เมื่อพระยามัจจุราชมาทวงชีวิตข้าพเจ้า

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย tjs, 14 มิถุนายน 2013.

  1. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ขอนำมาขยายครับ
    =================


    โดยแท้จริงแล้ว ผู้มีปัญญาแจ้งแล้วในอริยะมรรค ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ดีแล้ว ย่อมสรุปรวมลงได้ว่า ทางโลกและทางธรรมนั้น แท้จริงไม่ได้เป็นสิ่งที่สวนทางกัน ผู้ที่มีสติปัญญามากพอแล้วย่อมเห็นแจ้งและรู้ว่า ทางโลกและทางธรรมนั้นเป็นของคู่กันที่ทำร่วมไปด้วยกันได้อย่างปกติสุข การเหยียบเรือสองแคมก็ไม่ได้หมายความว่า มันสวนแกระแสกันหรือสวนทางกัน แต่มันอยู่ที่ว่าคุณจะเหยียบเรือสองแคมแบบไหน ให้เรือไม่ล่มไม่จม และสามารถประคองเรือที่คุณเหยียบอยู่นี้วิ่งไปแล่นลอยไปให้ถึงฝั่ง พร้อมด้วยมีญาติธรรมบันทุกเต็มลำเรือ ไปด้วยกัน ถึงฝั่งไปด้วยกัน ครับ สาธุ
     
  2. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ขอนำมาขยายต่อครับ
    =============

    เอกคตาจิตเป็นหนึ่งในหลายอย่างในเอกคตารมณ์ เอกคตารมณ์มีหลายอย่าง เป็นสภาวะที่ทรงอารมณ์หนึ่งเดียว เช่นฌาณ1 ก็ทรงอารมณ์แบบหนึ่ง ที่เป็นกุศลแบบหนึ่ง ฌาณ8ก็เป็นเอกคตารมณ์แบบหนึ่งที่ทรงอารมณ์อย่างหนึ่งในแบบเนวสัญญานาสัญญายตะนะ อรูปาวัจจะสภาวะ เป็นต้น ภาวนาให้มากทำให้เห็นด้วยจิตตนเอง

    เอกคตารมณ์ ทำได้ง่าย แต่เอกคตาจิตทำได้ยากว่า เพราะอารมณ์หนึ่งเดียวที่สะอาดบริสุทธิื ชาวบ้านหรือใครก็ทำได้ แต่พื้นฐานต้องได้จึงทำได้

    เอกคตาจิต ในฌาณสี่
    เอกคตจิต ที่ขาวสะอาด เมื่อทำได้แล้ว จะรักษาประคองไว้ให้มีต่อเนื่อง อันนี้ทำได้ยากต้องอาศัยการฝึกฝนอาศัยความเพียร อาศัยขันติ อาศัยบารมีหลายอย่างช่วยประคองไป มีมหาสติเป็นเสาหลัก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2016
  3. มิ้นท์99

    มิ้นท์99 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ธันวาคม 2016
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +50
    เรียนถามคุณ tjs

    เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ของดิฉันท่านเป็นคนไม่เข้าวัดเข้าวา และไม่ได้สนใจการศึกษาธรรมะหรือปฏิบัติธรรมเลย มีแต่ทำทานบ้างนานๆ ครั้งตามโอกาส

    ถ้าดิฉันอยากให้ท่านทั้งสองสนใจธรรมะอย่างน้อยที่สุดก็ให้ทานสม่ำเสมอ รักษาศีล สวดมนต์บ้าง ดิฉันควรทำอย่างไรบ้างคะ ทุกวันนี้เวลาทำบุญใหญ่ดิฉันจะอธิษฐานให้ท่านทั้งสองมีสัมมาทิฏฐิ ขอให้เทวดาประจำตัวคุณพ่อคุณแม่ดิฉันมาดลจิตดลใจให้ท่านใฝ่ทำบุญ ดิฉันอธิษฐานถูกต้องหรือไม่คะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 มกราคม 2017
  4. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    เอกคตาจิต ในฌาณสี่

    ผู้มีความเพียร ย่อมหาทางเห็นทาง และเดินเข้าสู่ ญาณที่เป็นการดับความปรุงแต่งหรือสังขาร

    เมื่อนั้น เอกคตาจิต ย่อมเจริญก้าวหน้า เข้าสู่วิปัสสนาญาณ เป็นปัญญาขั้นสูงละเอียดมากตัวหนึ่ง

    นั้นคือ จิตเสวยปัญญา ที่เรียกว่า จิตก้าวหน้าสู่ สังขารุเปกขาญาณ อันเป็นญาณปัญญาที่เห็นธรรมชาติของสังขาร ที่ปรุงแต่งเกิดดับ เมื่อปัญญามีมากถึงจุดนี้แล้ว

    เอกคตาจิต ที่ดำรงตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมสะอาดบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นไปอีก อันเป็นความก้าวหน้าทางจิตที่ทำได้ยาก และรักษาไว้ได้ยากครับ สาธุ
     
  5. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    การเดินทางต่อไปข้างหน้า วิชาใดๆในโลก พลังงานใดๆในโลก สิ่งวิเศษบริสุทธิืดีเยี่ยมใดๆในโลก ก็ไม่วิเศษบริสุทธิเท่า จิตอันบริสุทธิืที่เราชำระได้ด้วยตัวเอง

    =================
    พระโพธสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเพศ เช่นเดียวกับพระอริยะ
    ความว่างเป้นธรรมชั้นสูง
    ความไม่มีเพศเกิดได้จากหลายสภาวะแห่งปัญญาที่เข้าถึง หรือ กำลังของสมาธิที่เข้าถึง
    เพราะแท้จริงจิตไม่มีเพศ เรื่องเพศ ความจริงแล้ว ร่างกายของสัตว์ หรือมนุษญ์มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาแบบนี้ ไม่มีหรอกหญิงชาย หรือกะเทย

    ================

    มันเป็นธรรมดา ในกาย เพศมันมีมาก็เพื่อสืบพันธ์ อาการสืบพันธ์มันก็เหมือนการเสพอื่นๆของร่างกาย
    ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย ไม่ยึดติด ไม่หลงไหลไปกับมัน มันก็จะทำให้เราเห็นความจริงมากขึ้น
     
  6. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    พูดถึงความปรุงแต่ง ของจิตใจ

    สังขาร คือความปรุงแต่ง ปรุงแต่ง รู้่สึกจากกาย จากเวทนา
    การดับมันมีหลายแบบ ตามเหตุปัจจัย
    ธรรมดามันก็ดับของมันได้ ถ้าปัจจัยมันส่งเสริมให้ดับ

    การดับที่ไม่เป็นไปตามธรรมดา คืออาศัยสติปัญญาเข้าไปดับทันที ไม่ขึ้นอยู่กับเวลาหรือปัจจัยอื่น แต่ขึ้นอยู่กับสติปัญญาที่อบรม

    การดับด้วยพลังบริสุทธิ์ ส่วนนี้เข้าใจได้ว่า ดับด้วยกำลังที่มีจิตเป็นสื่อกลางรับเอาเข้ามา ทำลายดับลง

    วิธีหลังแท้จริงก็คือต้องใช้กำลังใจ ในทางสายวิมุุตติ ผมเข้าใจว่าเป็นกำลังของเจโตวิมุตติ

    คนที่ใช้กำลังส่วนนี้ เขามีกำลังใจที่พิเศษจึงทำได้

    แต่ก็เป็นการช่วยดับ ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ แต่เป็นการดับที่ไม่ถาวรทั้งหมด แต่ก็ช่วยได้มากพอสมควรครับ

    จิต เข้าใจว่า คือ ความ สักแต่ว่ารู้
    ส่วนใจคือ ความรู้ อันมีส่วนของความนึกคิดปรุงแต่ง หรือมีสังขารปรุงแต่ง

    จิตเป็นได้ทั้งความสว่างและความว่าง

    ในจิตเองยังมีเจตสิก คืออาการ หรือกริยาของจิต หรือ อนุสัย สันดานของจิต เราเรียกว่า ส่วนของสังขารอย่างละเอียดที่ประกอบอยู่กับจิต
     
  7. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ที่สุดแล้ว ย่นย่อได้ว่า
    =================

    การค้นพบตัวตนที่แท้จริง

    นั้นคือจุดเริ่มต้นของการเข้าถึง ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของตน

    เพราะเมื่อเราเป็นผู้รู้แจ้งแล้วในอัตตลํกษณ์ ตัวตนของตนดีแล้ว

    ย่อมรู้่กำพืชอาสวะกิเลสของตน เมื่อรู้แล้วย่อมดับที่เหตุได้

    แต่ถ้ายังไม่รู้ก็ยากมากกว่าจะหาเจอและดับมันได้ ครับ สาธุ
     
  8. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    สื่อจากนิมิต จากท่านพ่อหลวงตากสินมหาราช
    เนื่องในวันพระเจ้าตากสินมหาราช 28 ธันวาคม ของทุกปี
    =================

    อันหน้าที่ กอบกู้ชาติ ท่านพ่อตากสิน มหาราชเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมสร้างกรุงธนบุรี เป็นศรีอนุสรณ์ สืบสันดรแก้วกล้าองค์ราชันต์ ถึงกาละแล้วต้องคืนชาติ สืบสันตติราชอยุธยา มอบคืนแด่องค์ราชา พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในบัดดล สยามประเทศเมืองนี้ มีความศักดิ์สิทธิื ด้วยอิทธิฤทธิ๋ แห่งสยามเทพผู้รักษา บัลลังกษัติย์ศ์นั้นสืบทอดมา ยกให้ได้เฉพาะผู้มีบุญญาบารมี อันหมายถึงต้องสืบเชื้อสาย บรมกษัติย์ ขัตติยะราชประเพณี ณ บัดนี้ถึงเวลา ขอคืนบัลลังกษัติยา เพื่อสืบเชื้อสายกษัติย์ตรา แห่งอยุธยา สมเด็จเจ้าฟ้าบรมจักรีวงค์สืบไป
    ===================

    อันลูกหลาน พ่อตากสินมหาราช อีกทั้งประยูรญาติ ทั่วหน้า ตลอดจนข้าทาสที่เป็นมา พร้อมทั้งสหายกล้าผู้ภักดี ขอให้มีความจงรักษ์ ชาติ ศาสน์ กษัติย์ ภัยพิบัติจงหายสิ้น เป็นสุขศรี จงน้อมนำเอาธรรมดี สร้างความดีเป็นปฏิบัติบูชา เพื่อสืบทอดพระศาสนาและประเทศชาติ สืบไป
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    สวัสดีปีใหม่ ขออำนวยอวยชัย ให้ทุกท่านจงสุขขี จงเปรมปรียินดีและปรีดา มากด้วยวาสนาบุญบารมี ขอให้นิราศทุกข์ นิราศโสก นิราศโรค นิราศภัย ขออันตรายใดๆอย่าพึงมี ขอลาภยศพุนผลมากมี สวัสดีสุขเกษมเปรมหฤทัย คิดประสงค์สิ่งใดสมปราถนา ด้วยคุณธรรมรักษา เจริญยิ่ง นิรันดรเทอญ สาธุครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มกราคม 2017
  10. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ภัยพิบัติ ทั้งหลาย เกิดได้ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เกิดเพราะเหตุแห่งกรรม กรรม คือพลังงาน ที่ถูกสร้างไว้แล้ว พลังงานที่ถูกกระทำไว้แล้ว ย่อมรวมกันให้ผล ตามกาลเวลาของมัน ผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกรรมนั้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยพลังงานเหล่านั้น ย่อมขาดจากกรรมส่วนนั้นย่อมไม่ได้รับผล หรือหากแม้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องไม่มาก ก็ย่อมได้รับผล ไม่มากแต่ถ้าเกี่ยวข้องมากก็ย่อมได้รับผลมากไม่เป็นอื่น

    นี่คือกฏแห่งกรรม อันเป็นกฏของพลังงาน ในทางวิทยาศาสตร์ สรรพสิ่งทั้งจักรวาล คือพลังงาน ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แต่พลังงานมีหลากหลายรูปแบบหลายสภาวะ หมุนเวียนไหลวนตามสภาพปัจจัย

    สภาวะนิพพานก็เป็นพลังงาน แต่หลุดพ้นจากกฏของพลังงานของจักรวาล หลุดพ้นจากโลก หลุดพ้นจากโลกียะกรรม เป็นพลังงานที่สะอาดบริสุทธฺ์ ที่เข้าถึงได้ยาก

    ดังนั้น ชีวิตของเราท่านทั้งหลาย พึงไม่ประมาทในกรรม ในกฏแห่งกรรม ในผลแห่งกรรม นะครับ สาธุ
     
  11. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    วันที่16 มค เป็นวันครู จึงขอให้เราน้อมรำลึก ในคุณงามความดีที่ครูอาจารย์มอบให้ประสิทธิประศาสตร์ วิชาความรู้ให้แก่เรา ครูคนแรกคือบิดามารดาผู้เลี้ยงดู ครูคนถัดมาคือครูอาจารย์ ทั้งหลาย โอกาสนี้ ขอให้เราพึงระลึกเสมอและน้อมนำคำสอนมาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อันเป็นปฏิบัติบูชา ให้เป็นปกติ พร้อมด้วยอามิสบูชาสักการะตามสมควร ครับ

    จงจำไว้ว่าเพราะมีครูประสิทธิประศาสตร์วิชา
    จงอย่าลืมบุญคุณครูอาจารย์อุปปัชฌาญา ที่ท่านอุตส่าพร่ำสอนวิชาให้มากมายเอนกอนันต์ครับ

    ปล. บรมครูผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดที่เป็นครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ที่ควรน้อมสักการะตั้งมั่นเป็นสรณะคือ พระสัมมาสัมพุธะเจ้า ที่เรายกให้ท่านเป็นบรมครูสูงสุด เป็นลำดับแรกครับ
     
  12. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    หากเราสังเกตุให้ดี ประเพณี วัตนธรรม ของไทยจีน มีความคล้ายคลึงกัน ว่าไปแล้ว

    เทศกาลปีใหม่ สิ่งที่เหมือนกันคือการ ทำบุญทาน เสริมสร้างความเป็นศิริมงคล แก่ตนเองและครอบครัว

    การไหว้เจ้า เจ้าในที่นี้ มีหลายมิติ คือเทพผู้เป็นใหญ่ เทพผู้รักษาตน รักษาบ้านเรือน เจ้าที่ ตลอดจนบรรพบุรุษ

    การทำบุญในแบบคนไทย ก็หมายความเดียว คือการสร้างกุศลสร้างบุญทาน แล้วแผ่อุทิศให้ผู้อื่น

    ตามคตินิยม การทำบุญในเทศกาลต่างย่อมยังประโยชน์ ทั้งแก่ผู้ทำและผู้อื่น ตลอดจนจิตวิญญาณทั้งหลาย ก็ล้วนได้รับผลประโยชน์ที่ดีงามด้วย

    สุดท้ายนี้ก็ขอสวัสดีปีใหม่จีน และขออวยพรให้ทุกๆท่านไม่ประมาท หมั่นสั่งสมบุญทาน รักษาศีล และปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา เพื่อความสุขความเจริญสืบไปครับ สาธุ
     
  13. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ขอนำมาเผยแผ่ ครับ สาธุ
    =======================
    เรื่อง หนี้กรรมข้ามชาติของอาตมา
    โดย พระภาวนาวิสุทธิคุณ[ หลวงพ่อจรัญ บรมครูผู้รู้แจ้งในกรรม วาระแห่งกรรม ]

    วันนี้จะเล่าเรื่องดาบของแม่ทัพ ทำให้คนฝันและต้องมาที่วัดนี้ ไปได้มาอย่างไร ต้องใช้เงินเท่าไร เป็นเรื่องอัศจรรย์ของอาตมา ผ่านมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นอยู่วัดพรหมบุรี ยังไม่ได้มาอยู่ที่วัดนี้ ก็จะขอเล่าประวัติอาตมาสักเล็กน้อย เมื่อสมัยอยู่วัดพรหมบุรี ก็เริ่มสอนกรรมฐานมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๙ หลังจากที่เดินออกจากป่า ก็มาเจริญภาวนาและสอนกรรมฐาน เริ่มต้นที่วัดพรหมบุรีตามลำดับมา

    วันหนึ่งสมภารใช้อาตมาไปเช่าเมรุพร้อมเครื่องตั้ง จะมาจัดงานศพที่วัดต้องไปเช่าที่หัวเวียง บ้านแพน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แถวโน้นเขามีอาชีพค้าเมรุ มีไฟประดับสวยงามพร้อมเครื่องตั้งบนศาลา เหมากันมาอย่างนั้น

    แถวนี้ทั้งแถวไม่มีเมรุส่วนมากเป็นเมรุเผาเตาฟืน ถ้ามีงานศพผู้มีเกียรติหรือผู้มีเงินต้องไปเช่าเมรุ เมรุก็มีมากทางหัวเวียง ผักไห่ บ้านแพน ก็เลยต้องไปที่นั่น

    อดีตชาติของหลวงพ่อ

    กล่าวถึงบ้านหนึ่ง เป็นเรื่องอัศจรรย์ครั้งอดีตชาติของอาตมา เจ้าของบ้านชื่อแม่ชุมศรี ศรีเรือง เป็นเจ้าของโรงสี อาตมาไม่เคยผ่านทางนั้นจึงไม่เคยรู้จัก แม่ชุมศรีนี้ยังไม่มีครอบครัว ยังเป็นสาว เขานั่งสมาธิแล้วฝันสามคืนติดๆ กัน ฝันว่า เมื่ออดีตชาติของเขา เขาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เขามีลูกชายคนเดียว และลูกชายคนนั้นได้กำลังรบทัพจับศึก และในฝันนั้นบอกว่า ลูกชายโดนกลศึกวิธี พม่าได้ฆ่าลูกชายโดยผลักเขาลงน้ำถึงแก่ความตาย ที่อำเภอบางไทร ตรงปากครองที่ทัพพม่าเดินผ่านเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกทัพวันนั้น เขาก็ร้องห่มร้องไห้ว่าลูกชายเขาต้องจากไป บ้านเขาอยู่ตรงนั้นตรงนี้

    อีกคืนหนึ่งเขาฝันว่า ลูกชายเขามาบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ไม่ทราบว่าอยู่วัดไหน และในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ (อาตมาจำ พ.ศ. ไม่ได้ ไม่ได้ดูสมุดบันทึก) เวลา ๑๐.๓๐ น. ถ้ามีพระมาฉันเพลที่บ้านในวันและเวลานั้น ก็เป็นลูกชายของเขาเมื่อครั้งอดีตชาติ ที่รบทัพจับศึกแล้วโดนกลศึก ถูกฆ่าถีบลงน้ำไป เขาก็สำนึกอยู่ตลอดเวลา และก็เล่าให้พี่น้อง พ่อแม่ฟังว่า “ดิฉันฝันอย่างนี้”

    พี่ชายควบคุมโรงสีอยู่ ก็บอกว่า “ฝันไม่เข้าเรื่องเข้าราว” แต่เขาก็เชื่อมั่นของเขาเหลือเกินว่า ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์นี้จะต้องเตรียมทำอาหาร ถ้ามีพระองค์ไหนมาบ้านเรา ต้องใช่แน่นอน บ้านนี้ใหญ่มาก มีโรงสีติดอยู่ข้างบ้าน มีสะพานลงไปสู่ตีนท่า มีแพน้ำ บ้านทาสีสวยงาม เผอิญตรงกับวันที่อาตมาจะไปหาเช่าเมรุ

    อาตมาลงเรือจากสิงห์บุรีไปถึงผักไห่ ก็ไปถามหาบ้านนายสง่าที่เขาเป็นเจ้าของเมรุอยู่หัวเวียง อาตมาก็ว่าจ้างเรือหางยาวให้ไปส่งที่บ้านนายสง่า เจ้าของเรือหางยาวก็รู้จัก ค่าเรือขาไปคิด ๒๐ บาท ไปกลับคิด ๕๐ บาท เพราะต้องเสียเวลาคอย อาตมาก็ตกลง

    ลงเรือจากตลาดผักไห่เรื่อก็แล่นไปเลย แล้วมาส่งที่บ้านนี้บอกว่าเป็นบ้านนายสง่า เสียงเรือแล่นดัง พูดอะไรไม่ค่อยได้ยิน อาตมาก็นึกว่า ใช่แล้ว บ้านนี้ใหญ่โต น่าจะเป็นบ้านของเจ้าของเมรุ

    พอขึ้นจากเรือเขามานิมนต์ที่แพเลย มานิมนต์กันเยอะ ขึ้นไปมีสำรับกับข้าว โตกมากมาย เอ๊ะ! อะไรกันนี่ เราจะมาหาเมรุ อาตมารำพึง เขาก็นิมนต์ให้นั่ง เอาหมากยามาถวาย คุยกันว่าไม่รู้จักกัน เหมือนรู้จักกันมาหลายปีอย่างนี้

    อาตมาก็คิดว่า “จะใช่บ้านนายสง่าหรือเปล่า”

    เรือหางยาวพอส่งปั๊บ ก็บอกว่า “ท่าน ผมไปธุระก่อนนะ ประมาณชั่วโมงหนึ่งผมจะมารับ” แล้วเรือหางยาวก็วิ่งออกไปเลย

    พวกแขกมาเต็มบ้าน มีสำรับครบ เวลา ๑๐.๓๐ น. พอดีตรงกับที่เขาจดไว้

    เขาก็เลยเจี๊ยวจ๊าวกันใหญ่ เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา เลยบอกว่า

    “โยมจะทำบุญเรื่องอะไรกันนี่ ไม่ใช่อาตมานะ อาตมาจะมาหาเมรุ บ้านนี้บ้านนายสง่าใช่ไหม”

    เขาก็บอกว่า ไม่ใช่ เขารู้จักบ้านนายสง่าดี อยู่หัวเวียงโน่น อาตมาก็บอก

    “ตายจริง ผิดบ้านเสียแล้ว โยมช่วยเรียกเรือหางยาวที”

    เรือหางยาวก็ออกไปเสียแล้ว กว่าจะรู้เรื่องกันก็เพลพอดี เขาก็อาราธนาศีล อาตมาบอก

    “เอ๊ะ! โยมจะถวายสังฆทาน จะทำบุญกับพระวัดไหนนี่”

    เขาก็บอกว่า “เฉย ๆ ท่านต้องรับ” รับศีลเสร็จแล้ว ถวายสังฆทานเขาบอก

    “นิมนต์ฉันตามสบายเจ้าค่ะ” อาตมาก็นึกเคืองเรือหางยาวมาก ดูซิบอกว่ารู้จัก กลับมาส่งบ้านแม่ชุมศรี บ้านนี้

    เขาก็กระตือรือร้น เอาใจใส่อย่างดี เตรียมน้ำร้อนน้ำชาไว้ก่อน

    อาตมาก็ฉันไปสองสามคำ ฉันไม่ได้ รู้สึกเกรงใจเขามาก พอฉันเพลเสร็จ เขาก็เล่าเหตุการณ์นี้ให้ฟัง เขาหาว่าอาตมาเป็นลูกของเขาเมื่อครั้งอดีตชาติ เราไม่เชื่อ เชื่อไม่ได้ ลูกอะไรกัน เขายังเป็นสาวอยู่ แต่เขาก็เชื่อมั่นเหลือเกิน

    แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาบันทึกหลักฐาน เขียนไว้ครบ ฝันสามคืนติด ๆ กัน พ่อแม่พร้อมพี่ชายเขาบอกว่า น้องสาวเขาบ้า

    แต่ท่านมายังไงตรงเวลาพอดี อาตมาบอก ความจริงอาตมาไม่รู้จักบ้านโยมนะ แล้วไม่รู้เรื่องเลย จะไปหาเมรุบ้านนายสง่า เลยผลสุดท้ายก็คุยกันถึงเย็น เล่าประวัติศาสตร์ในชีวิตของเขาตลอดมา

    อาตมาก็นิ่งไว้ไม่ยอมเชื่อ สักประเดี๋ยวเรือหางยาวมารับ

    ในที่สุดก็เย็นหมดเวลา ได้ทราบจากบ้านโรงสีว่า นายสง่าไม่อยู่ เอาเมรุไปตั้งทางวัดสามกอ ไปทางอำเภอเสนา ต้องมาวันหลัง อาตมาก็กลับวัดผิดหวังไม่ได้เมรุ แต่มาได้โยมแม่ในอดีตชาติ

    ตั้งแต่นั้นมาอาตมากับบ้านแม่ชุมศรีก็ติดต่อกันเรื่อยมา ต่อมาอีกหนึ่งปี อาตมาก็ย้ายวัดมาอยู่ที่วัดอัมพวัน มาอยู่วัดนี้ พ.ศ. ๒๕๐๐ ก็อยู่ตามลำดับมา แต่ในสำนึกของอาตมา เรื่องดังกล่าวเรารู้บ้างไม่รู้บ้าง จะเชื่อนักก็ไม่ได้ แต่เราก็ต้องยอมรับบางประการเหมือนกัน

    อาตมาก็อยู่วัดนี้ตลอดมา สอนกรรมฐานไปเรื่อย หลังจากคอหักแล้วก็หมดเวลา มีเสียงบอกว่าท่านจะต้องอยู่ไปได้แค่ ๕ ปี คอหัก ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑ ก็ครบ ๕ ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พอดีถึงเวลา อาตมาก็มีนิมิตว่า ต้องหมดเวลา พวกญาติโยมมาขอนิมนต์กันใหญ่

    “หมดเวลา” มีนิมิตเครื่องหมายไปว่า “ท่าน ขอเชิญไป” เห็นจะตายแน่คราวนี้ ...

    แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายที่เราจะไปนั่น มันอาจจะคิดถึงบ้านแม่ชุมศรีว่า เขาว่าเราตกน้ำตายก็ได้ มันยังไม่แน่นอนนัก แต่แล้วก็มีนิมิตกรรมฐานทันที อาตมานิมิตว่า “ท่านจะต้องตายแน่นอน”

    ในวันนั้นนิมิตก็บอกว่า กำลังนั่งกรรมฐานในโบสถ์ มีคนสี่คนเข้ามาขอเชิญ ขอนิมนต์เปลี่ยนเครื่องต้นเครื่องทรง เปลี่ยนผ้าออก คือหมายความว่าให้สึก

    อาตมาก็บอกว่า “ยังไม่สึก ยังรักเพศพรหมจรรย์อยู่”

    “ไม่ได้ เจ้าต้องไป ต้องไปอย่างแน่นอน ให้แต่งตัว” สี่คนนี้แต่งตัวเป็นพวกทหารทั้งนั้น แล้วก็มาเอาพานเชิญ มีเครื่องต้น เครื่องทรง มาให้แล้วบอกว่า “ท่านต้องแต่งตัวใหม่”
    อาตมาจำเป็น จำยอม ก็ต้องเอาผ้าออก นุ่งผ้า ใส่เสื้อ ใส่หมวก ออกจากประตูโบสถ์ไป พอออกจากประตูโบสถ์ไปแล้วพบเจ๊ฉุ่น จังหวัดสิงห์บุรี (นางทองดี ญาณวัฒนา) เจ๊ฉุ่นเคยพูดกับอาตมาว่าจะขายรถ ขอให้ช่วยขายรถให้ได้สิบคัน เจ๊ฉุ่นก็ฝันตรงกันนิมิตในวันนั้น เอารถมาที่วัด นำมาให้เจิม แล้วก็เห็นหลวงพ่อแต่งตัวออกไป มีเสื้อครุย มีดาบ ออกไปจากโบสถ์ เจ๊ฉุ่นเสียใจเหลือเกิน ร้องไห้

    เจ๊ก็บอกว่า “หลวงพ่อทำไมสึก ไม่ควรจะสึกอย่างนี้ ฉันเอาปัจจัยมาถวาย ๑๐,๐๐๐ บาท ขายรถได้หมดแล้ว”

    อาตมาก็บอกเจ๊ว่า “หมดเวลาต้องไปแน่ อยู่ไม่ได้หรอก”

    เจ๊ก็พูดว่า “แหม! ท่านไม่น่าสึกเลย ทำไมแต่งตัวอย่างนี้ ”

    สักประเดี๋ยวกลับเข้ามาในโบสถ์ใหม่ มีชุดใหม่มาอีกสองคน ก็มาบอกว่า “พระคุณเจ้ายังมีเวลาอยู่” เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่อีกแล้ว...

    แต่งตัวใหม่แล้วบอกว่า “ท่านมีเวรมีกรรมมาก ไปฆ่ารันฟันแทงเขามากมายจริง ๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านต้องไปเอาดาบของท่านมาแก้กรรมเสีย ดาบของท่านขณะนี้มาจากเชียงใหม่ เดี๋ยวนี้อยู่พระนครศรีอยุธยา ขอให้ท่านเตรียมเงินไป ๕,๐๐๐ บาท พอดีในวันนั้น (วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๔) ต้องไปในพิธีบวงสรวงที่วัดบรมพุทธาราม ในบริเวณวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ไปดูที่สร้างพระประธาน

    วิธีปฏิบัตินี้ก็ให้กำหนดยืนหนอให้ เห็นตัวทั้งหมด ให้นึกมโนภาพว่าตัวเรายืนแบบนี้ ให้กึ่งกลาง ศูนย์กลางจากที่ศีรษะลงไประหว่างหน้าอกแล้วก็ลงไปถึงระหว่างเท้าทั้งสอง แล้วมันจะไม่มีความไหวติงในเรื่องขวาหรือซ้าย บางที่ถ้าเราไปทางขวา ทางซ้ายเราไม่มีความรู้สึก

    แต่ไม่ใช่อัมพาต มันเกิดเอง ยืนนี่กำหนดไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ ให้จิตมันพุ่งไปได้ตามสมควร จากคำว่ายืนหนอ ยืนจากซ้ายหนอขึ้นบนศีรษะพอดี บางทีจิตนี่มันลงไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง ทีนี้เราก็แวบลงไปในมโนภาพให้รู้สึกว่าเรายืนท่านี้ลงไปเท่านั้น

    อาตมาก็นึกได้ว่าต้องเอาใครมาบวงสรวง คนนี้รูปร่างใหญ่โตมาก ชื่ออาจารย์ทองดี (โพธิ์) เมืองทอง อยู่ที่โพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นคนเกิดที่นั่น แล้วเคยเป็นสมภารเก่าวัดบรมพุทธาราม บวงสรวงเก่งมาก

    เหตุที่ต้องการคนอยู่ที่โพธิ์ประทับช้าง เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกันคือ วัดบรมพุทธารามเป็นวัดที่สมเด็จพระเพทราชาเป็นผู้สร้าง และตำบลโพธิ์ประทับช้างเป็นสถานที่สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประทับ สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเป็นพระราชบุตรของสมเด็จพระเพทราชา

    อาตมาก็ไปหาอาจารย์โพธิ์ผู้ทำพิธีบวงสรวงให้ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ที่เราจะต้องไปร่วมสร้างพระประธานที่วัดบรมพุทธารามกันต่อไป อาตมาขอยืมเงินเขาไป ๕,๐๐๐ บาท ต้องไปเอาดาบเล่มนี้มาแก้กรรม ดาบมี ๒ เล่ม เล่มเล็กและเล่มใหญ่ อาจารย์อาคม วรจินดา เพื่อน ดร.กิ่งแก้ว อยู่ที่ มศว.มหาสารคาม มาซื้อเล่มเล็กไปก่อนแล้ว มันก็เป็นเรื่องแปลกอยู่นะ อาตมาก็จะต้องไปบวงสรวง แต่ไม่ได้บอกคนที่ไปด้วย มีอุ่นเรือน ร้านวรทัศน์ สมศรี ร้านบางกอก ไปกันเยอะ ไปช่วย ดร.กิ่งแก้ว พอเสร็จพิธีเรียบร้อยแล้ว เพื่อน ๆ ของ ดร.กิ่งแก้ว เขาอยากจะไปดูเรื่องอดีตชาติของคุณนายโสภา ปัทมดิลก แต่อาตมาไม่ยอมพาไปในวันนั้น

    เพราะคุณนายโสภา นี่เป็นภรรยานายอำเภอเมืองสิงห์บุรี แต่ไม่ถูกกัน มาเข้ากรรมฐานแล้วไปดีกันทีหลัง

    ในอดีตชาตินั้นเคยหล่อพระแล้วจารึกชื่ออธิษฐานไว้ อยู่ที่วัดอยุธยา นายอำเภอนี้ไม่ใช่สามีภรรยากันครั้งอดีตชาติ แต่เคยให้เงินใช้เสมอ จึงนำเงินนั้นมาสร้างพระ อาตมาไปพบมาแล้ว และชื่อนั่นจารึกไว้ครบ เมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่าข้าศึก พระองค์นี้บอกได้เดี๋ยวนี้แต่อย่าไปค้นนะ อยู่วัดหน้าพระเมรุ อันนี้เป็นเรื่องของคุณนายโสภาครั้งอดีตมา

    ในที่สุด รุ่งขึ้นเช้า เจ๊ฉุ่นมาที่วัดอัมพวัน บอกว่า “โอ๊ย! หลวงพ่อเมื่อคืนนี้สึกนี่ แต่งตัวนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่หมวก มีสร้อยสังวาลอีก แหม! ฉันร้องไห้เสียแทบตายเมื่อคืนนี้”

    ตรงกันเลย! อาตมาถามว่า “เจ๊ฉุ่นมาทำไมแต่เช้า”

    “เอาปัจจัยมาถวายหมื่นหนึ่ง”

    แล้วเล่าต่อว่า ในฝัน “ฉันมาคอย เอารถมาจอด ท่านเดินออกจากโบสถ์ แล้วมีคน ๔ คน พอฉันบอกโอ๊ย! ไม่ได้ ๆ ท่านเข้าไปในโบสถ์ มีสองคนตาม สี่คนหายไป

    แหม! หลวงพ่อสึกได้นี่ ใส่สังวาล ใส่โน่น ใส่นี่ แต่ถือดาบ ดาบมีลักษณะอย่างนั้น ๆ” ก็พรรณนาไป

    อย่างนี้ก็ตรงกันแล้ว และอาตมาก็นิมิตว่า อ๋อ! เราจะต้องแก้กรรมแน่ เหลืออีกสามสี่วัน ปัจจัยก็ไม่พอห้าพัน เลยขอยืมคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง ในนิมิตบอกว่า ดาบเล่มนี้ต้องห้าพัน ไม่น่าเชื่อ อีกเล่มหนึ่งไปอยู่มหาสารคามแล้ว วันนั้นเมื่อเสร็จพิธีบวงสรวงแล้ว พวกเราชวนกันไปดูพระที่วัดมงคลบพิตร ที่นำมาจากวัดบรมพุทธารามแล้วไปดูมีดดาบ ให้อาจารย์ไปถามดูว่า ดาบเล่มนี้มาจากเชียงใหม่ใช่ไหม ปรากฎว่า มาจากเชียงใหม่จริง ๆ



    ร้านนี้เป็นร้านขายอาหาร เดิมอยู่ที่เชียงใหม่ขายของเก่า มีคนสะพายดาบมาจากไหนไม่ทราบ มาขายให้แล้วเขาก็ย้ายจากเชียงใหม่มาพระนครศรีอยุธยา แล้วก็ไม่ได้ขายดาบหรอก เขาเก็บไว้เป็นของเก่าใส่ตู้แสดงไว้ พอถามราคาเขาจะเอาเจ็ดพันบาท พูดไปพูดมาเขาซื้อไว้ห้าพัน ถ้าท่านจะเอาก็คิดเท่าตามทุน ซื้อมาสี่-ห้าปีแล้ว ก็เลยขอดาบมาดูว่าตรงตามนิมิตไหม ดาบนี้ต้องมีบิ่นนิดหนึ่ง ไม่ใช่เหล็กธรรมดา เป็นเหล็กน้ำพี้ โค้งได้เลย แต่ปลายตัด

    เพราะเหตุใดปลายตัด เพราะเป็นเชลยของพม่า ดาบนี้ของแม่ทัพต้องโดนตัดปลายทั้งนั้น ถ้าดาบของพลทหารไม่โดนตัด ก็ได้ความว่าดาบบิ่นหน่อย แล้วปลอกแบบนี้เป็นปลอกไม้มีตราแบบนี้ทั้งนั้น ปลอกไม้มาทำทีหลัง ของเก่าผุไปแล้ว ซ่อมมาตั้งหลายครั้ง อาตมาก็ซื้อได้ในราคาห้าพันพอดี ตรงตามที่นิมิตบอกว่า เขามารับไป ท่านต้องไปเอาดาบมาแก้กรรมนะ ท่านฆ่าฟันเขาเยอะนะ

    อาตมาก็ดีใจมาก ในวันนั้นก็เอาดาบมาแขวนไว้ที่วัด โอย! เราจะตายแล้ว ปวดเมื่อยทั่วสกนธ์กาย แขนก็ขาด ขาก็ขาด จะตายแล้ว เอาหมอมาฉีดยาก็ไม่หาย ให้น้ำเกลือก็ไม่หาย อย่ากระไรเลยเราจะต้องเอาดาบไปฝากเขาไว้ที่ร้านวรทัศน์ จังหวัดลพบุรี มันมีกรรมด้วยกัน ไฟจะต้องไหม้แน่นอน พอเขาเอาดาบออกจากวัดไป อาตมาหายเลย ในคืนที่อาตมาจะตาย แขนก็ปวด คอก็ปวด เอวก็ปวดรวดร้าวทั่วสกนธ์กาย ต้องแผ่เมตตาคืนยันรุ่ง นี่เราไปฆ่าเขาไว้มากมายจริง ๆ นะ พอเอามีดไปฝากไว้บ้านนั้นหายทันที

    ในเวลาต่อมา อาตมาต้องเดินทางไปเมืองจีน มีคนไปส่งหลายคน อาตมาบอกว่า จะเดินทางขึ้นเครื่องบินแล้วนะจ๊ะ ไม่ห่วงใครเลยนะ ห่วงแต่แม่สมศรี กับแม่อุ่นเรือน นิมิตบอกแล้ว ไฟจะไหม้บ้านสองคนนี้ ฝ่ายยายเตียง (นางเตียง ปุริปุณนะ) ไปพูดกับโยมพิน (นางยุพิน บำเรอจิต) นินทาแล้ว หลวงพ่อวัดเรานี่แย่มาก ห่วงเฉพาะสาวๆ คนไหนสวยละห่วงนัก ไอ้เรานี่มันแก่แล้วไม่ได้ห่วงเราเลย แล้วเราก็ย้ำเรื่อยเรื่องห่วงสองคนนี้ แม่สมศรี ร้านบางกอกเฟอร์นิเจอร์แล้วเป็นห่วงแม่อุ่นเรือนมากที่สุด อาตมาเดินทางไปก็นึก ๆ ห่วงเรื่องนี้ ในวันพระ ๘ ค่ำ แม่สองคนเกิดนุ่งขาวมาที่วัด ตอนนั้นอาตมากำลังอยู่ที่โรงแรมซัวเถา แล้วก็ทำพิธีกรรมสวดมนต์ไหว้พระของเราเสร็จแล้วจะกลับไป่กุ้ย อาตมาก็นั่งอยู่ในห้องเป็นลมคืนยันรุ่ง ถามหลวงพ่อวัดดอนเมืองดูได้
    เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกศ ถามว่า “เอ๊ะ! หลวงพ่อวัดอัมพวันเป็นอะไร”

    “เกล้ากระผมไม่สบายมาก ปวดรวดร้าวไปหมดแล้ว ณ บัดนี้ ไฟกำลังไหม้ ณ บัดนี้ ไฟกำลังไหม้ ไหม้หมดเลย”

    เลยบอกหลวงพ่อวัดดอนเมืองต่อว่า “หลวงพ่อวัดดอนเมืองครับ ผมเป็นลมไปเสียแล้วครับ เดี๋ยวขอผมนั่งกรรมฐาน” ก็นั่งเจริญภาวนามาเรื่อย ๆ

    พอรุ่งเช้า อาตมาก็ไปขอโทรศัพท์ทางไกล เงียบ! ทั้งสองร้านเลย นึกแล้วไฟไหม้หมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้วนะ ช่วยไม่ได้ พร้อมด้วยดาบของเราด้วย ไฟไหม้หมดเลย!

    พอกลับมาถึงดอนเมือง ลงจากเครื่องบินแล้ว หลวงพ่อวัดดอนเมืองมาบอกว่า “ขอนิมนต์ฉันเพล วัดดอนเมืองเขามาต้อนรับ” อาตมาไม่ยอม รีบขึ้นรถเลย เขานึกว่าเราไม่รู้ รีบขึ้นรถบึ่งถึงวัด พวกที่ไปรับก็อดข้าวกัน ถ้าหากว่าไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ เราก็ต้องเลี้ยงพวกนั้นแน่ เราก็ไม่สบายใจกลับจากเมืองจีนในวันนั้น พออาตมากลับมาแล้วก็ไม่ต้องฉัน ไม่ได้ฉันข้าว เพราะเครื่องบินขึ้นจากฮ่องกง ตัดตรงมาทางจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านเมืองญวนมาตามลำดับ พอผ่านอุบลสักประเดี๋ยวลงดอนเมืองแล้ว ก็เหลืออีกยี่สิบนาทีจะเพล เราก็รีบบึ่งเข้าวัดอัมพวันเลยพวกนั้นอดข้าวอดปลาไปตาม ๆ กัน ก็ได้ความว่า ดาบไหม้ไฟแล้ว เหลือแต่ดาบไม่มีด้าม อาตมาก็ขออธิษฐานว่า เราจะเอาดาบนี้มาแผ่ส่วนกุศลที่เราไปฆ่าเขา เพื่อตัวเราจะได้รอดตาย มีชีวิตอยู่ในปีนั้น

    ตรงกับนิมิตเครื่องหมายที่เขาเอาเครื่องทรงมาให้เราสึก บอกไปเถอะถ้าไม่ไปนะ ต้องไปเอาดาบมาแก้กรรมเสีย ต้องถวายสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร แล้วท่านจงแผ่เมตตาให้มาก ทำบุญให้เยอะ ท่านก็จะอยู่ต่อไปอีกหน่อย แต่ก็ไม่ทราบว่าจะอยู่ไปได้แค่ไหน

    อาตมาขออธิษฐาน ...

    “ดาบไม่มีด้ามแล้ว ข้าพเจ้าไปฆ่ารันฟันแทงเขามา ก็จะขอทำดาบนี้ให้ดีตามเดิม มีวิญญาณอยู่ในมีดนี้หลาย ๆ อย่างบอกได้ นี่เล่าเฉพาะนักปฏิบัติธรรมนะ อีกเจ็ดวันข้างหน้า อาตมาอธิษฐาน ผู้ใดหนอ ที่จะเป็นช่างทำด้ามดาบนี้ให้ดีได้ตามเดิมได้ ขอให้มาพบภายในเจ็ดวันนี้”



    (ภาพประกอบทั่วไปจากอินเทอร์เนต)



    ในวันที่ครบเจ็ดวัน อาตมารออยู่ที่วัด พอดีดลบันดาลให้ คุณจินตนา กับ คุณกวี ที่เราเคยไปพักบ้านเขาที่เชียงใหม่ เกิดมาที่วัดพอดีในวันนั้น

    อาตมาก็ไปเอาดาบมาเลย คิดว่ายายคนนี้ต้องทำมีดให้เราได้แน่ ก็บอกว่า

    “โยมจินตนา ขอให้ช่วยเหลือสักอย่าง” แต่ที่เรานิมิตนะ เราไม่ได้บอกนะ เขาถามว่า

    “ช่วยยังไงล่ะ เจ้าคะ”

    ก็บอกว่า “ช่วยเอาดาบไปทำฝักให้ที ไปทำด้ามด้วย”

    “ขอดูดาบหน่อยเจ้าค่ะ”

    เลยก็เอาดาบมาให้ดู ห่อกระดาษมา “ดิฉันรับรอง แต่จะทำยังไง ดิฉันไม่ทราบนะ”

    แล้วคุณจินตนาก็นำเอาดาบเหล็กนี้ไป ไปปรึกษาคุณกวี ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ สาขาสันป่าข่อย เป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณศรีธรรมนิเทศ คุณกวีก็บอกว่า

    “เราก็ต้องไปสอบถามดู รับปากท่านมาแล้วนี่”

    เลยคุณจินตนาก็นิมิตขึ้นว่าต้องไปที่ฝาง ก็เอาดาบไปที่ฝาง มีคนหนึ่งเคยทำดาบ อายุ ๗๐ ปีแล้ว นั่งสมาธิเก่ง คุณจินตนาก็อธิษฐาน เจ้าพ่อคุณเอ๋ย ขอให้ทำได้เหมือนเล่มเดิม แล้วก็เอาดาบไปให้ ตาคนนี้บอก เลิกทำมานานแล้ว แก่แล้ว ไม่ยอมทำ แต่แล้วสักพักใหญ่คุยกันไปคุยกันมา

    ช่างคนนี้บอกยินดีรับทำให้ คุณจินตนาก็ถามว่าจะทำรูปไหน นายช่างนั้นบอก แล้วแต่อธิษฐาน บอกว่าดาบนี่ไม่ใช่เหล็กธรรมดา เป็นเหล็กน้ำพี้ เลยก็รับทำ ใช้เวลา ๓ เดือน มีเครื่องมือเพียง ค้อน สิ่ว และเหล็กหมาด ก็ทำออกมาในรูปนี้ เหมือนอย่างเดิม พอได้ดาบเหมือนอย่างเดิมแล้ว คุณจินตนาก็ดีใจ ก็รับมาในวันนั้นไม่พักบ้าน เอาไปถวายให้ท่านเจ้าคุณศรีธรรมนิเทศน์ดู ท่านเจ้าคุณศรีธรรมนิเทศน์ก็มีอยู่ ๒ เล่ม ก็นำมาให้คุณจินตนาดู บอกว่า นี่ดาบของพลทหารรุ่นเดียวกันนี่ ท่านได้เตรียมหอก เตรียมดาบไว้สำหรับให้นักศึกษาดู ว่าเป็นรุ่นนั้น รุ่นนี้ แล้วท่านก็บอกว่า

    “ จินตนาเอ๋ย ไหน ๆ ทำให้ท่านแล้ว เอากลับไปทำใหม่ ลงรักปิดทอง เพราะดาบรุ่นนี้เขาเป็นทอง เป็นดาบที่ใช้รบบนหลังม้า นี่ปลายตัด แล้วก็มีบิ่นนิดๆ ไม่ต้องลับ การฟันบนหลังม้า ไม่ได้ฟันลงอย่างนี้นะ เขาใช้ฟันตวัดขึ้นนะคอขาดเลย”

    เลยได้ความว่าท่านเจ้าคุณศรีธรรมนิเทศน์ให้ไปลงรักปิดทอง แล้วท่านยังเอาดาบของพลทหารให้ดู แล้วท่านยังได้อธิบายต่อไปว่า

    “ดาบนี่ปลายโดนตัด โดยที่ตอนนั้นไทยเราแพ้พม่า พม่าจับเอาดาบของแม่ทัพตัดหัวหมด

    ข้อเท็จจริงยาวอีกคืบหนึ่ง โดนตัดหมดทั้งนั้น

    นี่เล่าเหตุการณ์กฎแห่งกรรม ก็ไม่น่าเชื่อนะ ช่างที่ฝางก็แก่แล้ว บอกเลิกทำแล้ว อายุตั้งเจ็ดสิบกว่าแล้ว ก็รับทำให้แล้วก่อนที่จะทำ เขาเข้าครูเชิญครูอธิษฐาน ขอให้ทำได้เหมือนเล่มเดิมที่ไหม้ไฟไป และเจ้าคุณศรีธรรมนิเทศน์บอกให้ลงรักปิดทอง เพราะดาบนี้มีด้ามและฝักเป็นทอง แต่ตอนที่ได้มาไม่ได้ปิดทอง เป็นฝักไม้ แต่ตรงปลายด้ามเป็นเงิน มีตรา ทำใหม่ก็มีตราอย่างเดียวกัน ดูซิช่างไม่น่าจะรู้ว่าต้องทำอย่างนี้ เพราะไหม้ไฟไปแล้ว ก็แปลกดีนะ



    อย่างแม่ชุมศรีที่ว่าพระมาถึงบ้านเขา เวลา ๑๐.๓๐ น. ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ จะต้องเป็นลูกของเขาที่ตกน้ำตายสมัยสงครามกรุงศรีอยุธยา นี่เล่าเฉพาะนักปฏิบัตินะ เดี๋ยวจะว่าเป็นบ้าบอไป ความจริงอาตมามีนิมิตกรรมฐานว่า เราก็รู้มาก่อนที่จะไปบ้านแม่ชุมศรี ในนิมิตก็บอกว่า ไปรบทัพจับศึกกัน ยังรู้สึกว่าจำได้ว่ามันฟันอะไร เพราะไอ้พม่ารามัญมันเตรียมจากธนบุรีตามลำน้ำ มันก็ขึ้นมาหมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว และเราจำเป็นต้องไปรบทัพจับศึก ก็ไปรบกับพม่า ใช้เรือ รบที่บางไทร ฆ่าฟันพม่ามากมาย เลยพอดีโดนกลศึกวิธีคนไทยด้วยกัน ถีบเราหลุดตกน้ำไปถึงแก่ความตาย แล้วดาบนั้นพวกนี้ก็เอาไป แล้วก็ซัดเซพเนจรไปเรื่อย ๆ กระทั่งไปอยู่ถึงเชียงใหม่ แล้วก็ล่องกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาตามเดิม

    แล้วเราก็นิมิตว่าเราตกน้ำตาย นี่ถ้าอาตมาไม่ได้ดาบ อาตมาตายไปแล้ว ตอบแทนบุญคุณมารดาในอดีต ทางบ้านแม่ชุมศรี อาตมาต้องไปมาหาสู่ ไปทำบ้านให้เขาอีก ใช้หนี้เขาอีกนะ เขาไม่มีครอบครัว พ่อเขาเกิดมาตาย บ้านใหญ่ยังกับวัด เลยบอกว่าแม่ชุมศรีเอ๋ย เราอยู่คนเดียวแล้วโรงสีก็ลำบากลำบน ย่นบ้านให้เล็กเสียเถอะ ก็เลยไปทำบ้านให้ บ้านใหญ่ ๆ สี่ห้าหลังทรงไทย ก็เอามาทำเป็นหลังเดียวสองชั้น

    อาตมาก็ต้องเป็นหนี้เขา ไปทำประตู หน้าต่างให้เสร็จ เช้าไปเย็นกลับ มันฝังใจอย่างไรไม่ทราบ แล้วพวกวัดนี้ก็หาว่าไปติดพันสาว ๆ เขาก็เอาข้าวสารมาให้ทีละห้ากระสอบ สิบกระสอบ มะพร้าวก็ของเขาทั้งนั้นนี่นะ เอามาจากบ้านเขา มาปลูกที่นี่ และเขาก็สำนึกว่าเราเป็นลูกเขาตลอดมา แล้วพวกญาติโยมวัดอัมพวันก็สำนึกว่า ท่านจะต้องสึกแน่ จะต้องไปเป็นเถ้าแก่โรงสี และแม่ชุมศรีนี่สวยผมยาว แล้วเขาก็เอาของมาถวายบ่อย ๆ

    หนักเข้าก็มีกรณีเรื่องโรงสี เรื่องที่ดิน อาตมาก็บอกแม่ชุมศรีว่า จะต้องมีกรรมตอนแก่ซะแล้วละนะ จะเชื่ออาตมาก็ได้ แต่คงจะไม่เชื่อแล้ว เพราะมันเป็นกฎแห่งกรรม เวลาคนใหญ่ ๆ โต ๆ มาขอก็ไม่แต่งงาน ทำอย่างไรก็ไม่แต่ง แต่แล้วจะต้องได้พ่อม่ายแน่ เลยพอดีกรณีก็เกิดขึ้นอย่างกับอาตมาว่า ไปที่หอทะเบียนที่ดินบ่อย ๆ เข้า ติดต่อกับหัวหน้าทะเบียน มีเมียแล้ว ลูกก็มี ลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นคนภาคใต้ ภรรยาเขาตายหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ติดต่อกันมาความสนิทสนมก็เกิดขึ้น เรื่องที่ดินบ้าง เรื่องโรงสีบ้าง เรื่องเงินบ้าง ติดต่อไปติดต่อมา เลยก็นิมนต์อาตมาบอกว่า “ท่าน ฉันจะต้องแต่งงานเสียแล้ว” อาตมาบอก “ตามใจโยมเถอะ ว่าจะต้องเป็นกรรมต่อไป ไม่ทราบก็รับทราบ” นี่ทำบ้านให้แล้วนะ ใช้หนี้แล้วนะ ดูซิรู้จักกันที่ไหน
     
  14. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    การถือศีลเจริญภาวนากรรมฐาน เป็นภาระ หน้าที่ สำคัญของชาวพุทธ

    ชาวพุทธ ต้องเข้าถึง สภาวะธรรม ภายในคือ จิต และธรรม

    เมื่อใดที่เราท่านทั้งหลายไม่ละทิ้ง กรรมฐาน จิตที่ทรงสติสมาธิ พร้อมด้วยปัญญา รู้เท่าทันสภาวะของกายใจตนได้ ย่อมเข้าถึงพุทธะคือรู้ตื่น

    ท่ามกลางโลกาอภิวัตน์ที่เปลี่ยนไป แต่สภาวะของอวิชา ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิม สภาวะการเกิดดับ กฏแห่งไตรลักษณ์ยังเหมือนเดิมทุกภพชาติไม่เปลี่ยนแปลง

    มีเพียงกรรมฐานและวิปัสสนาเท่านั้นจะเป็นเครื่องชำระเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์จากเครื่องปรุงแต่งทั้งปวง

    สุดท้ายนี้ขอเตือนทุกท่านว่า จงอย่าละทิ้ง การรักษาศีลและการสวดมนต์ภาวนากรรมฐานและวิปัสสนา

    ดังคำสอนหลวงพ่อจรัญว่า
    ศีลเป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน
    เพื่อจะได้รักษาใจเรานี้ให้หายจากทุกข์ในที่สุดครับ สาธุ
     
  15. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปกราบท่านหลวงพ่อจรัญ ตอนที่ท่านยังไม่ละสังขาร แม้ท่านจะอายุเริ่มมากขึ้น

    แต่ภายในจิตของท่านหนักแน่นในธรรม มีแต่ความเมตตาต่อทุกคน ท่านยังคงทำหน้าที่ของท่านจนวาระสุดท้าย ท่านยังคงสอนธรรมะ ตราบจนท่านละสังขาร ท่านเป็นหนึ่งในพระอริยะบรมครูผู้สั่งสอน

    ผมจำสิ่งหนึ่งได้เสมอ และมันก็เป็นสัจจะความจริงอย่างหนึ่งคือ กรรมฐานแก้กรรม มันเป็นสิ่งที่ประจักรจริงว่า กรรมฐานจะแก้กรรมได้อย่างไร เมื่อท่านปฏิบัติ กรรมฐาน ตามที่หลวงพ่อท่านสอน ท่านจะทราบผลที่ได้รับด้วยตัวท่านเอง

    ว่าด้วยกุศล คือบุญ มีทานเป็นรากฐาน ทั่วไป มีศีลเป็นรากแก้ว และกิ่งก้าน มีกรรมฐานวิปัสสนาเป็นยอดบุญ

    อานิสงค์แห่งบุญใดเล่าจะยิ่งใหญ่เท่าบุญที่เกิดจากกรรมฐานวิปัสสนา เหตุเพราะ กรรมฐานวิปัสสนา ทำแล้วให้ผลคือ
    1 ก่อนทำและระหว่างทำต้องรักษาศีล บุญย่อมเกิดปรากฏทันทีเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งกรรมฐานวิปัสสนา
    2 ระหว่างทำกรรมฐานวิปัสสนา อานุภาพแห่งสมาธิฌาณและวิปัสสนาญาณที่เกิด ปรากฏเป็นแสงสว่างแห่งทิพยสภาวะทันที มีผลให้จิตวิญญาณทั้งหลายในที่นั้นรับรู้และได้รับบุญทันที
    3 เมื่อเจริญกรรมฐานวิปัสสนาเสร็จแล้ว มีการแผ่เมตตา แสงแห่งบุญทิพย์ ย่อมปรากฏเผื่อแผ่ให้สรรพสัตว์ให้ได้รับทันที
    4 เมื่อเจริญกรรมฐานวิปัสสนาแล้วมีการกรวดน้ำแบบเปียกหรือแห้งก็ดี ผลแห่งบุญที่อุทิศไปย่อมสำเร็จแก่จิตทั้งหลายไม่จำกัดหรือไม่มีประมาณ
    5 ด้วยอานิสงค์แห่งกุศลกรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นในกระบวนการ เจริญกรรมฐานวิปัสสนา รวมกำลังเป็นมหากุศล เมื่อแผ่ให้เจ้ากรรมนายเวร ย่อมได้รับบุญที่มีกำลังมาก ส่งผลให้เปลี่ยนภพภูมิและไปสู่สุคติได้ทันที มีแสงสว่างมากมีอานุภาพมาก

    ผมกล่าวสั้นๆเพียงแค่นี้ เพราะด้วยเหตุนี้ กรรรมฐานแก้กรรม จึงเป็นวิชาความรู้ที่หลวงพ่อได้ถ่ายทอดไว้ให้แล้ว จึงไม่ควรมองข้ามและหมั่นสั่งสมเจริญกรรมฐานวิปัสสนาให้เป็นนิจเป็นกิจประจำวัน ก็จะบังเกิดผลดีงามยิ่งๆขึ้นไป

    พูดถึงเรื่องอภิญญาณ ผู้หยั่งรู้ในเรื่องกรรม อดีตกรรม วาระแห่งกรรม หลวงพ่อจรัญท่านมีบารมีข้อนี้มาก บารมีข้อนี้คือบารมีแห่งทศพลญาณ อย่างหนึ่ง ที่พุทธภูมิต้องเจริญให้ได้ทำให้เป็น เพื่อความสมบูรณ์ในบารมีของความเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตครับ ที่ตนตั้งปณิธาณไว้ครับ สาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กุมภาพันธ์ 2017
  16. ณิช

    ณิช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    268
    ค่าพลัง:
    +1,395
    เรียน คุณ tjs รบกวนขอความเมตตาชี้แนะค่ะจะได้ทำอะไรให้ถูกต้องค่ะ คำถามคือ ที่บ้านหลังใหม่นี้ เป็นบ้านเดี่ยว เจ้าที่เป็นใครคะ เป็นนางไม้หรือเปล่าคะ ท่านต้องการอะไรบ้างค่ะ ท่านพอใจที่เรามาอยู่ไหมคะ หลายๆครั้งเห็นเหมือนร่างแว๊บๆที่หางตาภายในบ้านค่ ขอบพระคุณมากค่ะ
     
  17. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ===========

    บ้านหลังใหม่ ที่ผมเห็นในญาณนิมิต เป็นบ้านเดี่ยว หลังใหญ่พอสมควร ทำด้วยปูน สีขาว ชั้นเดียว ทำเลดีครับ ช่วงตกค่ำหรือกลางดึก จะเป็นช่วงเวลาที่จะได้พบเจ้าที่ มีสองท่านคือ
    1 ตาเจ้าที่เป็นชายแก่สวมชุดขาวโจงกระเบนผิวดำแดงไม่สวมเสื้อมีผ้าขาวพาดบ่า
    2 นางไม้ เดิมอยู่กับต้นไม้ใกล้ติดบ้าน ปัจจุบันไม่มีต้นแล้ว เธออาศัยที่บ้านที่ปลูกทับที่ที่ธออยู่ครับ
    3 การมาอยู่ที่นี้ก็ไม่มีอะไรไปทำให้เขาไม่พอใจ เพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนไม่นานนัก

    จากที่ผ่านมาก็มีการบูชาเขาดีแล้วครับ ผมเห็นศาลเจ้าที่มีอยู่แล้ว ในบริเวณดังกล่าวครับ
    การสักการะก็ดอกไม้ธุปเทียน ผลไม้ น้ำเปล่า อาหารคาวหวานบ้างตามโอกาสวันพระหรือเทศกาลครับ

    ส่วนเวลาทำบุญ
    ก็ขอให้มีการทำบุญให้เขาหรือเวลาที่เราทำบุญก็อย่าลืมอุทิศให้เขาด้วยครับ

    มีอะไรสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
     
  18. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    ได้แชร์โพสต์ของเขา
    3 นาที ·


    21604_932253626861150_7837928094568050226_n.jpg
    10547452_932253680194478_183957042732036803_n.jpg
    1913659_932253713527808_4612522138821234491_n.jpg
    ดวงแก้วแห่งโพธิญาณ ตราบสิ้นพุทธภูมิ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 ภาพ
    23 ธันวาคม 2015
    ·
    พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควรแก่การกระทำอัญชลี กราบสักการะบูชา ผู้เจริญรอยตามพระพุทธองค์ ผู้เจริญรอยตามพระธรรม ผู้เจริญรอยตามพระอริยะเถรานุเถระสงฆ์ ผู้เจริญรอยตามสมเด็จพระญาสังวรสกลมหาสังฆปรินายก

    ข้าพเจ้า ขอกราบนอบน้อมสักการะต่อท่าน สมเด็จมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิตร ครับ สาธุ สาธุ สาธุ

    สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เกิด 26 มิถุนายน พ.ศ. 2470 อุปสมบท 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 พรรษา 66 อายุ 86 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จังหวัด กรุงเทพมหานคร สังกัด ธรรมยุตินิกาย วุฒิการศึกษา ป.ธ.6 น.ธ.เอก ศน.บ. M.A.ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
    ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

    สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) (นามเดิม: อัมพร ประสัตถพงศ์) เป็นพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม, กรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 2 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ มีราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พิพัฒนพงศ์วิสุต พุทธปาพจนานุศาสน์ วาสนวรางกูร วิบูลศีลสมาจารวัตรสุนทร ตรีปิฎกธรรมวราลงกรณวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี

    ============

    โพสที่ผมลงไว้เมื่อปี2558 บัดนี้ณบัดนี้ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่20 แล้ว โอกาสนี้ จึงขอกราบนอบน้อมสักการะ ต่อท่านสมเด็จด้วยความเคารพอย่างสูงครับ สาธุ
     
  19. tjs

    tjs ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 เมษายน 2012
    โพสต์:
    2,872
    ค่าพลัง:
    +18,372
    มี บางท่านสอบถามมาว่า ดวงแก้วแห่งโพธิญาณ ตราบสิ้นพุทธภูมิคือใคร

    ผมจึงตอบไปว่า คือกระผมเอง เป็นชื่อเฟสบุค ที่ผมใช้เป็นอีกช่องทางในการช่วยเหลือให้คำแนะนำเพื่อนๆในทางธรรม ทางปรัชญา คติความเชื่อ จิตวิญญาณ กรรมและผลแห่งกรรม อภิญญา สมาธิ ฌาณ สมถะกรรมฐานวิปัสสนาญาณ การตรวจกรรมแก้ไขกรรม เสริมชะตา เสริมดวงวาสนาบารมี ตลอดจนอื่น ส่วนงานพิธีกรรมผมไม่ค่อยสะดวกในการรับเพราะ งานประจำที่รับผิดชอบอยู่ก็หนักแทบไม่มีเวลา ยกเว้นงานประจำหรืองานสำคัญที่ร้องขอกันมาจริงๆ ก็จะพยายามไปช่วยครับ

    สุดท้าย เส้นทางชีวิต กรรม ชะตาแห่งกรรมคือวิบากผล ได้กำหนดไว้แล้ว เราจงทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดครับ ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปโดยต้องทิ้งไว้ทุกอย่างเอาอะไรไปไม่ได้เลยครับ สาธุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กุมภาพันธ์ 2017
  20. ณิช

    ณิช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    268
    ค่าพลัง:
    +1,395
    ขอบคุณ คุณ tjs มากค่ะ ที่แนะนำเรื่องเจ้าที่ที่บ้านค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...