พลังจิต


 

อภิญญา ในสาธารณะ
  วิทยาศาสตร์ทางจิต, เรื่องลึกลับ, 
 อภิญญา, นิพพาน, พุทธศาสนา.
 

 
 

 
ค้นหาเพิ่มเติม
 LOCATION >> >>




 ลิงค์: 4



        ในการถึงสรณะ  ๒  อย่างนั้น   การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะย่อมเศร้า.   
หมองด้วยเหตุทั้งหลายมีความไม่รู้  ความสงสัย  และความรู้ ( ความเข้าใจ)
ผิดเป็นต้นในพระรัตนตรัย         เป็นการถึงสรณะที่ไม่มีความรุ่งเรื่องมาก
ไม่กว้างไกลมาก.   (ส่วน)   การถึงสรณะที่เป็นโลกุตตระไม่มีความเศร้า-
หมอง.
        การถึงสรณะที่เป็นโลกิยะมีการหมดสภาพอยู่  ๒  อย่างคือ  การหมด
สภาพ  (เภโท)  แบบมีโทษ ๑  การหมดสภาพแบบไม่มีโทษ ๑.  ในการ
หมดสภาพทั้งสองนั้น      การหมดสภาพแบบมีโทษย่อมมีด้วยเหตุทั้งหลาย
มีการมอบตนในศาสดาอื่นเป็นต้น        การหมดสภาพแบบนั้นมีผลไม่น่า
ปรารถนา.    การหมดสภาพแบบไม่มีโทษในเพราะการทำกาลกิริยา   การ
หมดสภาพแบบนั้นไม่มีผลเพราะไม่มีวิบาก. แต่การถึงสรณะแบบโลกุตตระ
ไม่มีการหมดสภาพเลย.      จริงอยู่     พระอริยสาวก     (คายแล้วไปเกิด )
แม้ในภพอื่นก็จะไม่ยอมยกย่องคนอื่นว่าเป็นศาสดา  ( แทนพระพุทธเจ้า).
พึงทราบความเศร้าหมอง และการหมดสภาพของการถึงสรณะดังพรรณนา
นาฉะนี้.
                                         

อุบาสก

บทว่า อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ ความว่า ขอพระโคดม ผู้เจริญจงจำ อธิบายว่า จงรู้จักข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก. ก็ในที่นี้เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงตนเป็นอุบาสกจึงควรทราบ ข้อปลีกย่อยนี้ว่า อุบาสกคือใคร ? เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า อุบาสก ?

หน้าที่ 334


อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร ?    มีอาชีพเป็นอย่างไร ?      มีวิบัติเป็น  
อย่างไร  ?   มีสมบัติเป็นอย่างไร  ? 
          ในข้อปลีกย่อยเหล่านั้น  ที่ว่า  อุบาสกคืออะไร ?   ได้แก่ คฤหัสถ์
คนใดคนหนึ่งผู้ถึงไตรสรณะ.     สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ดังนี้ว่า   ดูก่อนมหานาม    เมื่อใดแลอุบาสกถึงพระพุทธเจ้า    พระธรรม
(และ)  พระสงฆ์  ว่าเป็นสรณะ  ดูก่อนมหานาม  บุคคลย่อมเป็นอุบาสก
ด้วยอาการเท่านี้แล.
          ที่ว่า   เพราะเหตุไร   จึงเรียกว่า   อุบาสก  ?      ได้แก่  เพราะเข้า
ไปนั่งใกล้พระรัตนตรัย.  จริงอยู่บุคคลนั้น  ชื่อว่า  อุบาสก  เพราะเข้าไป
นั่งใกล้พระพุทธเจ้า  พระธรรม  ( และ )  พระสงฆ์.
          ที่ว่า  อุบาสกนั้นมีศีลเป็นอย่างไร  ?      ได้แก่  เจตนาเป็นเครื่อง
งดเว้น ๕ อย่าง.   สมจริงดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า   ดูก่อนมหานาม
เมื่อใดแล    อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาท    จากอทินนาทาน    จาก
กาเมสุมิจฉาจาร    จากมุสาวาท    ( และ )     จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความ
ประมาท    คือน้ำเมา   อันได้แก่สุราและเมรัย   ดูก่อนมหานาม   อุบาสก
ย่อมเป็นผู้มีศีลด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
           ที่ว่า   มีอาชีพเป็นอย่างไร ?  ได้แก่ การละการค้าขายผิด ๕ อย่าง
แล้วเลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม      สมจริงดังพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ดังนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควร
ทำ  ๕ อย่างมีอะไรบ้าง   คือ  การค้าขายศัสตราวุธ ๑   การค้าขายสัตว์  ๑
การค้าขายเนื้อ  ๑   การค้าขายน้ำเมา ๑   การค้าขายยาพิษ ๑    ดูก่อนภิกษุ 
ทั้งหลาย   การค้าขาย ๕ อย่างนี้แล   อุบาสกไม่ควรทำ.

หน้าที่ 335


          ที่ว่า   มีวิบัติเป็นอย่างไร ?    ได้แก่  ความวิบัติแห่งศีลและอาชีวะ   
ของอุบาสกนั้นนั่นแลอันใด  อันนี้เป็นความวิบัติของอุบาสกนั้น.  อีกอย่าง
หนึ่ง      อุบาสกนั้นเป็นคนจัณฑาลและเศร้าหมองด้วยมลทินต่าง ๆ  ด้วย
วิบัติอันใด   แม้วิบัตินั้นก็พึงทราบว่า   เป็นวิบัติของอุบาสกนั้น ๆ.  และ
ความเป็นคนจัณฑาลนั้น        เมื่อว่าโดยความหมาย      ก็ได้แก่ธรรม ๕
ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น.     เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าตรัส
ไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างย่อมเป็น
อุบาสกจัณฑาล   เป็นอุบาสกมีมลทิน    เป็นอุบาสกมีความเศร้าหมองและ
เป็นอุบาสกต่ำช้า.   ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง  (คือ)  เป็นผู้ไม่มีศรัทธา
(ในพระรัตนตรัย) ๑    เป็นคนทุศีล ๑    เป็นคนถือมงคลตื่นข่าว    คือ
เชื่อมงคล    ( ฤกษ์,   ยาม )     ไม่เชื่อกรรม  ๑    แสวงหาทักขิไณยบุคคล
นอกจากศาสนานี้    (พุทธศาสนา ) ๑   บำเพ็ญกุศลในศาสนานั้น ๑.
         ที่ว่า    มีสมบัติเป็นอย่างไร ?     ได้แก่  ความถึงพร้อมด้วยศีลและ
ความถึงพร้อมด้วยอาชีวะของอุบาสกนั้นชื่อว่า  สมบัติ.     อนึ่ง  ธรรม  ๕
ประการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นต้นของอุบาสกนั้นเหล่าใด      ธรรม
๕  ประการเหล่านั้นชื่อว่า  สมบัติ.    เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  อย่างย่อมเป็นอุบาสก
แก้ว  เป็นอุบาสกดอกปทุม  และเป็นอุบาสกดอกบุณฑริก.  ธรรม ๕ อย่าง
มีอะไรบ้าง   ( คือ )  เป็นผู้มีศรัทธา  ( ในพระรัตนตรัย ) ๑  เป็นผู้มีศีล ๑
เป็นคนไม่ถือมงคลตื่นข่าว   คือ เชื่อกรรม   ไม่เชื่อมงคล  ๑   ไม่แสวงหา
ทักขิไณยบุคคลนอกพุทธศาสนานี้  ๑  บำเพ็ญกุศลในพุทธศาสนานี้ ๑.

หน้าที่ 336


                             

ความหมายของ "อัคคะ" ศัพท์

อัคคะ ศัพท์นี้ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ ย่อมใช้ในอรรถว่า เบื้องต้น (อาทิ) เบื้องปลาย (โกฏิ) ส่วน (โกฏฺ€าส) และประเสริฐที่สุด (เสฏฺ€) ก็อัคคะ ศัพท์ใช้ในอรรถว่า - เบื้องต้น ( เช่น ) ในประโยคเป็นต้นว่า แน่ะนายประตูเพื่อนรัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าขอปิดประตูสำหรับพวกนิครนถ์. - เบื้องปลาย ( เช่น ) ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลพึงลูบคลำ ยอดอ้อย ยอดไผ่ ด้วยปลายนิ้วมือนั้นแล. - ส่วน (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตอนุญาตให้แบ่งจากส่วนสิ่งของที่มีรสเปรี้ยว ที่มีรสหวาน หรือ ส่วนสิ่งของที่มีรสขมตามส่วนวิหารหรือตามส่วนบริเวณ. - ประเสริฐที่สุด (เช่น) ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจำนวนเท่าใดที่ไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ พระตถาคต บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุดของสัตว์เหล่านั้น. - แต่ในที่นี้ อัคคะ ศัพท์นี้พึงเห็นว่า ลงในอรรถว่า เบื้องต้น. เพราะฉะนั้น ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ พึงเห็นความหมายอย่างนี้ว่า เริ่ม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. - บทว่า อชฺชตํ ได้แก่ อชฺชภาวํ (แปลว่า ความในวันนี้). บาลีว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ท อักษร (เป็นอาคม) ทำหน้าที่เชื่อม บท ( ระหว่าง อชฺช กับ อคฺเค ). แปลว่า เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้. - บทว่า ปาณุเปตํ แปลว่า เข้าถึงด้วยชีวิต. อธิบายว่า ขอพระโคดม

หน้าที่ 337



   





แนะนำลิงค์ เว็ปมาใหม่ เว็ปมาแรง เว็ปที่แนะนำ คำค้นหา TOP 10 แผนฝัง