยความรักเป็นเหตุ นี่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสอย่างนี้ตรง ฉะนั้น ขอลูกทั้งหลายจงจำไว้ ระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก แต่ถ้าบังเอิญวิบากกรรมให้ผล ก็จะเป็นปัจจัยให้เราลืมได้เหมือนกัน ในตอนที่สอง พระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัย ว่าเรื่องระเบิดที่จะระเบิดขึ้นมาภายหลัง ทันเป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเอาจิตใจไปยุ่งกับอนาคตเข้าแล้ว งานปัจจุบันมันจะเสีย เป็นอันว่า น้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความมั่นคงในอุเบกขารมณ์ มีความมั่นในธรรม คนที่จิตมั่นในธรรมจริง ๆ มีความกล้าพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับความดีได้ ฉะนั้น ขอบรรดาลูกรักทั้งหลายจงจำพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้ และจงพยายามกระทำน้ำใจของลูกให้เหมือนกับน้ำพระทัยของพระองค์ คือว่า จงเห็นว่าชีวิตมีความหมายน้อยกว่าความดี เราเกิดมาแล้วคราวนี้ เราก็ต้องตาย ไหน ๆ จะตาย ขอให้เราตายอยู่กับความดีเท่านี้เป็นพอ และถ้าความดีนี้เป็นความดีสูงสุดลูกรักทั้งหมดของพ่อก็จะไปพระนิพพานได้

    เป็นอันว่าพ่อเห็นน้ำพระทัยในความเมตตาปรานีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพระองค์ทรงปฏิบัติตามธรรมะขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ในด้านพรหมวิหาร ๔ ได้อย่างครบถ้วน เห็นหรือยังลูกรัก ถ้าเห็นแล้วก็จำไว้ ทำอย่างพระองค์ ความดีไม่หนีเราไปไหน ในเมื่อเราทำความดี ใครเขาจะหาว่า เราชั่ว เราเลว ก็ช่างเขา จงจำวาจาของพระพุทธเจ้าไว้ว่า นินทา ปสังสา ขึ้นชื่อว่านินทาและสรรเสริญเป็นธรรมดาของโลก ไม่มีใครจะหนีการนินทา ไม่มีใครจะหนีการสรรเสริญได้ ถ้าลูกไปรับมันเมื่อไรลูกก็จะมีแต่ความทุกข์ใจเท่านั้น นี่พ่อพูดลูกกับของพ่อ พ่อไม่ได้พูดกับคนอื่น ที่เขาคิดว่าเขาไม่ใช่ลูกของพ่อ หรือเขาคิดว่าเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อ แต่พ่อน่ะไม่เคยคิด ว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อใคร ใครเขาจะคิดยังไงเป็นเรื่องอารมณ์จิตของเขา เราอย่าไปยุ่ง เราอย่าไปเกี่ยว ใจของลูกจะมีความสุข เรื่องรับคำนินทา รับคำสรรเสริญ นี่พ่อรับมาแล้ว มันกลุ้มเหลือเกินลูกรักทำให้ไม่สบายทั้งกาย และไม่สบายทั้งใจ

    เวลาที่พ่อเดินทางไปในที่ทุกแห่ง ลูกจะเห็นหน้าตาพ่อยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงอาการรื่นเริงและแข็งแรง นั่นเป็นเรื่องของกำลังใจนะลูก ไม่ใช่กำลังกาย กำลังกายจริง ๆ มันจะไม่ไหว ลูกคงจะสงสัยว่า กำลังใจช่วยกำลังกายได้อย่างไร ถ้าลูกสงสัยข้อนี้ละก็ พยายามปฏิบัติตามคำสอนที่พ่อสอนลูกไว้ ทำไปเมื่อเข้าจุดที่ถึงที่สุดของอารมณ์ ลูกจะมีความรู้เองว่า กำลังใจมีความสำคัญกว่ากำลังกาย กายเพลีย ถ้าใจกำลังดี สามารถจะแบกกายไปได้

    อีกตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสกับพ่อว่า ท่านหญิงวิภาวดีมีความห่วงใยในพระองค์มาก เพราะว่ามาเตือนอยู่เสมอ ขณะที่พระองค์ตรัส รู้สึกว่าเหลียวซ้ายแลขวา และก็ตรัสอีกว่า เวลานี้หายไป การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า ท่านหญิงวิภาวดีมาเยี่ยมอยู่เสมอ และก็ตักเตือนเสมอ จุดนี้ขอบรรดาลูกรักจงจำให้ดี ว่าความรู้สึกอย่างนี้จะมีขึ้นมาได้ นั่นก็คือ บุคคลผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม จะต้องมีอารมณ์เข้าถึงทิพยจักขุญาณ คือมีอารมณ์เป็นทิพย์ มีความรู้สึกทางใจคล้ายกับตาทิพย์ ในเมื่อท่านได้ทิพยจักขุญาณ ท่านก็มีโอกาสรับสัมผัสได้ นี่แสดงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชภารกิจมาก เรื่องของพระองค์มีเรื่องกวนทั้งกายและก็ใจ อย่างที่บรรดาลูก ๆ ทั้งหลายจะไม่มีโอกาสประสบการรบกวนอย่างพระองค์เลย กลางวันก็ไม่ได้พักกลางคืนก็ไม่ได้พัก มีเวลาพักอยู่นิดเดียว พระองค์ทรงทำพระกรรมฐาน และก็ทรงทำได้ดี บุคคลประเภทนี้ ลูกควรจะลอกแบบเข้าไว้ การเลียนแบบ การลอกแบบ “การปฏิบัติตามท่านในด้านของความดีไม่ใช่ความเสีย เป็นผลกำไรที่เราไม่ต้องรื้อฟื้นเอง”

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  13. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    “นึกไว้เวลาทุกคืนก่อนจะหลับ นึกไว้หนึ่ง เราเคยถวายผ้าวัสสิกสา (ผ้าอาบน้ำฝน) ถวายเทียนเข้าพรรษา เคยสมาทานศีล ถวายสังฆทาน เคยฟังเทศน์ เท่านี้ก็พอ นึกเพียงเท่านี้แล้วก็หลับไป ตื่นขึ้นเช้าเช้ามืดนึกหน่อยหนึ่งก่อนจะไปทำธุระ ว่าเราเคยถวายเทียนเข้าพรรษา เคยสมาทานศีล เคยถวายสังฆทาน เคยฟังเทศน์เป็นธรรมทาน ติดกัณฑ์เทศน์เป็นธรรมทาน เพียงเท่านี้แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ถ้าท่านทำทุกวัน ท่านจะหวังสวรรค์ก็ได้ พรหมโลกก็ได้ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่ความตั้งใจของท่าน

    ถ้าต้องการหวังสวรรค์คิดว่าขอผลบุญทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าตายจากความเป็นคนไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้จะได้ทันที ถ้าต้องการพรหมก็นึกว่าขอบุญนี้ทั้งหมด จงบันดาลให้ข้าพเจ้าเป็นพรหมจะได้ทันที ถ้าหวังนิพพานก็จะได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะบุญครบ บุญที่ทำนี่ครบเข้านิพพานได้ คือ
    ๑. ทาน เป็นปัจจัยตัดโลภะ ความโลภ
    ๒. ศีล เป็นปัจจัยตัดโทสะ ความโกรธ
    ๓. ภาวนา หรือฟังเทศน์ เป็นปัจจัยตัดโมหะ ความหลง

    มันค่อยๆตัดทีละน้อยๆ ตัวเราเองอาจจะไม่รู้ความโลภมันหมดหรือยัง ความโกรธมันหมดหรือยัง ความหลงหมดหรือยังเราจะไม่รู้ แต่เราค่อยๆตัด วันนี้เราตัดเต็มที่ ไปทุกวันก่อนหลับเราตัด พอตื่นใหม่อย่าเพิ่งรีบไปไหน นึกนิดเดียวว่าเคยให้ทานรักษาศีล เคยฟังเทศน์ เคยเจริญภาวนายังไงก็ตามเถอะ ตัดอีกนิดหนึ่งตัดวันละน้อยๆ มันจะหมดไปโดยไม่รู้สึกตัว

    ทีนี้เวลาที่ก่อนจะตาย เวลานั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย คนก่อนจะตายนี่กิเลสไม่มี ถ้าเรามีบุญนะ ถ้าเรามีบุญอยู่แล้วอย่างนี้กิเลสจะเข้าแทรกแซงไม่ได้ เวลานั้นทุกขเวทนามันมาก ใครเขามาบอกทรัพย์มีหลังบ้านให้ไปขนทรัพย์ มันลุกไม่ไหว ไม่เอาแล้วไม่อยากได้ ไอ้ตัวไม่อยากได้นี่มันตัวตัด ตัดโลภะ ความโลภ ใครเขาท้าตีก็ลุกไม่ขึ้น มันสู้เขาไม่ได้ ไม่อยากจะไปตีกับเขา ตัดอีกตัดความโกรธ ใครเขาบอกคนนั้นสวยคนนี้ดี ก็ไม่เอาแล้ว มันจะตายอยู่แล้ว

    รวมความเวลานั้นจิตว่างจากกิเลส เมื่อจิตมันว่างจากกิเลส อาศัยจิตที่เรานึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ ต้องนึกทุกวันนะว่า หนึ่ง เคยให้ทาน สอง เคยรักษาศีล สาม เคยฟังเทศน์ เอาย่อๆนี้ก็แล้วกัน นึกถึงภาพไว้ ก็คิดว่าขอบุญบารมีนี้จงบันดาลให้ข้าพเจ้าเข้าถึงนิพพานในชาตินี้ ต่อท้ายไว้หน่อย เพียงเท่านี้ทุกวันแล้วตอนนั้นนั่นแหละ เมื่อจิตมันว่างจากกิเลส ขณะที่มีทุกขเวทนามาก จิตความโลภก็ไม่มี ความโกรธก็ไม่มี ความหลงก็ไม่มี มันว่างเพราะมีทุกขเวทนา ตอนนั้นอารมณ์นิพพานจะเข้าสิงใจ หากว่าท่านจะตายท่านจะเห็นพระเต็มจักรวาล จะเห็นเทวดาและพรหมเต็มจักรวาล ถ้าเห็นพระอยู่ข้างหน้าทุกคนหวังได้ว่าไปนิพพานแน่นอน ถ้าเห็นพรหมอยู่ข้างหน้าก็มีหวังว่าต้องไปพรหมแน่นอน เห็นเทวดานางฟ้าอยู่ข้างหน้าแสดงว่าไปสวรรค์แน่นอน…”

    —————————————
    จากตอน : ตัดวันละเล็กวันละน้อย
    ในเรื่อง : ทำบุญวันอาสาฬหบูชา
    หนังสือธรรมปฏิบัติ เล่ม ๔๑
    รวมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    หลวงปู่ดู่กล่าวถึงหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ท่านมหาวีระ ท่านมีบารมีสูง มีข้างบนเป็นกำลังหนุน เป็นอาจารย์ใหญ่สอนคนได้จำนวนมาก ข้าขอโมทนา พวกแกเกิดมาพบพระอรหันต์ที่มีบารมีสูง อย่าให้เสียทีที่ได้พบ เอาสิ่งที่ตนปฏิบัติบัติได้(ญาณ) มาอบรมตนเอง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    คนเราเป็นทุกข์เพราะอะไร? โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเกินธรรมดา ท่านสอนให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา วางทุกข์เสียให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมดา อะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นธรรมดาของโลกทั้งนั้น ในเมื่อร่างกายเรามีอยู่ในโลกเท่านี้เองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ ถ้ามันไม่เที่ยง เราจะเข้าไปยุ่งกับความไม่เที่ยงให้มันเที่ยงมันก็เป็นทุกข์ อารมณ์ของคนที่เป็นทุกข์มันก็เพราะไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่า คนนั้นชั่วคนนี้ดี แสดงว่าเราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่างหาก ว่า เรามันดี หรือเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปดพันเก้า ก็เรื่องของเขา ถ้าเราดีแล้ว ก็หาคนเลวไม่ได้

    เพราะเรารู้เรื่องของคน คนมาจากอบายภูมิก็มี คนมาจากสัตว์เดรัจฉานก็มี คนมาจากมนุษย์ก็มี มาจากเทวดาก็มี มาจากพรหมก็มี มันจะเสมอกันไม่ได้ ถ้าพวกมาจากอบายภูมิ สอนยากป่วยการสอ

    .jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  17. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ขอบรรดาลูกรักทั้งหลาย จงรักษาความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ไว้ งานใดที่พ่อนำลูกทั้งหลายทำ งานทั้งหลายเหล่านั้น ขอลูกรักทั้งหมด จงรักษางานนั้นไว้ด้วยหัวใจของลูกเอง คือรักษาไว้ด้วยชีวิต เพราะงานสาธารณประโยชน์เป็นกิจอันหนึ่งที่ทำให้คนไทยรวมตัวกัน มีความรัก มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน และทุกคนก็จะมีความสุข

    -จ.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  18. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า …นัตถิ โลเก อนินทิโต… คนไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก พระพุทธเจ้าเองยังถูกนินทา อาตมาเป็นสาวกรุ่นจิ๋วของพระองค์ทำไมจะไม่ถูกนินทา เวลานี้คำนินทา คำติเตียนก็เกลื่อนโลก เต็มโลกไปหมด ไม่เห็นหนักใจอะไร จะนินทาสักเท่าไหร่ก็ตาม ก็แก่ลงไปทุกวัน ใครเขาสรรเสริญยังไงก็ตาม ก็ยังแก่ลงทุกวัน นินทาก็แก่ สรรเสริญก็แก่ ฉะนั้น คำนินทาและสรรเสริญทั้ง ๒ ประการนี้ ท่านพุทธบริษัท องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ทรงแนะนำว่า จงอย่าถือเอาเลยทั้ง ๒ อย่าง

    (จากหนังสือ หนีนรก)

    -นัต.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  19. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    ตายจากสุนัขชื่อ “เจ้าขุน” อยู่ที่วัดท่าซุง ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

    วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓ อาตมากลับจากรับแขกตอนเย็นก็ทราบว่า “เจ้าขุนป่วยหนัก” คำว่า “เจ้าขุน” เป็นชื่อสุนัขตัวหนึ่งเป็นสุนัขตัวที่ ๑๓ ที่เรียกว่า “เจ้าขุน” ก็เพราะว่าในสมัยหนึ่งขนมันหลุดหมด มันเป็นโรคเรื้อนก็เลยเรียก “เจ้าขุน” เพราะขนไม่มีอาตมาก็เรียกเจ้าขุนแทนขุนช้าง

    ต่อมา โยมสมัคร บอกว่า “มียาขนานหนึ่ง คนที่เป็นโรค ชันนะตุ ที่เกิดบนหัว เมื่อเกิดขึ้นแล้วผมหลุดหมด หัวเป็นแผลเป็น เขาใช้เปลือกต้นแคถากมาแล้วก็เอาไปแช่นํ้าซาวข้าว แช่สัก ๕-๗ วันแล้วนำมาทาผมขึ้นเต็มศีรษะ” ก็ลองมาทาเจ้าขุน ปรากฏว่าไม่นานขนขึ้นสวยหนากว่าเก่ามาก เจ้าขุนนี่เป็นหมาที่มีความจงรักภักดี แต่ว่าไม่ค่อยจะยอมให้จับ เรียกชื่อเมื่อไรถอยหลังหนีไปไกลเมื่อนั้น ถ้าไม่เรียกก็ย่องเข้ามาหาเอง ๒-๓ วันเข้ามาหาทีลูบคลำได้ ถ้าเรื่องอยู่ยามเป็นหน้าที่ของเขา เขาอยู่ยามดีจริงๆ คืนทั้งคืนไม่ยอมหลับก็มี นอกจากว่ามีสุนัขตัวอื่นไปเปลี่ยน

    พอวันรุ่งขึ้นเจ้าขุนก็ตาย เย็นวันนั้นอาตมากำลังเดินขึ้นบันไดหลังจากไปเยี่ยมฝูงสุนัขที่เลี้ยงไว้แล้ว ก็เห็นชายคนหนึ่งลอยอยู่ข้างหน้า จึงถามว่า “ขุนใช่ไหม” เขาตอบว่า “ใช่ครับ” อาตมาบอกว่า “ขุน เอ็งมีความดีอยู่มาก มีความจงรักภักดีต่ออาตมา และอีกประการหนึ่งก็ช่วยรักษาของสงฆ์ ก็เป็นบุญใหญ่ ผลบุญใดที่พ่อทำแล้วตั้งแต่ต้นจนกระทั่งปัจจุบัน ขอเธอจงโมทนารับผลเช่นเดียวกับพ่อตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” เธอยกมือไหว้แล้วก็หายไป

    หลังจากนั้นเวลาประมาณ ๖ โมงเย็นเศษๆ อาตมาพักผ่อนนอนภาวนาคาถาบทที่ทำให้จิตเป็นสุข ชอบบทไหนก็ภาวนาบทนั้นทำอารมณ์ให้เป็นสุขตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำ พอสักประเดี๋ยวเดียวปรากฏว่ามี ชายใส่ชฎาสวยงามมากมีเพชรแพรวพราวเป็นระยับ สวยกว่าชฎาลิเกมาก ตัวก็เป็นเพชรแพรวพราวเป็นเทวดายืนสง่างามมากแต่ว่าอยู่ไกล ยืนระหว่างวิมานซึ่งใหญ่โตมากเป็นทองคำ เสาก็เป็นทองคำแต่หลังคาเป็นแก้ว ก็มีความรู้สึกว่า “นี่มันเจ้าขุนนี่” จึงถามว่า “นั่นเทวดาเจ้าขุนใช่ไหม” เขาตอบว่า “ใช่ครับ” อาตมาถามต่อว่า “เมื่อเธอเป็นสุนัขเธอก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้ วันดีคืนดีถึงจะเข้ามาหาแต่วันปกติถ้าเรียกมา เธอจะไม่ยอมเข้าใกล้จะวิ่งหนีออกไป เวลานี้เป็นเทวดาแล้วทำไมจึงอยู่ไกลอีก” เธอก็ตอบว่า “ผมเป็นเทวดาผมก็ยังกลัวครับ” ถามว่า “เธอจะกลัวทำไม ให้เข้ามาใกล้ๆ” วิมานเธอก็ลอยมาใกล้ ถามว่า “เวลานี้เธออยู่ที่ไหน” เธอตอบว่า “ผมอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ครับ” ถามว่า “มีความสุขดีไหม” เธอตอบว่า “มีความสุขดีมาก” ถามว่า “ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ทำไมจึงกลัวอาตมา” เธอก็ตอบว่า “ไม่ทราบเป็นอะไรครับ ผมก็รักอาตมาแต่มันมีความรู้สึกกลัวครับ” อาตมาเลยบอกว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อไปเป็นหัวหน้ายามนะ น้องที่อยู่ข้างหลังบางทีมันหลับ ใครจะไปใครจะมามันไม่เห็น ก็คอยเตือนน้องมัน”

    อาตมาให้เรียกพวกสุนัขที่ตายแล้วทั้งหมดมาพร้อมกัน ปรากฏว่ามากันนับร้อย คือสุนัขที่เลี้ยงเองบ้าง ที่พบตายในระหว่างทางที่ถูกรถชนตายบ้าง ที่ไปเห็นก็ให้บุญให้กุศลเธอ ที่มากันทั้งหมดเวลานี้เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า มีความสวยสดงดงาม

    คนเราถ้ามีอารมณ์จิตที่เป็นกุศล มันมีความได้กำไรดีกว่าสัตว์เพราะว่าคนรู้ภาษาว่านี่เราทำบุญ แต่สัตว์มีหน้าที่อย่างเดียวคือโมทนาเมื่อตายแล้ว สัตว์ที่อยู่กับพระมีหน้าที่รักษาของสงฆ์ ใครมามันก็เห่าบ้างกรรโชกบ้าง พวกที่จะขโมยของสงฆ์ก็ไม่กล้าจึงหลีกเลี่ยงไป เป็นอันว่าของสงฆ์ก็ปลอดภัย ดังเช่น “เจ้าขุน” บัดนี้ได้ตายไปแล้วและไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

    -เจ้าขุน.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
  20. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2017
    โพสต์:
    5,028
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +97
    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ปลงให้เห็นว่า อนิจจัง นี่มันเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดในโลกนี้
    ถ้าไม่เที่ยงเราไปยึดมันเข้าแล้วมันเป็นทุกข์ ต้องปล่อยตามมัน มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันแล้วในที่สุด
    มันก็เป็นอนัตตา พังสลายตัวหมด อย่าไปยึดไปถือมัน อย่าไปยึดว่าจะมีอะไรเป็นเราเป็นของเราต่อไป
    แม้แต่ร่างกายเรายังพัง ในเมื่อร่างกายเรายังพังแล้วจะมีอะไรทรงอยู่ อะไรมันทรงอยู่แล้วก็ตาม
    ถ้าหากว่าร่างกายเราพังแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะมายึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา

    ที่มา: ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า ๑๗

    -ทุกขัง-อนัตตาปล.jpg

    ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - เพจ บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
  1. phrapuwadon
    ตอบ:
    1
    เปิดดู:
    301
  2. วิญญาณนิพพาน
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    168
  3. ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    ตอบ:
    2,872
    เปิดดู:
    4,512
  4. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง
    ตอบ:
    1,327
    เปิดดู:
    3,191
  5. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง
    ตอบ:
    1,301
    เปิดดู:
    2,153
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...