เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 21 สิงหาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    14237736_1301348223232716_700217636273973114_n.jpg 14291843_1301348356566036_1292807156896143906_n.jpg

    14202625_1301349309899274_4821527014228572866_n.jpg

    14202610_1301349039899301_6287671630411090969_n.jpg




    หลวงพ่อภาวนาตามพระคู่บารมีเนื้อทองคำและนากมาให้หลวงป๋า โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    จะมีใครรู้บ้างว่ามีพระสำคัญในโบสถ์ของวัดหลวงพ่อสดอยู่ 2 องค์ คือพระทองคำและพระนากนั้นได้มาเพราะฝีมือของหลวงพ่อภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตตโม) อดีตพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาของวัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อหลวงป๋าได้เรียนวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อภาวนาแล้วก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านเต็มตัว ดังนั้นหลวงพ่อท่านจึงได้ตรวจดูว่าจะช่วยเหลือหลวงป๋าในการสร้างบารมีได้อย่างไรบ้าง ก็ปรากฏว่าเมื่อท่านได้ใช้ญาณทัศนะในวิชชาธรรมกายตรวจดูจนรู้ว่า ในอดีตชาตินั้นหลวงป๋าท่านได้สร้างพระที่สำคัญเอาไว้ แต่ตอนนี้พระไม่ได้อยู่ในประเทศไทย พระท่านกระจัดกระจายอยู่ในแถบเมืองเชียงตุงในเขตแดนของพม่า

    ดังนั้นเพื่อให้หลวงป๋าได้พระที่สำคัญกลับคืนมา หลวงพ่อภาวนาท่านจึงได้ใช้วิชชาธรรมกาย "ตะล่อม" (วางผังสำเร็จ) เพื่อให้พระเดินทางกลับมาสู่ประเทศไทย โดยอาจเป็นการดลใจให้เจ้าของถวายหรือปล่อยให้เช่าต่อๆ กันมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกระทั่งพระที่สร้างด้วยเนื้อนากได้เดินทางมาถึงจังหวัดแถวเชียงใหม่หรือลำพูน หลวงพ่อภาวนาท่านก็รีบแจ้งให้หลวงป๋า (ตอนนั้นหลวงป๋าท่านยังไม่ได้บวช) ให้รีบขึ้นไปที่ร้าน.....ซึ่งเป็นร้านรับซื้อขายพระและของเก่าต่างๆ หลวงพ่อภาวนาท่านจะบอกรายละเอียดที่อยู่พร้อมกับรูปร่างและขนาดของพระอย่างละเอียด เมื่อหลวงป๋าเดินทางไปจนถึงจุดที่หลวงพ่อภาวนาบอก ก็สามารถเจอะเจอพระนากขนาดหน้าตักประมาณ 17 นิ้ว และสามารถบูชามาได้อย่างง่ายดาย โดยหลวงป๋าทำทีว่าไม่รู้ว่าพระองค์นี้มีความสำคัญ แกล้งติโน่นต่อนี่เพื่อให้ผู้ขายลดราคาลงมา คนขายก็ตกลงขายให้แบบงงๆ ท่านจึงได้พระมาในราคาที่ไม่แพงเลย ถ้าคนขายรู้ว่าพระองค์นี้เป็นพระเก่าแก่และหล่อขึ้นด้วยเนื้อนากทั้งองค์ ต่อให้มีเงิน 1 ล้านบาทเขาก็คงไม่ปล่อยให้บูชามาได้

    เมื่อได้พระองค์แรกมาแล้วหลวงพ่อภาวนาก็ "ตะล่อม" พระทองคำมาอีก คราวนี้องค์พระท่านได้เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย พอพระเดินทางมาถึงหลวงพ่อภาวนาก็รีบโทรศัพท์บอกหลวงป๋าให้ขึ้นไปรับมาทันที เมื่อไปถึงร้านนั้นแล้วก็มองไม่เห็นพระทองคำ ทั้งนี้เพราะเจ้าของเดิมเขาหวงพระองค์นี้มากจึงได้เอาสีดำด้านๆ ทาไว้ทั้งองค์ดูจากภายนอกไม่มีความสวยงามเลย ใครเห็นก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นพระธรรมดาไม่มีค่าอะไร แต่หลวงป๋าท่านรู้ได้เพราะลักษณะรูปร่างและขนาดตรงตามที่หลวงพ่อภาวนาบอกไว้ไม่มีผิด

    หลวงป๋าท่านจึงสามารถบูชาพระทองคำแท้องค์ใหญ่ขนาดหน้าตักประมาณ 19 นิ้วมาในราคาที่ไม่แพงเลย เนื่องจากพ่อค้าเขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์นั้นคือพระทองคำอันล้ำค่าทั้งองค์ เมื่อได้มาแล้วลองขูดเนื้อดูก็รู้ว่าเป็นพระทองคำแท้ ขอบอกไว้นิดหนึ่งว่าปัจจุบันนี้ถ้าเราจะสร้างพระทองคำขนาด 9 นิ้วยังต้องใช้เงินสร้างไม่ต่ำกว่า 14 ล้านบาท แต่หลวงป๋าท่านสามารถบูชาพระองค์นี้มาได้ในราคาเพียงไม่กี่หมื่น มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ไหมครับ แต่มันก็เป็นไปแล้วเพราะว่าพระองค์นี้เคยเป็นพระของหลวงป๋าท่านมาก่อนนั่นเอง...พระท่านจึงกลับมาหาเจ้าของด้วยฤทธิ์ของหลวงพ่อภาวนา

    ที่จริงหลวงป๋าท่านจะต้องได้พระมาอีก 1 องค์ คือพระเงินน้องเล็ก เพราะในอดีตท่านได้สร้างไว้เป็นพระ 3 พี่น้อง คือพระทองคำ พระนาก และพระเงิน แต่เนื่องจากพระเงินยังอยู่กับคุณแม่ชีผู้มีบารมีท่านหนึ่งแถบจังหวัดนครสวรรค์หรือพิษณุโลกนี่แหละ เจ้าของหวงแหนมาก แต่สักวันหนึ่งก็คงจะได้กลับมาอยู่รวมกันเป็นพระ 3 พี่น้อง ทองคำ นาก เงิน เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา

    บางคนชอบพูดว่าพวกที่นั่งสมาธิแล้วเห็นโน่นเห็นนี่ ไม่รู้ว่าคิดเห็นไปเองหรือเปล่า แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้มาทราบเรื่องที่หลวงพ่อภาวนา ได้ตรวจไปถึงอดีตชาติของหลวงป๋า แล้วยังได้รู้ว่าพระที่หลวงป๋าสร้างไว้นั้นยังอยู่ในโลก ท่านยังสามารถทำวิชชาให้พระเดินทางมาจากนอกประเทศให้เข้ามาในไทยเพื่อที่หลวงป๋าจะสามารถเดินทางขึ้นไปรับมาได้อีก แล้วหลวงพ่อภาวนาท่านยังสามารถระบุรายละเอียดของสถานที่ที่พระนั้นอยู่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ญาณทัศนะและสิทธิอำนาจในวิชชาธรรมกายจึงเป็นของจริงที่ทั้งรู้และทั้งเห็น ทั้งสามารถทำได้จริงอีกด้วย

    มาในชาตินี้หลวงป๋าท่านก็ยังได้พระ 3 พี่น้อง 3 เนื้อชุดใหม่อีก แต่ครั้งนี้ผม (อู๋) และเหล่าญาติมิตรได้เป็นคนสร้างถวายท่าน โดยสร้างขึ้นมาด้วยเนื้อธาตุกายสิทธิ์คือเหล็กไหลวัชรธาตุ เหล็กไหลช่อทิพย์เงินยวง และเหล็กไหลสุริยันราชา และได้นำถวายท่านไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2559 เอาไว้ชาติหน้าพวกเราคงจะได้สร้างพระสามพี่น้องถวายหลวงป๋ากันอีกนะครับ


    (เพิ่มเติม) วันหนึ่งมีสามเณรรูปหนึ่งได้เข้าไปนั่งสวดมนต์นั่งสมาธิในโบสถ์ของวัดหลวงพ่อสด ตอนนั้นคงจะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ สามเณรนั่งสมาธิไปนานเข้าก็เริ่มง่วงตามประสาเด็ก นั่งโงกไปโงกมาจะหลับแหล่มิหลับแหล่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะมีพระองค์หนึ่งมายืนอยู่ข้างหน้าสามเณรแล้วเอามือเขกศีรษะเณรดังโป้ก เณรหายง่วงเลยลืมตาขึ้นมาดูว่าพระที่ไหนมาเขกศีรษะ มองขึ้นไปยิ่งตกใจใหญ่เพราะเห็นเป็นหลวงพ่อนากซึ่งอยู่ในตู้กระจกของโบสถ์ ท่านออกมายืนอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร สามเณรองค์นั้นถึงกับร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับหงายหลังล้มลงไปเลย พอลุกขึ้นมาได้ก็วิ่งโกยออกจากโบสถ์ไปด้วยความตกใจสุดขีด พอไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังคนฟังก็อดขำไม่ได้ถึงความขี้เล่นของหลวงพ่อนากองค์นี้

    ที่จริงก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ตอนที่ได้พระมาไม่นานสมัยนั้นหลวงป๋าท่านยังไม่ได้บวช ท่านมีความคิดว่าจะนำพระนากนี้ถวายแก่เจ้าอาวาสของวัดใหญ่มากแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพื่อเอาบุญ เมื่อถวายพระนากไปแล้วทางวัดนั้นก็ให้คนมาทำการขัดผิวองค์พระเพื่อให้พระดูงดงามขึ้น ขณะที่คนนั้นกำลังขัดพระอยู่เพลินๆ ปรากฏว่านิ้วของหลวงพ่อนากท่านกระดุกกระดิกได้เอง คนนั้นเขาไม่ทันตั้งตัวเลยตกใจสุดขีด ดีดตัวเองลอยออกไปทางหน้าต่างของห้องนั้นแบบลืมคิดชีวิต ดีที่เป็นกุฏิชั้นเดียวถ้าสูงหลายชั้นคงเจ็บหรือตายแน่ หลวงพ่อนากองค์นี้ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงแถมอารมณ์ดีขี้เล่นอีกด้วย แต่ท่านคงไม่อยากจะอยู่ที่วัดใหญ่แห่งนั้น เพราะต่อมาปรากฏว่าทางวัดได้ส่งพระมาคืนให้หลวงป๋า ถามดูเหตุผลเขาบอกว่า "พระคงอยากมาอยู่กับเจ้าของ"

    ----------------------------------------

    หลวงพ่อภาวนาใช้อานุภาพของพระธรรมกายดับดาว
    เล่าโดย เมธีกิตติ์ เล็ก

    อานุภาพวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตตโม) จากปากหลวงน้าสัมรินทร์ว่าสมัยที่หลวงพ่อภาวนาท่านอายุประมาณ 70 ปี มีครั้งหนึ่งได้ไปที่น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ พอตกกลางคืนคณะศิษย์ก็มานั่งล้อมวงคุยกับท่าน และพูดเชิงอยากเห็นอานุภาพพลังจิตของท่าน จึงพูดเชิงให้หลวงพ่อท่านลองดับรัศมีดวงดาวกลุ่มนี้ให้ดูสักหน่อย หลวงพ่อภาวนาท่านก็ตอบว่าจะไปดับทำไมแค่ดวงดาวกลุ่มนั้น มันต้องแบบนี้ซิ ท่านกล่าวพร้อมกับโบกมือไปในอากาศ ปรากฏว่ารัศมีของดวงดาวครึ่งหนึ่งของท้องฟ้าดับมืดไป คือสว่างครึ่งฟ้าและมืดไร้แสงดาวไปครึ่งฟ้า ปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นยาวนานประมาณครึ่งชั่วโมงหลวงพ่อท่านจึงคลายพลังจิต ดวงดาวก็กลับมาส่องแสงดั่งเดิม ขอเล่าถวายเกียรติคุณไว้เท่านี้ครับ


    ********************************************************

    วันหนึ่งมีสามเณรรูปหนึ่งได้เข้าไปนั่งสวดมนต์นั่งสมาธิในโบสถ์ของวัดหลวงพ่อสด ตอนนั้นคงจะเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ สามเณรนั่งสมาธิไปนานเข้าก็เริ่มง่วงตามประสาเด็ก นั่งโงกไปโงกมาจะหลับแหล่มิหลับแหล่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะมีพระองค์หนึ่งมายืนอยู่ข้างหน้าสามเณรแล้วเอามือเขกศีรษะเณรดังโป้ก เณรหายง่วงเลยลืมตาขึ้นมาดูว่าพระที่ไหนมาเขกศีรษะ มองขึ้นไปยิ่งตกใจใหญ่เพราะเห็นเป็นหลวงพ่อนากซึ่งอยู่ในตู้กระจกของโบสถ์ ท่านออกมายืนอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร สามเณรองค์นั้นถึงกับร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจพร้อมกับหงายหลังล้มลงไปเลย พอลุกขึ้นมาได้ก็วิ่งโกยออกจากโบสถ์ไปด้วยความตกใจสุดขีด พอไปเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังคนฟังก็อดขำไม่ได้ถึงความขี้เล่นของหลวงพ่อนากองค์นี้


    ***********************************************************

    (เพิ่มเติมอีก) ที่จริงก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ตอนที่ได้พระมาไม่นานสมัยนั้นหลวงป๋าท่านยังไม่ได้บวช ท่านมีความคิดว่าจะนำพระนากนี้ถวายแก่เจ้าอาวาสของวัดใหญ่มากแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพื่อเอาบุญ เมื่อถวายพระนากไปแล้วทางวัดนั้นก็ให้คนมาทำการขัดผิวองค์พระเพื่อให้พระดูงดงามขึ้น ขณะที่คนนั้นกำลังขัดพระอยู่เพลินๆ ปรากฏว่านิ้วของหลวงพ่อนากท่านกระดุกกระดิกได้เอง คนนั้นเขาไม่ทันตั้งตัวเลยตกใจสุดขีด ดีดตัวเองลอยออกไปทางหน้าต่างของห้องนั้นแบบลืมคิดชีวิต ดีที่เป็นกุฏิชั้นเดียวถ้าสูงหลายชั้นคงเจ็บหรือตายแน่ หลวงพ่อนากองค์นี้ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงแถมอารมณ์ดีขี้เล่นอีกด้วย แต่ท่านคงไม่อยากจะอยู่ที่วัดใหญ่แห่งนั้น เพราะต่อมาปรากฏว่าทางวัดได้ส่งพระมาคืนให้หลวงป๋า ถามดูเหตุผลเขาบอกว่า "พระคงอยากมาอยู่กับเจ้าของ"


    ***************************************************************

    อ.เสริมชัย(หลวงป๋า)เมื่อครั้งเป็นฆารวาส เคยเล่าให้ผมฟังว่า ในระหว่างที่ท่านขึ้นไปทางเหนือเพื่อเอากลับมา ท่านได้พักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง คืนนั้นทั้งคืนได้ยินเสียงพระสวดมนต์จนรุ่งเช้า และได้เจรจาติดต่อจนได้พระอย่าง่ายดาย


    *****************************************************************


    กายสิทธิ์ หรือจักรพรรดิ ที่สร้างบารมีมาร่วมกับเจ้าของ เมื่อผ่านกาลเวลานานไป
    แม้เราจะเกิดมา จำความยังไม่ได้ จักรพรรดิและกายสิทธิที่เคยสร้างบารมีมาร่วมกับเรา ก็ยังคอยหาโอกาสที่จะเข้ามาหาและสร้างบารมีร่วมกันอีก





    หมายเหตุ ท่านทวีวัฒน์ (คุณอู๋) ปัจจุบันท่านบวชเป็นพระภิกษุแล้ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กันยายน 2017
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    #ทำบุญไปทำไมกัน ???

    ผลจากการประกอบคุณงามความดีหรือกุศลนั้น คือบุญ บุญทั้งหลายเมื่อสะสมรวมกันมากๆเข้า #ก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมี ได้แก่..

    ทานบารมี
    ศีลบารมี
    เนกขัมมบารมี
    ปัญญาบารมี
    วิริยบารมี
    ขันติบารมี
    สัจจบารมี
    อธิษฐานบารมี
    เมตตาบารมี
    และอุเบกขาบารมี
    รวมสิบทัศ

    บารมีแต่ละอย่างนี้ เมื่อถูกสะสมกันมากๆเข้า #ก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมี#และปรมัตถบารมี ตามลำดับ รวมเป็นสามสิบทัศ และจะติดตามให้ผลต่อไปในอนาคตหรือภพหน้า จนกว่าจะบรรลุมรรคผล นิพพาน

    #วัตถุประสงค์ของการประกอบการบุญกุศล ก็เพื่อชำระกาย-วาจา-ใจ ของตนให้บริสุทธิ์ โดยการละหรือกำจัดอาสวกิเลสให้สิ้นไป จนถึงหมดโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

    #ผลที่ได้จากการประกอบบุญกุศลนี้ นอกจากจะให้ผลในทางโลกุตระดังกล่าวแล้ว ยังช่วยให้ผู้ประกอบกรรมดีนั้นได้เสวยผลบุญในทางโลกียะ อันจะเป็นเสบียงเลี้ยงตัวต่อไปจนกว่าจะสิ้นอาสวกิเลส ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน อีกด้วย

    #ผู้มีปัญญาจึงย่อมรู้จักใช้บุญ อันเกิดแต่การประกอบกรรมดีทั้งหลาย เพื่อการละหรือกำจัดอาสวกิเลส ทั้งของตนเองและผู้อื่น จึงจะตรงเป้าหมายแห่งพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า..

    #การบริจาคทาน ก็เพื่อให้ผู้บริจาคละหรือกำจัดอภิชฌา อันเป็นกิเลสหยาบให้หมดไป ให้เป็นผู้มีจิตใจเมตตาอารี เผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เป็นการชำระกาย-วาจา-ใจ ให้สะอาดได้ทางหนึ่ง และในขณะเดียวกัน ผลบุญจากการบริจาคทาน ก็จะกลับติดตามสนองตนต่อไปในกาลข้างหน้า ให้เป็นผู้เจริญด้วยโภคทรัพย์ มีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง

    #ท่านคงจะเคยได้พบเห็นมาแล้วว่า เพราะจน จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำบุญเพิ่ม บางรายถึงกับต้องประกอบมิจฉาชีพ หรืออาชีพที่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เพราะความยากจนข้นแค้น ไม่อาจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ จิตใจย่อมหม่นหมองเพราะว้าวุ่นอยู่กับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง การจะเจริญสมาธิปัญญาก็ไม่อาจกระทำได้โดยสะดวก เมื่อปัญญายิ่งน้อยลง ความรู้สึกในบาปบุญคุณโทษก็ยิ่งเบาบาง หรือหมดไปเลยก็มี เป็นทางให้อาสวกิเลสอันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบคลุมจิตใจให้มืดมนหนักยิ่งขึ้นไปอีก ระดับจิตก็ยิ่งตกต่ำลงไปตามลำดับ จนในที่สุดธรรมสัญญาก็ขาดจากใจ เมื่อจุติหรือตายลงก็ย่อมมีทุคติเป็นที่หวัง ทั้งนี้เป็นเพราะได้สร้างสมทานบารมีไว้น้อยแต่อดีต จึงเปิดโอกาสให้สร้างบาปในปัจจุบันได้มากขึ้น อุปมาดั่งคนจนยอมมีโอกาสที่จะมีหนี้สินพอกพูนมากขึ้น เพราะต้องเสียค่าดอกเบี้ยทบต้นฉะนั้น

    #ในทางกลับกัน ท่านก็คงจะได้พบเห็นผู้ที่มีอยู่มีกิน ไม่เดือดร้อน มีฐานะดี มีสัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบในทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค มีจิตใจเมตตาอารีเผื่อแผ่ รู้จักแบ่งทรัพย์ที่มีอยู่หรือทำมาหาได้ เพื่อประโยชน์ตนเองและผู้อื่น ได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ มีจิตใจเป็นกุศล เหล่านี้ ย่อมเป็นผลจากการที่ได้สร้างสมทานบารมีอันประกอบด้วยปัญญามามากแต่อดีต จึงทำให้มีโอกาสได้สร้างสมบุญบารมีเพิ่มมากขึ้นอีกในภพนี้และภพหน้า ประดุจดั่งเศรษฐีมีทรัพย์มาก ก็มีโอกาสเก็บดอกผลทุนทรัพย์ได้มากขึ้น ด้วยเงินต่อเงินหรือบุญต่อบุญนั่นเอง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เมื่อจุติย่อมมีสุคติเป็นที่หวัง เพราะรู้จักหาบุญได้ใช้บุญเป็นนั่นเอง

    #ยังมีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง เป็นคนมีทรัพย์มากแต่มีจิตใจตระหนี่คับแคบ ไม่รู้จักใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอภิชฌา จึงได้ชื่อว่าอสัตบุรุษ บุคคลประเภทนี้ เคยประกอบทานกุศลอันประกอบด้วยอวิชชาหรือโมหะ ขณะเมื่อกำลังเสวยผลบุญอยู่ก็ยังมีอวิชชาหรือโมหะที่พกติดตัวมาด้วยมาก ทั้งๆที่มีอยู่มีกินไม่เดือดร้อน หรือรุ่งเรืองด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ยังมีจิตใจเป็นอกุศล กรปรไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดเป็นชอบ เป็นทางให้โลภะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำจิตใจ มีสติปัญญาอันเสื่อมทราม จนไม่พอที่จะรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษได้ มีแต่ความประมาทขาดหิริโอตตัปปะ แล้วหันเข้าประกอบมิจฉาชีพ สร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่น ห่างจากการบริจาคทาน สมาทานศีล เจริญสมาธิและปัญญา ไม่ช้าก็ถึงซึ่งความเสื่อม เพราะมีใจเป็นอกุศล สร้างบาปพอกพูนมากขึ้น ระดับจิตก็ตกจนถึงขั้นธรรมสัญญาขาดจากใจ เมื่อยังมีชีวิตอยู่แม้จะมีทรัพย์ก็หาความร่มเย็นเป็นสุขมิได้ เมื่อจุติย่อมมีทุกคคติเป็นที่ไป ต่อไปในภพหน้าหรือกาลข้างหน้าก็จะกลับกลายเป็นคนต่ำต้อย หรือยากไร้ทรัพย์อีก

    ฉะนั้น #การบริจาคทานหรือประกอบการกุศล #จึงควรกระทำด้วยปัญญากล่าวคือ เพื่อความหลุดพ้นหรือสิ้นอาสวกิเลสของตนเองและผู้อื่น ก่อนบริจาค ขณะบริจาค และภายหลังบริจาค ก็ควรจะได้กระทำกาย-วาจา-ใจ ให้บริสุทธิ์ ด้วยการสมาทานศีล เจริญสมาธิและปัญญา และควรบริจาคกับผู้บริสุทธิ์ หรือกำลังปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์ ด้วยทรัพย์อันได้มาโดยบริสุทธิ์ จึงจะได้อานิสงส์เต็มส่วน

    #การรักษาศีล ก็เพื่อกำจัดกิเลสอย่างกลาง อันจะเป็นเครื่องส่งเสริมสมาธิได้เป็นอย่างดี

    #การเจริญภาวนา หรือการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน ก็เพื่อให้จิตใจสงบระงับจากความกำหนัดยินดี เป็นอุบายชำระจิตใจให้ปลอดจากนิวรณ์ และเป็นวิชาเบื้องต้นที่จะนำไปสู่วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อดับอวิชชาและให้เกิดปัญญา สามารถได้บรรลุมรรคผลนิพพานต่อไป จึงนับเป็นมหากุศลทีเดียว

    #การประพฤติถ่อมตนกับผู้ใหญ่ ก็เพื่อทำลายถัมภะ คือความหัวดื้อหัวรั้น ไม่ยอมฟังเสียงหรือเหตุผลของผู้อื่น และกำจัดอติมานะ คือนิสัยชอบดูถูกดูแคลนผู้อื่น ให้หมดไปจากสันดาน

    #การช่วยขวนขวายในสิ่งที่ชอบ ก็เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว นับเป็นกุศลกรรมอีกอย่างหนึ่ง

    #การให้ส่วนบุญกุศลอันตนได้กระทำไว้แล้ว ทางกาย วาจาและใจ ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ก็เพื่อกำจัดโทสะ ได้แก่ความโกรธอย่างรุนแรง โกธะคือความโกรธอย่างเบาบาง และ อุปนาทะอันได้แก่ความผูกพยาบาท ความผูกโกรธหรือผูกใจเจ็บ ให้หมดไปจากสันดาน และเป็นการเจริญพรหมวิหารไปในตัวอีกด้วย นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่รองลงไปจากภาวนามัยทีเดียว

    #การอนุโมทนาส่วนบุญ ก็เพื่อชำระจิตใจตนให้สะอาด สามารถช่วยกำจัดอิสสา คือความริษยา ไม่พอใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี และ มานะคือความเย่อหยิ่งจองหอง อวดดี ให้สูญหายไปจากสันดาน

    #การฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว (สวากขาตธรรม) ในที่นี้ หมายความรวมถึงการศึกษาหาความรู้เรื่องธรรม จากการฟังธรรมหรือค้นคว้าเรื่องธรรม ซึ่งจะเป็นเครื่องกำจัดโมหะ ความหลงผิด หรือกำจัดมิจฉาทิฐิ อันได้แก่ความเห็นผิด

    #การแสดงธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว ไม่ว่าจะโดยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม และหากได้กระทำไปโดยมีจิตใจอันบริสุทธิ์ สะอาดผ่องใส ไม่มุ่งหวังลาภสักการะสิ่งใดตอบแทน ก็เป็นการกำจัดโมหะหรือมิจฉาทิฐิ ทั้งของตนเองและผู้อื่น จัดว่าเป็นบุญทั้งผู้แสดงและผู้สดับตรับฟังหรือเรียนรู้

    #การทำความเห็นของตนให้ตรงตามความเป็นจริง เป็นต้นว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ใครทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือใครทำกรรมอันใดไว้ ก็ต้องเสวยผลแห่งกรรมนั้น ฯลฯ ก็เป็นการกำจัดโมหะหรือมิจฉาทิฐิอีกเช่นเดียวกัน

    ฉะนั้น
    การสร้างบุญกุศลใดๆก็ตาม หากผู้กระทำจะได้มีสติปัญญาระลึกได้ว่า กระทำไปเพื่อละหรือกำจัดอาสวกิเลส มุ่งประโยชน์ในทางโลกุตระอันเป็นทางพ้นทุกข์ด้วยแล้ว ผู้สร้างบุญกุศลนั้นย่อมได้อานิสงส์มากกว่าผู้กระทำไปด้วยความมัวเมาปราศจากปัญญา ซึ่งมุ่งจะให้ได้ประโยชน์ในทางโลกียะแต่อย่างเดียว จึงจะได้ชื่อว่ารู้จักหาบุญได้ใช้บุญเป็น.

    _________________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    _________________
    ที่มา
    บางตอนจากหนังสือ
    "ทางสร้างบุญ"
    _________________
    ที่มาของธรรมะจาก
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    ?temp_hash=259ba3cf0029a1218422506256125299.jpg


    หลวงพ่อพยุง สุนฺทโร
    ศึกษาวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อสด จนฺทสโร

    เมื่อไปถึงวัดปากน้ำภาษีเจริญก็เข้ากราบเรียนความประสงค์ที่จะมาศึกษาธรรมปฏิบัติให้หลวงพ่อสดทราบหลวงพ่อสดก็ต้อนรับปฏิสันถารด้วยดี หลวงพ่อสดท่านถามถึงการปฏิบัติที่ผ่านมาว่าปฏิบัติมาอย่างไร ท่านจึงกราบเรียนการปฏิบัติที่ดำเนินมาตั้งแต่ได้สมาธิใต้ต้นมะซางเมื่อสมัยเด็กให้หลวงพ่อสดทราบและขอคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อจะได้ปฏิบัติต่อไป หลวงพ่อสดท่านกล่าวว่า บุคคลใดมีบุญบารมีมาแต่ภพชาติก็สอนได้ไม่ยากเย็นนัก พอค่ำหลวงพ่อสดก็ขึ้นแท่นแนะนำวิธีการฝึกวิชาธรรมกายโดยการเพ่งจิตให้เป็นดวงแก้วที่ศูนย์กลางกายโดยใช้คำภาวนาว่า สัมมาอรหัง เมื่อดวงแก้วปรากฏอย่างแจ้งชัดก็เพ่งจิตให้ทะลุกายโดยใช้ดวงแก้วเป็นอุคคหนิมิต คือจำให้ติดตาหรือเพ่งดูจนติดตาติดใจแม้หลับตาหรือลืมตาก็เห็นได้จะทำให้เล็กหรือขยายให้ใหญ่ก็ย่อมได้จากนั้นจึงพลิกจิตพิจารณากายคตาสติ คือการพิจารณากายในกายเป็นอารมณ์โดยการแยกกายออกเป็นส่วนๆคือให้เห็นว่า

    เป็นเพียงธาตุ๔แต่ละอย่างไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา แบ่งออกเป็นสี่อย่างคือ

    ๑.ปฐวีธาตุ คือธาตุที่มีลักษณะแข็งภายในตัวก็มีภายนอกตัวก็มีสำหรับกำหนดพอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ได้แก่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูกม้าม หัวใจ ตับ ปอดหรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ในตัวที่มีลักษณะแข้นแข็งก็เอากองไว้ส่วนหนึ่ง

    ๒.อาโปธาตุ คือธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบทั้งภายในภายนอกเป็นของเหลวคือ เลือด เหงื่อ เสลด น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก มันข้น ดี เปลวมัน ไขข้อ น้ำมูตร หรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะเอิบอาบอย่างนี้ก็แยกไว้กองหนึ่ง

    ๓.เตโชธาตุ คือธาตุที่มีลักษณะร้อน ทั้งภายในภายนอกได้แก่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย นี่ก็ต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่

    ๔.วาโยธาตุ คือธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึงทั้งภายในภายนอกได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปตามตัว ลมหายใจ และช่องว่างระหว่างกายพึงกำหนดจิตพิจารณาอย่างแยบคายลอกหนังออกแยกกองไว้ส่วนหนึ่ง แยกเนื้อกองไว้ส่วนหนึ่ง เลือดกองไว้ส่วนหนึ่ง เอ็นที่รึงรัดกายส่วนต่างๆก็กองไว้ส่วนหนึ่ง กระดูกก็กองไว้ส่วนหนึ่ง

    เมื่อพิจารณาสติที่เป็นไปในกายก็เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ ทำให้จิตเกิดความรู้เท่าทันไม่หลงมัวเมาในกายอันประกอบไปด้วยธาตุทั้ง๔ จากนั้นหลวงพ่อสดก็ให้พิจารณาขันธ์คือรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดแบ่งออกเป็น๕กองดังต่อไปคือ รูปขันธ์กองรูปคือส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมดทั้งร่างกายก็ดี พฤติกรรมก็ดี และคุณสมบัติต่างๆของส่วนที่เป็นร่างกาย


    เวทนาขันธ์กองเวทนา คือ ส่วนที่เสวยอารมณ์และความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆเรียกว่ากองเวทนา สัญญาขันธ์ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์๖เช่นนั้นสิ่งนั้นสิ่งนี้นั้นขาว เขียว ดำ แดงเป็นกองสัญญา สังขารขันธ์คือสภาวะที่ปรุงแต่งจิตให้ดีบ้างชั่วบ้าง ไม่ดีไม่ชั่วบ้างหรือคุณสมบัติต่างๆของจิตที่มีเจตนาเป็นตัวนำเรียกว่ากองสังขาร วิญญาณขันธ์กองวิญญาณ หมายถึงความรู้อารมณ์ทางอายตนะ๖ คือรู้รูปด้วยตา รู้เสียงด้วยหู รู้กลิ่นด้วยจมูก รู้รสด้วยลิ้น รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ รวมแล้วเรียกว่าเบญจขันธ์

    ขันธ์ ๕ นี้เมื่อย่อลงมาเป็น ๒ ประการ คือ นามและรูป รูปขันธ์จัดเป็นรูป ๔ขันธ์ที่เหลือนอกนั้นเป็นนามธรรม เมื่อหลวงพ่อสดแนะนำแล้วก็นำหลักคำสอนนั้นมาพิจารณาต่อที่กุฏิอยู่เป็นประจำเพื่อดำเนินรอยตาม

    ท่านเล่าว่าในระหว่างที่อยู่กับหลวงพ่อสดที่วัดปากน้ำนั้นช่วงเวลากลางคืนท่านจะทำความเพียรจนถึงห้าทุ่มแล้วตื่นจากจำวัตรตี ๓ หากเป็นวันอุโบสถท่านจะถือเนสัชชิกไม่นอนตลอดคืนยังรุ่งทั้งไม่เคยปล่อยจิตให้อยู่นอกกายเลยไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดจิตก็จะวนอยู่กับการพิจารณากายกับดวงแก้วเป็นอารมณ์ เพราะพื้นฐานที่ท่านปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องและความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวตามวิสัยวาสนาขององค์ท่านที่ทำอะไรก็จะทำอย่างจริงจังจึงทำให้การฝึกวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อสดก้าวหน้าอย่างมาก

    เพราะจิตขององค์ท่านเกิดความรู้ความเห็นสิ่งต่างๆภายในอย่างมากมายอาจเป็นเพราะมีครูอาจารย์ผู้ฉลาดอย่างหลวงพ่อสดแนะนำจึงทำให้องค์ท่านได้พบกับความรู้พิเศษขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน ณ.วัดปากน้ำภาษีเจริญนั้นเองความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นภายในจิตคือ ในวันมาฆบูชาหลังจากฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อสดแล้ว ท่านก็กลับกุฏิแล้วเข้าที่ภาวนาเมื่อกำหนดจิตจนเกิดดวงแก้วสว่างใสแล้วจึงพิจารณาธาตุขันธ์ขณะนั้นสมาธิเกิดความตั้งมั่น จิตรวมลงสู่ภวังค์ถึงเอกัคคตามีอารมณ์เดียว จิตสงบละเอียดอ่อนประณีตเข้าไปโดยลำดับ

    ขณะจิตนั้นได้เกิดความรู้ย้อนหลังระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสมัยยังเด็กล่วงไปถึงชาติในอดีตได้ว่าเป็นมาอย่างไร ท่านว่าจิตเรานั้นมีอยู่ดวงเดียวจะเกิดกี่ภพกี่ชาติก็จิตดวงเดิมนี่แหละจะเปลี่ยนก็แต่เพียงรูปกายเท่านั้นดังนั้นจิตจึงบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่ได้กระทำไว้ทั้งดีและชั่วแต่คนเราไม่รู้เองเพราะ อวิชชามันปิดบังเอาไว้ ต่อเมื่อบุคคลใดขจัดเมฆหมอกคืออวิชชาออกไปเท่าไรยิ่งมากก็ยิ่งรู้เห็นตนเองมากขึ้นจากนั้นจิตก็พิจารณาถึงการเกิดการตายของตนเองและผู้อื่นได้อย่างไม่สงสัยจึงได้เข้าใจในพุทธสุภาษิตข้อที่ว่า

    "กมฺมุนา วตตีโลโก คือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

    เมื่อพิจารณาถึงกรรมที่ทำให้เวียนว่ายอยู่ในภพชาติของท่าน จิตได้เกิดจึงเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในเรือนคือสังขารที่อาศัยอยู่ จนจิตสงบนิ่งอยู่ในอุเบกขาญาณขณะนั้นธรรมได้ปรากฏขึ้นมาภายในจิตว่า ปุญญัง สุขัง โหนตุ ผู้ใดไกลจากกิเลส ผู้ใดตื่นจากกิเลส ผู้นั้นก็วิเศษประเสริฐสุขสิ้นทุกข์ภัย อายุขัยก็เหลือล้นพ้นประมาณ สมนาม ว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ เมื่อธรรมปรากฏขึ้นมาอย่างนั้นจิตท่านได้พิจารณาตามว่าในทันทีว่าอะไร คือ ผู้ไกลจากกิเลส

    เมื่อไกลจากกิเลสแล้วจะวิเศษประเสริฐสุขอย่างไร เป็นเหตุให้ท่านระลึกถึงประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่ประสูติจนถึงตรัสรู้และกระทั่งเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานและประวัติของเหล่าสาวกที่บรรลุอรหันต์จนถึงพระนิพพานจึงหมดความสงสัยส่วนที่ว่าอายุขัยก็เหลือล้นพ้นประมาณนั้นหมายความว่าเมื่อจิตถึงพุทธะเป็นจิตที่บริสุทธิ์อันชักนำให้ถึงพระนิพพานได้เมื่อจิตถึงนิพพานแล้วก็พ้นจากการเกิดการตายเป็นอมตะธรรมที่ถึงพุทธะอย่างสมบูรณ์จากนั้นท่านจึงพิจารณาจิตและบุญวาสนาของท่านก็ทราบว่าบารมีที่บำเพ็ญมายังไม่เต็มบริบูรณ์จึงยังไม่สามารถตัดอาสวะให้ขาดได้ในขณะนั้น แต่ท่านก็เห็นความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมท่านว่าคืนนั้นท่านนั่งตลอดคืนยังรุ่งไม่อ่อนเพลียหรือหาวนอนเลยครั้นออกจากสมาธิภาวนาจิตก็ยังอิ่มเอิบด้วยปีติที่เกิดจากธรรมรส

    จากคำกล่าวของท่านที่แสดงแก่สานุศิษย์ทำให้ทราบได้ว่าท่านน่าจะได้ญาณ ๓ อย่างแน่นอน เพราะญาณ ๓ นั้นหมายถึง ความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษมี ๓ ประการ คือ

    ๑.อตีตังสญาณ คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ก่อนได้หรือระลึกชาติในอดีตได้

    ๒.อนาคตังสญาณ คือ ญาณส่วนอนาคตหมายถึงการหยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตสามารถเห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

    ๓.ปัจจุปันนังสญาณ คือ ญาณในส่วนปัจจุบันหมายถึงความหยั่งรู้เรื่องราวในปัจจุบันหรือเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้าสามารถล่วงรู้ได้ว่าควรทำอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์เหมาะสม และรู้แตกฉานในเหตุและผล มีไหวพริบในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

    แม้องค์ท่านจะไม่ได้บอกโดยตรงว่าได้ขั้นนั้นขั้นนี้เพราะอัธยาศัยของท่านไม่ใช่คนมักอวด อะไรที่ท่านเมตตาเล่าให้ฟังนี้ก็เล่าเป็นการภายในเฉพาะศิษย์ที่ใกล้ชิดเท่านั้นอาจเป็นเพราะองค์ท่านจะส่งเสริมให้เหล่าศิษย์มีกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้นแต่อรรถธรรมที่ท่านแสดงให้ฟังนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า การปฏิบัติของท่านที่วัดปากน้ำนั้น นอกจากจะได้ธรรมกายแล้วยังได้ญาณ ๓ ด้วยเมื่อท่านเกิดความรู้ภายในเช่นนั้น เป็นเหตุให้ท่านระลึกถึงอุปการคุณของหลวงพ่อสดเป็นอย่างยิ่ง ท่านยังเล่าให้ฟังอีกว่าหลวงพ่อสดนั้นท่านมีความรู้ภายในมากสุดคณานับ ท่านมีบารมีที่บำเพ็ญมามากท่านมีเมตตามากใครใฝ่รู้ใฝ่เรียนท่านส่งเสริมทุกอย่างทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติและท่านยังมีญาณที่แก่กล้ามากหยั่งรู้ทุกอย่างพระเณรในวัดปากน้ำเป็นร้อยและบรรดาแม่ชีอุบาสิกาอีกท่านเลี้ยงได้ไม่ให้อดอยาก

    สมัยนั้นคุณแม่ชีบุญเรือนก็ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ที่วัดปากน้ำเช่นกันท่านเล่าว่าแม่ชีบุญเรือนเป็นแม่ชีที่เก่งปฏิบัติภาวนาได้รู้เห็นสิ่งต่างๆทางจิตได้อย่างมากมาย
    น่าจะได้อภิญญาด้วย หลวงพ่อสดท่านไม่ใช่พระดุหรือโผงผางแต่ทั้งพระทั้งเณรที่ได้อยู่อบรมกับท่านก็มักเกรงกลัวท่านทั้งนั้นสิ่งใดที่ท่านปารถนาสิ่งนั้นต้องได้แต่สิ่งที่หลวงพ่อท่านปารถนานั้นก็เพื่อสงเคราะห์พระเณรในวัดทั้งสิ้น นี่ตัวอย่างผู้ที่มีบารมีเป็นอย่างนี้ เมื่อมีความชำนาญพอรักษาจิตและสมาธิตนได้แล้วท่านกลับระลึกถึงคุณของบิดามารดาของท่านที่ได้เลี้ยงดูอุ้มชูท่านมาแต่เยาว์วัยเมื่อท่านได้พบดวงแก้วดวงธรรมแล้วท่านก็ปารถนาที่จะให้บิดามารดาท่านได้สัมผัสบ้างจักได้เป็นการตอบแทนพระคุณของท่านได้เป็นอย่างดี เมื่อระลึกได้ดังนั้นท่านจึงขออนุญาตกราบลาหลวงพ่อสดเพื่อกลับไปเยี่ยมบิดาและมารดาที่อยู่สุพรรณบุรีซึ่งหลวงพ่อสดก็อนุญาตแต่เมื่อจะลากลับหลวงพ่อสดได้ให้โอวาทว่า
    "เออท่านพยุงนี่มีความตั้งใจดี ถ้าไม่ละความพยายามต่อไปจะ สมปรารถนา หลวงพ่อก็อยู่ที่ใจนี่แหละตราบใดที่รักษาความดีไว้ได้หลวงพ่อก็อยู่กับผู้นั้น ให้รักษาความดีดุจเกลือรักษา ความเค็มนะจะได้ไม่เสียทีที่เกิดมา"
    ท่านรับว่า สาธุภันเต แล้วจึงเดินทางกลับสุพรรณบุรีเมื่อสิ้นเดือน ๔ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ รวมระยะเวลาที่ท่านอยู่กับหลวงพ่อสดเป็นเวลา ๔ เดือน

    เรียบเรียงโดย พระอาจารย์วิชัย จริยวรรณณ
    ธุดงคสถานธรรมวิชัยต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

    **********************************************************

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    21761909_1810601312286706_2692232409269935945_n.jpg
    **********************************************************************
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กันยายน 2017 at 06:47
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    ลุงฉลอม มีแก้วน้อย หรือที่รู้จักในนามลุงหลอม เป็นลูกของนายใส มีแก้วน้อย ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ได้เล่าให้ฟังว่า

    วันหนึ่ง “หลวงจบกระบวนยุทธ” เดิมชื่อแช่ม (เป็น “พ่อตาของจอมพลถนอม กิตติขจร” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้มาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพราะได้ข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งอย่างงี้ ดีอย่างงั้นก็คิดอยากจะมาทดลองดู ว่าจะเก่งจริงหรือไม่จริง

    เปิดดูไฟล์ 4320291

    (หลวงจบกระบวนยุทธ)






    หลวงพ่อท่านถามว่า “มาธุระอะไร”

    หลวงจบฯ ก็บอกว่า “ผมได้ทราบข่าวเห็นเขาลือกันว่าหลวงพ่อเก่งมีวิชชาดี เห็นเขาเล่าให้ฟัง ผมก็อยากมาขอความกรุณาหลวงพ่อ เรื่องก็มีอยู่ว่าบิดาของผมเสียชีวิตมานานเป็น 20 ปีแล้วจะไปเหนือไปใต้ผมก็ไม่รู้แล้วก็ไม่เคยมาเข้าฝันหรือมาให้เห็นเลย อยากจะให้ลวงพ่อดูให้สักหน่อยว่าไปอยู่ที่ไหน จะไปลำบากลำบนหรือเปล่า ถ้าแกไปลำบาก ผมก็จะมาขอบารมีหลวงพ่อให้ช่วย”

    เปิดดูไฟล์ 4320292

    หลวงพ่อท่านก็เลยเรียกแม่ชีในโรงงานทำวิชชามา แล้วก็สั่งว่า “เอ้า…ไปดูให้เขาที ขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ เพราะตายไปหลายปีแล้ว”

    แม่ชีก็หลับตาไปพักใหญ่ แล้วบอกว่า “ไม่มีเลยหลวงพ่อ”

    หลวงพ่อก็บอกต่อไปว่า “เอ้า…งั้นลงไปดูข้างล่างซิมีไหม”

    แม่ชีหลับตาไปอีกสักพัก แล้วบอกหลวงพ่อว่า “ไม่มี"

    หลวงพ่อก็บอกว่า “ไม่มีได้ยังไง ข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี มันต้องมีสิ ลงไปดูให้ลึกกว่านี้อีก จี้ให้มันลึกลงไปอีก ดูซิมันจะอยู่ยังไง”

    แม่ชีก็หลับตาไปอีกพักใหญ่แล้วก็บอกว่า “เจอแล้ว…หลวงพ่อ”

    เปิดดูไฟล์ 4320293

    หลวงพ่อก็ถามว่า “ไปอยู่ลึกมากไหม”

    แม่ชีตอบว่า “อยู่ลึกมากค่ะ…หลวงพ่อ”

    “แล้วถามเขารึเปล่าว่า ทำอะไรจึงได้ลงไอยู่ลึกขนาดนั้น”

    แม่ชีตอบว่า “เขาตอบว่าฆ่าวัว ฆ่าควาย เชือดวัว เชือดควาย ขายเป็นประจำ วันละ ๓-๕ ตัว"

    หลวงพ่อถามต่อไปว่า “แล้วถามเขาหรือเปล่าว่าชื่ออะไร”

    “ถามค่ะ…เขาบอกว่าชื่อโต๊ะลู”

    เปิดดูไฟล์ 4320294



    พอบอกชื่อเท่านั้น หลวงจบกระบวนยุทธก็ร้องไห้คลานเข้าไปกราบเท้าหลวงพ่อเลยตั้งแต่นั้นมาหลวง จบฯ นับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา แล้วก็หันมานับถือพุทธศาสนาแทน หลวงจบฯ มีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่ออาหมัด มีอาชีพเชือดวัวขายเหมือนกัน หลวงจบฯ ก็เรียกอาหมัดมาคุยว่า ให้เลิกซะ บอกว่ามันบาปหนัก ยื่นคำขาดว่า “ถ้ากูบอกมึง แล้วไม่เชื่อ มึวกับกูก็เลิกกัน ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกน้องกันอีก” อาหมัดก็เลิกเชือดวัวขายจริง ๆ ตามคำของหลวงจบฯ เพราะกลัวบาป

    เปิดดูไฟล์ 4320295

    อ้างอิงข้อมูลจาก - http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2009/06/Y7946772/Y7946772.html


    เรียบเรียงโดย

    ปิยะนัย เกตุทอง : สำนักข่าวทีนิวส์
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    ถาม....เมื่อมีอาการเจ็บปวด หรือป่วยด้วยโรคภัยภายในร่างกาย สมาธิจะช่วยได้หรือไม่ ?

    ตอบ.....ช่วยได้มาก

    เอาแค่เรื่องเจ็บก่อน ทำไมเราถึงเจ็บ เราเจ็บเราปวดเพราะเหตุว่า ใจเรามันไปสัมผัส ไปรับอาการที่เป็นอยู่ เช่นว่า มีบาดแผลหรือมีอะไร มันเจ็บอยู่แล้ว ใจเราก็ไปอยู่ตรงนั้น มันจึงเจ็บ เพราะฉะนั้น
    วิธีที่จะแก้ไม่ให้เจ็บ ใจนั้นไปเจ็บนะ ไม่ใช่ตัวเนื้อเจ็บ ประสาทเส้นนี้เข้าไปสู่ใจ เวทนาอันเป็นธรรมชาติหนึ่งของใจเป็นตัวเจ็บ ที่เราเรียกเวทนามันไปเจ็บ ใจมันไปเจ็บ ไปรับความเจ็บตรงนั้น รับรู้ตรงนั้น ทีนี้วิธีไม่ให้เจ็บ ก็ให้เอาใจไปไว้ตรงศูนย์กลางกายเสีย ก็ไม่เจ็บ เช่นว่าเรากำลังจะถูกผ่าตัดหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือมีอะไรที่มันเจ็บๆ ท่านลองทำสมาธิให้ลึก ไม่สนใจที่ตรงจุดนั้น บริกรรมภาวนาสัมมาอรหังๆ กลางของกลางศูนย์กลาง นิ่งสนิท ความเจ็บจะหายหมด
    แม้แต่นั่งสมาธิ บางคนแหมเมื่อยจังเลย มันปวดแข้งปวดขา เหตุเพราะว่าใจเรามันไปรับรู้อยู่ตามแข้งตามขานั่นเอง แต่ถ้าว่าใจเรารวมหยุดแน่วแน่ นิ่งอยู่ที่ศูนย์กลาง ไม่รับอารมณ์นั้นแล้วก็ไม่เจ็บ ยิ่งถ้าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้วนะ ดับหยาบไปหาละเอียด ทำความรู้สึกเป็นกายมนุษย์ละเอียด แล้วจะไม่เจ็บเลย ถ้าถึงกายทิพย์ ยิ่งไม่เจ็บ เงียบจ้อยเลย สบายอย่างเดียว แต่มันไปเจ็บตอนที่ออกจากสมาธิ ถ้าคนที่ไม่เคยปฏิบัติจะรู้สึกเมื่อยเพราะยังไม่เคยชิน และใจยังไม่รวม เพราะฉะนั้นสมาธินี้ช่วยได้ แก้ความเจ็บได้ จึงขอเจริญพรว่า จงใช้สมาธิเลยทีเดียว พระอริยเจ้าชั้นสูงที่ท่านมีสมาธิดีอยู่แล้วนั้น เวลามีอะไรเกิดขึ้น ท่านข่มเวทนา คือ ข่มความเจ็บปวดด้วยสมาธิหรือสมถภาวนา อันนี้จงจำไว้
    นอกจากนั้นสมาธิยังช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บได้อีก อันนี้อาตมาจะแถมหน่อยว่า สมาธิจิต ไม่ใช่แต่เพียงช่วยข่มเวทนานะ ยิ่งถ้าเมื่อเจริญถึงขั้นเป็นวิชชาคือความสามารถพิเศษด้วยแล้ว ยังช่วยแก้โรคภัยไข้เจ็บได้มากตามส่วน
    เพราะว่ากลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมเป็นที่ตั้งของธาตุละเอียดของขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ฯลฯ ซึ่งซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ กันเข้าไปข้างใน ส่วนนอกที่สุดเป็นธาตุละเอียดของรูปขันธ์ ที่ขยายส่วนหยาบเป็นดวงกาย แล้วเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นรูปกาย กลางธาตุละเอียดของรูปขันธ์ เป็นนามขันธ์ ๔ ขยายส่วนหยาบออกมาเป็นเห็น-จำ-คิด-รู้ คือใจของเรา เฉพาะธาตุละเอียดของ รูปขันธ์ ซึ่งขยายส่วนหยาบออกมาเป็นดวงกาย ขนาดประมาณเท่าฟองไข่แดงของไข่ไก่ ดวงนั้นแหละประกอบด้วยธาตุละเอียดของธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม และอากาศธาตุ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมส่วนที่เป็นของเหลว ส่วนที่หยาบแข็ง อุณหภูมิลมปราณที่ปรนเปรออยู่ในร่างกาย และช่องว่างภายในร่างกาย ให้อยู่ในสภาวะพอเหมาะ แล้วเจริญเติบโตขึ้นเป็นรูปกาย
    เมื่อฝ่ายนามขันธ์ ๔ คือ “ใจ” ออกไปนอกตัว ไปยึดไปเกาะอารมณ์หรือรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย ณ ภายนอก ถ้าเป็นอนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ ก็จะเกิดกิเลสนิวรณ์ประเภทโทสะ ดลจิตดลใจให้ปฏิบัติตามอำนาจของกิเลสนั้น เช่นประทุษร้ายหรือเข่นฆ่าเขา กรรมชั่วจากปาณาติปาต คือการประทุษร้ายร่างกายหรือชีวิตของผู้อื่นด้วย กิเลสคือโทสะนั้น จะปรากฏ ที่ใจและประทับอยู่ที่ธาตุละเอียดซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมธาตุละเอียดนั้นแหละ กลายเป็นสภาพธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยอำนาจกรรมและกิเลสนั้น ปรุงแต่งออกมาเป็นผลกรรม รอที่จะให้ผลแก่บุคคลหรือสัตว์ที่กระทำความชั่ว แต่ละอย่างๆ รอที่จะให้ผลเชียวแหละ อย่างเรื่อง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนสัตว์ ต่อไปจะได้รับผลเป็นคนขี้โรคอ่อนแอ หรืออายุสั้น เช่น การประสบอุบัติเหตุ ในกรณีที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสัตว์ใหญ่ หรือผู้ที่มีคุณมากอย่างนี้เป็นต้น กรรมนี้ จะให้ผลปรากฏเป็นความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีอายุสั้น
    ทีนี้ ถ้าใจเรามาฝึกให้หยุดให้นิ่งบ่อยๆ ใจก็สะอาดบ่อยๆ ด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญาอันเห็นชอบ เมื่อใจใสสะอาดบ่อยๆ เข้าธาตุธรรมนั้นก็พลอยกลับสะอาด เมื่อธาตุธรรมนั้นสะอาดด้วยกรรมดี ก็จะมีผลช่วยผ่อนคลายหรือบรรเทา ผลกรรมที่หนักให้เป็นเบา จากที่เบาหายไปเลย เหตุนี้ที่วัดปากน้ำ สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่จึงแก้ โรคด้วยวิชชาธรรมกาย แต่มาถึงสมัยลูกศิษย์คนนี้ไม่เก่งเหมือนหลวงพ่อ จึงบอกญาติโยมว่า จงช่วยตัวเองด้วยการทำสมาธิ ให้เอาใจไปหยุดไว้ตรงนั้นเสมอจะช่วยแก้ปัญหา และช่วยแม้แก้โรคในตัวเราเอง ด้วยตัวของเราเองได้มากที่สุด คือปฏิบัติภาวนาเพื่อช่วยชำระธาตุธรรมที่สุด ละเอียดบ่อยๆ เสมอๆ เข้าจะช่วยได้มาก จากหนักเป็นเบา จากเบาก็หายไปเลย นี้คือคุณค่า ของสมาธิที่เอาใจไปตั้งไว้ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมไว้เสมอ
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    13,118
    กระทู้เรื่องเด่น:
    147
    ค่าพลัง:
    +54,951
    21558829_746659105535264_8619134110053593350_n.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - เรียนเชิญ ผู้ปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย
  1. pkomsan
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    189
  2. natthio
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    108
  3. kittikorn
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    248
  4. ไข่หวานน้อย
    ตอบ:
    41
    เปิดดู:
    731
  5. กลอง
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    101
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...