ผลที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนมาจาก “กรรม” ทั้งสิ้น

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 26 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    อโหสิกรรม
    โดย ท.เลียงพิบูลย์

    จากหนังสือกฎแห่งกรรม
    ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒


    คืนหนึ่งในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๑ ข้าพเจ้ากำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องหนังสือ ในยามเงียบสงัดปราศจากเสียงรบกวนทำให้อารมณ์สงบ เด็กเข้ามาบอกว่า มีผู้ต้องการพูดด้วยทางโทรศัพท์ ข้าพเจ้าก็ต้องรีบวางงานออกจากห้องไปรับโทรศัพท์ กล่าวขอโทษที่มารับโทรศัพท์ช้าไป เพราะห้องที่ทำงานกับโทรศัพท์อยู่คนละแห่ง

    เมื่อท่านผู้นั้นได้ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นผู้พูด ก็แสดงความดีใจและกล่าวคำขอโทษที่รบกวนในยามค่ำคืนดึกดื่นเช่นนี้ บอกชื่อและที่อยู่ให้ทราบ แล้วท่านก็เริ่มระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัวออกมา ทั้งโกรธแค้นเจ็บใจที่อัดไว้แน่นออกมาในเสียงทางโทรศัพท์ ข้าพเจ้าก็นิ่งฟังด้วยจิตสงบ ให้ความสนใจและเห็นใจ

    เราพูดกันอยู่คนละฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเราไม่เห็นตัว ทำให้นึกเดากิริยาท่าทางของผู้พูด ซึ่งพูดออกมาเสียงขุ่นๆ ตอนหนึ่งว่า

    “คุณเขียนแต่เรื่องพบคนดี ทำไมไม่เขียนเรื่องพบคนชั่วบ้าง คิดว่าคุณไม่เคยพบคนชั่ว คุณเป็นคนโชคดีพบแต่คนดี แต่ผมโชคร้าย หนีไม่พ้นคนชั่ว มันน่าเจ็บใจเหลือเกิน มนุษย์สมัยนี้บางคนมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจมันโสมมยิ่งกว่าสัตว์ที่น่ารังเกียจ เพราะหาความแน่นอนไม่ได้ มีแต่ความสับปรับ แม้แต่ภายนอกมันจะแสดงตัวเป็นสุภาพบุรุษ กิริยาอ่อนน้อม และนั่งรถยนต์ราคาแพง แต่มันก็แฝงความชั่วไว้ภายใน ห่อหุ้มฉาบหน้าแสดงท่าเป็นสุภาพบุรุษไว้ภายนอก ผมได้พบมนุษย์ชนิดนี้มาแล้ว”

    แต่แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังกว่าปกติคล้ายอารมณ์เสียว่า “นี่คุณฟังอยู่หรือเปล่า”

    ข้าพเจ้าสะดุ้งแล้วรีบตอบ “ผมกำลังฟังอยู่ด้วยความสนใจทุกคำ ทุกประโยค โปรดพูดต่อไปเถิดครับ ผมคอยฟังอยู่แล้ว”

    เสียงหัวเราะในทางโทรศัพท์ว่า “ขอบคุณที่ได้สนใจฟังอย่างสงบ เผลอไปคิดว่าคุณไม่ได้ฟัง ขอโทษด้วย นึกว่าปล่อยให้ผมพูดอยู่คนเดียว เหตุที่ผมต้องโทรศัพท์มารบกวนในยามค่ำคืนนี้ ก็เพราะเหตุที่คุณเป็นผู้เขียนเรื่อง “พบคนดี" ในชุดกฎแห่งกรรม เมื่อได้อ่านแล้วทำให้จิตใจสบายซาบซึ้งถึงคุณธรรมสูงของท่านที่ประกอบกรรมทำดี เป็นผู้เสียสละมิได้เห็นแก่ตัว แม้จะเป็นคนในประเทศหรือนอกประเทศ รู้สึกมีชีวิตที่ราบรื่น โลกนี้น่าอยู่มีแต่ความสดชื่นสวยงาม อบอวลไปด้วยกลิ่นของคุณธรรมสูง ชื่อเสียงบริสุทธิ์เหมือนดอกไม้ที่สวยสดงดงามและกลิ่นหอม เป็นที่เคารพนับถือของคนที่รู้จักทั่วไป ผู้ใดประสบการณ์เข้าไปอยู่ในหมู่คนดีมีศีลธรรม ก็นับว่าเป็นโชคดีที่สุดในโลก มีความอบอุ่นด้วยคุณธรรม”

    ผู้พูดหยุดระยะหนึ่งแล้ว พูดต่อไปว่า “ผมอยากทราบว่า ถ้าคุณพบคนชั่วที่แฝงอยู่ในร่างมนุษย์ คุณจะทำอย่างไร จะหาทางสั่งสอนมันด้วยเลือดให้สมกับความชั่วของมันไหม คุณจะเขียนเรื่องพบคนชั่วไหม”

    ได้ฟังผู้พูดระบายความรู้สึกออกมาตามอารมณ์แล้ว ข้าพเจ้าก็หัวเราะพูดปลอบใจว่า “คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ในโลก หนีไม่พ้นที่จะต้องพบทั้งคนดีและคนชั่ว ผิดแต่ว่าเมื่อเราจะชักจูงให้การเห็นผิดเป็นชอบกลับมาเป็นผู้ที่เกิดมีศีลธรรม เห็นว่าตนหลงมัวเมากลับจิตใจได้หรือไม่ ถ้าไม่สามารถช่วยให้กลับตัวได้ เพราะสันดานชั่วติดแน่น เราก็แผ่ความสงสารให้มาก แล้วก็ทำจิตใจให้อยู่ใน “อุเบกขา” เพราะรู้ว่าเขาจะต้องรับเคราะห์กรรม ที่เขาก่อขึ้นตามสนองอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว

    มีตัวอย่างมากมายที่ผู้ก่อกรรมชั่วขึ้นเอง เป็นต้นเหตุให้เคราะห์กรรมติดตามให้ผลภายหลัง ผมจึงไม่สมัครใจจะเขียนเรื่อง “พบคนชั่ว” เพราะยุคนี้มีผู้ทำชั่วกันมาก สำหรับผู้สร้างกรรมดีนั้นหาได้น้อยมาก เหมือนเพชรเป็นสิ่งที่หายากจึงมีค่าสูง สำหรับศึกษาเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องส่งเสริมคนสร้างกรรมดี เพราะจะทำให้ผู้เขียนและผู้อ่าน ผู้ฟัง มีจิตใจเบิกบานอิ่มเอิบสดชื่น ส่วนเรื่องคนชั่วนั้น อยู่ที่ไหนก็ทำให้คนดีเดือดร้อน และชื่อเสียงเหม็นที่นั่น เป็นที่รังเกียจของคนดีทั่วไป เมื่อฟังแล้วก็มีแต่ความเศร้า จิตใจหดหู่ มีแต่เรื่องฆ่า เรื่องปล้น เรื่องยิง เรื่องฟันกันตาย เรื่องหักหลังล้างแค้น ทำลายพระพุทธรูป เห็นจะไม่มียุคใดสมัยใดที่มนุษย์ชั่วจิตเหี้ยมโหดใจทมิฬ ตัดเศียรพระพุทธรูป มีข่าวประจำ ทำลายจิตใจชาวพุทธส่วนรวมทั้งประเทศ พากันสลดใจเศร้าหมอง กรรมหนักก็จะติดตามสนองมนุษย์ชั่วชาติในบั้นปลายของชีวิต

    ทุกวันนี้มนุษย์ได้ประพฤติตนผิดศีล ๕ ข้อ ของพระพุทธศาสนา จึงเกิดฆ่าฟันทำลายชีวิต เพื่อล้างแค้นในการผิดลูกผิดเมียเป็นข่าวที่น่าเศร้าสลดใจ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่อยากเขียนเพราะเป็นดาบสองคม แทนที่จะเป็นตัวอย่าง กลับเอาแบบอย่างความชั่วไปใช้กันง่ายขึ้น

    อย่าเข้าใจว่าผมพบแต่คนดี ไม่เคยพบคนชั่ว หากแต่พบคนชั่วน้อยเพราะผมไม่สนใจ เมื่อเราได้พบก็นึกว่าเป็นธรรมดา เพราะเราเป็นมนุษย์ปุถุชนยังวนเวียนอยู่ในโลก

    แม้แต่พระอริยเจ้าหรือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เลิศด้วยบารมี ทรงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแสวงหาสัจธรรม หวังจะช่วยให้สัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ให้พ้นจากความมัวเมาหลงเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น ก่อนที่พระองค์จะทรงบรรลุเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ต้องผจญมารใจชั่ว มุ่งหวังทำลายมิให้พระองค์สำเร็จพระบรมโพธิญาณ ไม่ยอมให้ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ แต่เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนา พระองค์ทรงพบกับคนชั่ว คือพวกเดียรถีย์

    สมัยพุทธกาลมีลัทธิเอาชีวิตและเลือดเนื้อบูชายัญ ตรงกันข้ามศีลธรรมของพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้วพวกเดียรถีย์ก็อับแสง และเสื่อมจากลาภ ขาดผู้สักการะบูชาลง จึงมีจิตอิจฉาริษยาพยาบาท จึงออกอุบายให้ นางจิญจมาณวิกาแสดงเป็นหญิงมีครรภ์ เที่ยวประกาศตัวว่าตนได้ร่วมและมีครรภ์กับองค์พระศาสดา ท่ามกลางฝูงชนที่มาคอยดับฟังพระองค์แสดงสัจธรรม แต่องค์พระตถาคตมิได้ทรงยินดียินร้าย ด้วยบารมีศีลบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งพระองค์ได้สละเวียงวังสาวสนมนางใน และพระราชอำนาจออกแสวงหาสัจธรรม ได้ดับกิเลสตัณหาที่เป็นต้นเหตุแห่งกรรม จนบรรลุสัจธรรมเพื่อทรงสอนประชาชนให้พ้นทุกข์ ผลแห่งบารมีเกิดบันดาลให้คนชั่วคิดร้ายใส่ความในพระองค์ต้องรับกรรมชั่วที่เกิดขึ้นตามสนอง นางจิญจมาณวิกาก็ถูกแผ่นดินสูบเป็นกรรมตามสนอง

    นี่ก็เห็นว่า ผู้ได้ประกอบกรรมชั่ว กรรมนั้นจะต้องตามสนองไม่ช้าก็เร็ว ฉะนั้น พระศาสดาจึงสอนเราอย่าประมาทให้เรามีสติ รู้ตัวก่อน หากว่าความโกรธกำลังจะเกิดขึ้น มีเวลายับยั้ง มีปัญญาพอจะรู้ได้ว่าความโกรธเป็นภัยที่ร้ายแรงแก่ผู้โกรธเอง ยิ่งโกรธมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นโทษเป็นภัยมากเท่านั้น โดยโทษภัยนั้นจะติดตามมาภายหลัง เรามีสติพอ มีเวลาสามารถที่จะดับความโกรธลงได้ก่อนที่จะถึงจุดบ้าร้อนแรงเดือดพลุ่งขึ้นมา พอที่เผาผลาญอนาคตและชีวิตของตนเองได้”
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    (ต่อ)
    เสียงหัวเราะมาทางโทรศัพท์และพูดว่า “ขอบใจที่ได้อธิบายอย่างยืดยาว เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก คุณเคยปฏิบัติได้ผลมาหรือยัง และคุณได้หลักธรรมนี้มาจากไหน”

    ข้าพเจ้าฟังแล้ว รู้สึกว่าท่านผู้นั้นค่อยมีอารมณ์ดีขึ้นมาก จึงบอกไปว่า “เรื่องเหล่านี้ผมได้ฟังมาจากพระภิกษุผู้ทรงความรู้และอาจารย์ต่างๆ ได้พูดทางกระจายเสียง มีทั้งเช้า เย็น กลางคืน และโทรทัศน์ และค้นคว้าตำรับตำราต่างๆ ที่ท่านผู้ทรงคุณเป็นปราชญ์ได้เขียนขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติ ที่ผมสนใจก็เพราะทุกวันนี้คนเราห่างไกลจากหลักธรรมะทางศาสนา ขาดศีลธรรม ขาดสติมีความประมาทเห็นแก่ตัว เบียดเบียนผู้อื่น คอยทำลายผู้อื่นเพื่อความสุขแก่ตัวเองและพวกพ้อง ไม่สนใจผู้อื่นจะได้รับความเดือดร้อน

    ฉะนั้น มนุษย์ในยุคนี้จึงมีอารมณ์โกรธง่าย โมโหร้ายพยาบาทอาฆาต ความแค้น จองเวร สาเหตุเพียงเล็กน้อยก็ฆ่ากันตาย เหมือนทำลายตัวเองและชีวิตในครอบครัว เป็นข่าวมากจนชินเป็นของธรรมดา เป็นคดีมากมาย เป็นเรื่องเศร้าใจ ครอบครัวใดมีคนชั่วปนอยู่ด้วยนับว่ามีทุกข์หนักเป็นเวรกรรม หากคนเรามีหลักศาสนธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์เย็น โกรธยาก โมโหยาก จะทำอะไรก็ใช้สติไตร่ตรองตัดสินใจก่อนทำ จึงมีคุณประโยชน์ มีโทษน้อยเพราะคิดหน้าคิดหลังดีแล้ว ทำสิ่งที่อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เข้ากับตัวเอง

    เมื่อผิดก็ยอมรับผิดด้วยหน้าชื่นตาบาน ถือเอาความผิดเป็นบทเรียน แก้ไขให้ดี ประพฤติให้ถูกศีลธรรม ไม่มีความลับทั้งภายในภายนอก จิตใจก็สบาย ชาติไทยจะมีพลเมืองอยู่กันด้วยความสงบสุขเหมือนครั้งปู่ย่า ตายายเพราะต่างก็มีศีลธรรมอยู่ในขอบเขต แม้บ้านเมืองยังไม่เจริญไม่มีเครื่องใช้บำรุงบำเรอความสะดวกสบายภายนอก ตึกรามสูงใหญ่สวยงามยังไม่ค่อยมี แต่คนสมัยนั้นก็มีความสงบสบายทางจิตใจ เพราะไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย ใจคอไม่โหดร้ายเหมือนทุกวันนี้

    ก็เปรียบเทียบให้เห็น ระหว่างผู้ที่มีหลักธรรมปฏิบัติกับผู้ปฏิบัติไปตามอารมณ์ไม่มีขอบเขต ในปัจจุบันจะพบเห็นสิ่งแตกต่างกันมาก ทุกคนเกิดมาจะต้องพบกับมนุษย์ทุกชนิดไม่ว่าดีหรือชั่ว เพื่อความไม่ประมาทเราก็เตรียมจิตใจหาหลักธรรมคอยแก้ไข เอาความดีชนะความชั่ว ให้อภัย อโหสิกรรม ไม่พยาบาทจองเวรจองกรรม ให้เหตุร้ายผ่านไปโดยไม่ยอมรับเอาความทุกข์ไว้ในความรู้สึก ไม่อยู่ใต้อารมณ์ของความโกรธ ความเจ็บแค้น ความพยาบาท”

    เสียงหัวเราะแสดงว่ามีอารมณ์ดีมากมาทางโทรศัพท์ว่า “ผมฟังคุณพูดเสียเพลิน ฟังง่าย เหตุผลงดงามแก่ผู้ปฏิบัติ แต่การปฏิบัติซึ่งเกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชนธรรมดานั้น เห็นจะยากเกินกำลัง เข้าตำราที่ว่า พูดง่ายแต่ทำยากจะไม่มีอะไรแยบคายพอที่จะปฏิบัติให้ง่ายเข้าบ้างไหม”

    ข้าพเจ้าได้ฟังผู้พูดด้วยความสนใจ จึงตอบไปว่า “สำหรับผมนั้นอยากจะเรียนให้ทราบว่า ผมเอาหลักธรรมจากได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ที่มีผู้ยกย่องเคารพนำมาพิจารณาปะติดปะต่อ เพื่อสร้างหลักไว้ใช้ชีวิตครองเรือนในทางโลก เมื่อเรายังอยู่ในสังคมจะได้ปฏิบัติอยู่ในขอบเขตของศีลธรรม ถ้าจะลองนำไปพิจารณาดูว่า จะเกิดผลเพียงใดก็ยังไม่แน่ใจ คือ ได้พิจารณาดูแล้ว จึงอยากแบ่งมนุษย์ในโลกนี้ออกเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นต่ำ

    ชั้นสูง บุคคลที่ควรแก่การเคารพบูชากราบไหว้ ได้แก่ พระอริยเจ้าผู้ทรงศีลธรรมบริสุทธิ์ และองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในทศพิธราชธรรม และผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นผู้มีพระคุณ และผู้สร้างคุณงามความดี เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมทั่วไป ไม่เลือกว่าจะยากจนเข็ญใจหรือมั่งมีเป็นเศรษฐี หากเป็นผู้สร้างคุณความดีย่อมเป็นที่ยกย่องขึ้นเคารพบูชาความดี

    ชั้นกลาง คือ ตัวของเราเอง ทุกคนคงจะเข้าใจตัวเองดีว่าเราเกลียดความทุกข์ ชอบความสุขความสบายด้วยกัน และเกลียดความชั่ว รักความดี กลัวบาปและชอบบุญ รู้สึกเช่นเดียวกันเพียงแต่เราจะปฏิบัติอย่างไรจึงหลีกทุกข์ หลีกชั่วกลัวบาปไปได้เท่านั้น ก็เห็นหลักธรรมของพระศาสนาเท่านั้นที่จะแก้ได้ เราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ก็ควรสร้างแต่กรรมดีในทางบุญกุศลทำให้จิตใจสงบ เมื่อเวลาตายก็ขอให้ตายอยู่ในความดี เพราะวันหนึ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือวันตาย เพียงแต่เราไม่รู้ว่าวันใดเท่านั้น

    คราวนี้มาพูดถึง คนชั้นต่ำ ผมไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ที่ยากจนเข็ญใจ หมายถึง มนุษย์ที่ใจต่ำ แม้จะมั่งมีเป็นผู้สูงด้วยอำนาจและทรัพย์ แต่จิตใจโหดร้ายขาดศีลธรรม ก็ยกมาในพวกชั้นต่ำ เห็นจะไม่ต้องจาระไนถึงความชั่ว เพราะส่วนมากก็รู้กันแล้วว่าคนชั่วมีข่าวประจำ

    ฉะนั้น เราเพียงแต่มนุษย์ปุถุชน หนีไม่พ้นที่จะต้องพบบุคคลทั้งสามชั้น เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่ประเทศชาติและโลกยังต้องพบกับประเทศชาติที่มีคนชั่วเป็นผู้นำ และที่มีคนดีเป็นผู้นำ

    ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่มืดมัว เพราะคนชั่วกำลังก่อความยุ่งยากเหมือนศีลธรรมไม่มีความยุติธรรม คนชั่วเมาอำนาจ หลงตัวเองใช้กำลัง และใช้อำนาจเหนือกว่าเข้าข่มเหงกดชี่ชาติที่มีกำลังน้อยที่รักอิสระเสรี กดให้ตกเป็นทาสตลอดไป ไม่มีวันเห็นแสงของความเป็นอิสระเสรี มิได้หวั่นเกรง ชาวโลกพากันเคียดแค้นชิงชังสาปแช่งในการทำทารุณกรรมของพวกอธรรม ไม่มียุคใดสมัยใดเท่า ป่าเถื่อนชั่วร้ายยิ่งกว่าโลกยังไม่เจริญ อยากจะทำสิ่งใดก็ไม่สนใจว่าจะผิดหรือถูก หรือถืออำนาจเป็นธรรม ความกตัญญูกตเวทีหาได้ยาก นี่ก็ชี้ให้เห็นแม้แต่โลกก็ต้องพบกับชาติที่ชั่วร้ายที่ก่อกวนความสงบสุขของชาวโลก

    ชาติมหาอำนาจ ซึ่งมีกำลัง ซึ่งรักอิสระเสรี รักความเป็นธรรม ทนเห็นโลก และศีลธรรมจะถูกทำลายเพราะคนชั่วอยู่ไม่ไหว ต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อเข้าขัดขวาง ต้องใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองมากมาย แม้แต่ชีวิตทหารก็ต้องสูญเสียไปไม่น้อย เพื่อป้องกันอิสรภาพ และผดุงความเป็นธรรมของโลกไว้ และช่วยเหลือชาติเล็กที่ไม่มีกำลังพอจะป้องกันให้พ้นภัยจากพวกคนชั่วมัวเมาอำนาจ ป้องกันพลเมืองของโลกไม่ให้ถูกมนุษย์กระหายเลือดฆ่าฟันอย่างทารุณ เพื่อรักษาสันติภาพให้ยืนยงคงอยู่

    แม้การเสียสละเช่นนั้นก็ยังมีผู้นำบางชาติ หาบุญคุณไม่ได้ หาทางตำหนิติเตียนอย่างไร้สติ หาเหตุผลไม่ได้ บางชาติยังรุกรานเพื่อนบ้านให้แตกสามัคคี มิได้นึกถึงว่าเวลาควรร่วมสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียว ช่วยกันต่อต้านทำลายพวกอธรรมชาติชั่วให้สิ้นซากเพื่อความสันติของโลก กลับเห็นแก่ได้ เกิดประมาท คิดแล้วเป็นเรื่องเศร้า ความโลภของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด พวกหลงตัวลืมตายไม่ได้คิดถึงว่าภัยที่ร้ายแรงจะกลับสนองตัวในวันหนึ่งข้างหน้า แม้มนุษย์ชั่วร้ายหรือชาติชั่ว ทางกฎหมายของโลกไม่สามารถจะเอาตัวลงโทษได้ เพราะถือว่ามีกำลังอำนาจ เฉลียวฉลาดในทางคดโกงหลบหลีกไปได้ก็ดี แต่ก็หนีความตายไม่พ้น เมื่อดับจากโลกนี้ก็ต้องไปรับใช้กรรมในโลกหน้า หรืออบายภูมิเพราะได้สร้างกรรมหนักไว้แก่โลก ที่สุดธรรมย่อมชนะอธรรม ความดีย่อมชนะความชั่ว”

    แต่แล้วเสียงทางโทรศัพท์ก็พูดสวนขึ้นว่า “ขอบคุณมากที่ได้กรุณาเล่าเหตุผลยืดยาวให้ฟัง แต่รู้สึกไม่ค่อยตรงกับเรื่องของผม ซึ่งมนุษย์ใจชั่วมันทำให้ผมโกรธจนจะเป็นบ้า ยังเป็นบุญที่ผมยังไม่ขาดสติ ถ้าเป็นเมื่อก่อนแล้วมันก็ต้องล้างกันด้วยเลือด ผมเป็นคนรักความเที่ยงตรงยุติธรรมแต่ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกเหยียบย่ำเกียรติ”
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    (ต่อ)
    ข้าพเจ้าฟังมานานแล้ว ก็ยังไม่รู้เรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านผู้นั้น แล้วเสียงทางโทรศัพท์บอกว่า “โอจริง ผมลืมต้องขอโทษที่ยังไม่ได้เล่าเรื่องสาเหตุให้คุณฟังเลย คุยกันเป็นนานจนเพลิน ตั้งใจจะเล่าแต่แรกแล้วลืมไป อารมณ์มันขุ่นมัวตลอดทั้งวัน เจ็บใจไม่หาย”

    แล้วท่านผู้นั้นก็เล่าเรื่องต้นเหตุเกิดขึ้นให้ข้าพเจ้าฟังตลอดและละเอียด เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาดูแล้วก็เห็นใจ ไม่นึกว่ายังมีมนุษย์นิสัยชั่วร้ายเช่นนี้แฝงอยู่ในร่างสุภาพบุรุษ แต่ข้าพเจ้าตั้งใจจะเขียนแต่เรื่องผู้สร้างความดี หรือคนชั่วที่รู้ตัวกลับใจเป็นคนดี การที่เอาความชั่วของผู้อื่นที่ยังไม่ยอมทิ้งนิสัยชั่ว เพราะลืมตัวหลงมัวเมาชั่วติดในสันดานแก้ไม่หายมาเขียนนั้น ย่อมไม่ควรอย่างยิ่ง ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอให้เรื่องพบคนชั่วผ่านไป แต่แล้วท่านผู้นั้นพูดต่อท้ายหลังจากเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วว่า

    “ความแค้นมันทำให้ผมไม่รู้สึกว่า ผมกำลังคิดจะทำอะไรลงไปบ้าง พอได้สติผมก็รู้ตัว จึงนึกว่าการฆาตกรรมเกิดขึ้นแก่คนในยุคนี้ รู้สึกมันง่ายเหลือเกิน สาเหตุใช่เรื่องอื่น เรื่องความโกรธ ความแค้น ความเจ็บใจทำให้คนเราเป็นบ้า เสียสติไปพักหนึ่ง เวลานั้นไม่รู้ถูกรู้ผิดไม่นึกถึงศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมือง ขาดสติลืมตัว เพราะความโกรธ ความเสียใจจนสุดขีด ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง

    คนโบราณว่า เวลาโกรธแล้วเห็นช้างเท่าหมู สามารถฆ่าคนตายด้วยอำนาจโทสะ พอได้สติรู้ตัวก็นึกได้ว่าถ้าเราฆ่าเขา เหตุการณ์อะไรมันจะเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว ทางโลกก็ยังเป็นคดีอาญากรรมของแผ่นดิน ทางธรรมก่อเวรก่อกรรมจะติดตามสนองไม่สิ้นสุด เมื่อคิดแล้วทำให้ผมมีธรรมเกิดแทรกเข้าไปรู้สึกทางจิตใจ ถึงเช่นนั้นก็แทบจะทนไม่ไหว ผมเพียงแต่ระงับลงได้พักหนึ่ง และก็ไม่แน่ใจว่าจะระงับใจได้นานเพียงไร แต่แล้วก็หวนมาคิดเจ็บใจอีก ฉะนั้น ผมจึงโทรศัพท์มาหาคุณเพื่อจะถามปัญหาว่า หากคุณได้พบมนุษย์ที่มีใจเป็นสัตว์นรกแล้ว คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร คำตอบของคุณบางทีอาจจะทำให้ผมคลายอารมณ์แค้นเจ็บใจลงได้บ้าง มิฉะนั้น มันก็ยังคุกรุ่นอยู่ภายในใจยังดับไม่ลง”

    ข้าพเจ้าฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจ แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอย่างไร เพื่อให้ท่านผู้นี้คลายความเจ็บแค้นลงบ้าง ก็นึกได้ว่าข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากเรือนจำภาคเหนือ มีท่านผู้หนึ่งได้เขียนระบายถึงความรู้สึกให้ข้าพเจ้าฟัง คิดว่าเป็นเรื่องที่มีคติดี จึงพูดกรอกไปทางโทรศัพท์ว่า

    “ผมมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คอยฟังผมแล้วคิดดู บางทีเรื่องนี้จะให้สติบ้าง จดหมายฉบับนี้มาจากเรือนจำภาคเหนือ ในจดหมายตอนหนึ่งมีใจความว่า ผมถูกข้อหาว่าฆ่าคนตายหรือจ้างหรือวาน ผมต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ผมเป็นคนสุจริตบริสุทธิ์ไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาเลย

    ฉะนั้น ทำให้ผมโกรธแค้นมากฝังอยู่ในจิตใจ คิดว่าไม่มีโอกาสก็แล้วไป เมื่อใดได้มีโอกาสแล้วก็จะขอล้างแค้นให้สมใจ ในใจมิได้คิดอย่างอื่น มีแต่วางแผนจะคอยทำลายด้วยความอาฆาตพยาบาทคอยจองเวรมนุษย์ที่สร้างความเจ็บแค้นให้ผม จะไม่ยอมให้มันมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน จิตใจหาความสงบไม่ได้ คิดอยู่ตลอดเวลาต้องหาโอกาสล้างแค้นให้ได้สมใจ ความโกรธเกือบจะเดือดเป็นบ้า คิดว่าถ้าได้ล้างแค้น แล้วคงจะมีความสบายใจที่หายแค้น ที่สมความตั้งใจแล้ว

    ในเรือนจำมีห้องสมุด เมื่อกลุ้มใจมากขึ้นก็คิดว่าหนังสือคงเป็นเพื่อนที่จะช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดของอารมณ์ลงได้บ้าง ผมจึงได้หยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เมื่อแรกพลิกไปมายังไม่สนใจ แต่เมื่อเริ่มอ่านก็เพิ่มความสนใจมากขึ้น และชื่อเรื่องหนังสือก็แปลก แม้หนังสือเล่มนี้จะหนาและใหญ่ แต่ก็ทำให้ผมสงบความรู้สึกกระวนกระวายลงได้ ผมก็อ่านจบอย่างเพลิดเพลินแล้วก็อยากอ่านทวนอีกจบหนึ่งไม่เบื่อ ความรู้สึกนึกคิดก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทางดี ความโกรธความแค้น ความอาฆาตก็เพลาลงทำให้คิดได้ จึงตั้งปัญหาถามตัวเองว่า

    ถ้าเราผูกพยาบาทอาฆาตเพราะความโกรธ คอยจ้องจะล้างแค้นเมื่อมีโอกาส สมแค้นแล้วจะได้อะไรดีขึ้น นอกจากจะเกิดกรรมติดตามสนองทำให้หมดอิสระ สุดสิ้นชีวิตที่จะรุ่งเรืองในอนาคต เป็นไปตามกฎแห่งกรรมหนีไม่พ้น จะต้องเพิ่มทุกข์หนักยิ่งขึ้นกว่าเวลายังไม่แก้แค้นอีกหลายเท่า ผิดทางโลกและทางธรรม จะเกิดการก่อเวรก่อกรรมกันไม่มีวันสิ้นสุด ไม่สิ้นชาติภพ แล้วเมื่อเรามีสติเกิดปัญญารู้แล้ว ทำไมจะต้องพยาบาทอาฆาตไปล้างแค้น ให้จิตใจตกอยู่ในความทุกข์หนักต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด เรานึกว่าเมื่อล้างแค้นได้สมใจแล้ว เราคงสบายใจเป็นการหลอกตัวเอง เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วคงจะไม่เหมือนอย่างคิด เพราะมือกฎหมายจะต้องเข้ามาจัดการ ชีวิตก็หมดความสุขหมดอิสระ

    การอโหสิกรรมทางเดียวที่ทำให้เราสบายใจหลุดพ้นกรรมชั่วที่ไม่มีเวรกรรมต่อไป คิดได้ก็ตัดใจอโหสิกรรมทันที เพราะเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกรรมอดีตที่เราก่อขึ้นตามสนอง เราอย่าก่อกรรมต่ออีกเลย คิดได้แล้วก็สบายใจ จิตใจปลอดโปร่ง ไม่มีความโกรธแค้นอยู่ในจิตใจอีกเลย มิฉะนั้นมันก็คงกรุ่นอยู่ในใจ มีความรู้สึกพยาบาทอาฆาตอยู่ตลอดเวลาไม่มีความสงบสุขเลย บัดนี้ผมได้รับความสบายใจแทนแล้ว

    การที่ผมเขียนจดหมายมานี้ อยากขอให้คุณช่วยหาหนังสือชุดนี้ให้ผมสักชุดหนึ่ง แม้ราคาเท่าใดผมก็ต้องการ เพื่อไว้บอกแก่ลูกหลานของผมต่อไปภายหน้า จะได้รู้ว่าผมได้กลับใจ ได้จากหนังสือในชุดกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงแจ่มวิชาสอน ผมจึงอยากได้หนังสือชุดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เด็กรุ่นหลัง”

    เมื่อข้าพเจ้าเล่าเรื่องจดหมายให้ฟังแล้ว ท่านผู้ฟังฟังอย่างสนใจ แล้วถามว่า “คุณได้ส่งหนังสือเล่มที่เขาขอมานั้นไปให้หรือเปล่า”

    ข้าพเจ้าตอบว่า “ผมมีหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพหลวงแจ่มวิชาสอน เหลือเล่มเดียว นอกจากนั้นผมแจกไปหมดและที่เหลือเล่มเดียวก็ไม่ได้อยู่กับผม มีผู้ยืมไปอ่าน กลับมาไม่นานก็มีผู้อื่นตามมายืมต่อๆ กัน”

    เสียงบ่นมาอย่างเป็นทุกข์แทนทางโทรศัพท์ “น่าเสียใจที่ผู้นั้นต้องผิดหวัง แล้วคุณจะจัดการอย่างไรต่อไป”

    ข้าพเจ้าตอบว่า “ผมได้ส่งจดหมายฉบับนั้นไปให้คุณนายผิน แจ่มวิชาสอน ที่โรงงานยาสีฟันวิเศษนิยม อำเภอพระโขนง เพราะคิดว่าคงจะมีเหลือบ้าง”

    เสียงทางโทรศัพท์อย่างร้อนรนว่า “แล้วคุณได้หนังสือเล่มที่ว่านั้นหรือเปล่า”

    ข้าพเจ้าได้บอกว่า “ทางคุณนายผินก็แจกหมดเหมือนกัน เพราะมีผู้ขอมามาก”

    ข้าพเจ้ายังพูดไม่จบ ก็ได้ยินเสียงถอนใจทางโทรศัพท์อย่างคนผิดหวังเหมือนจะเกิดขึ้นแก่ตัวท่านผู้นั้นเอง แล้วพูดว่า “น่าสงสารผู้สนใจมาก คงผิดหวัง”

    ข้าพเจ้าพูดว่า “คุณนายผินท่านได้พยายามไปหามาจากหลานของท่านได้มาเล่มหนึ่ง แต่ไม่ค่อยจะเรียบร้อย ปกหนังสือออกจะเปื้อนไปสักหน่อย เห็นจะยืมอ่านกันมาก แล้วส่งมาให้ผมจัดส่งไปให้ผู้ต้องการ”

    เสียงถอนใจอย่างโล่งใจ แล้วพูดว่า “ก็ยังดีที่ยังไม่ผิดหวัง ผมขอแสดงความยินดีด้วย”

    แต่แล้วก็เสียงหายเงียบ ข้าพเจ้าถือหูโทรศัพท์ไว้เพื่อคอยฟังสักครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงแจ่มใสร่าเริง แล้วเสียงแสดงความยินดีเคล้าปนเสียงหัวเราะออกมาว่า

    “ผมคิดได้แล้วผมสบายใจ ผมได้สติ ได้ความคิดว่า การอโหสิกรรมเป็นบุญกุศลอันสูงยิ่งและได้ผลทันตาเห็น สามารถกำจัดความโกรธ ความแค้น ความพยาบาทให้หลุดพ้นไปได้ เป็นการชนะใจตัวเอง เพราะผมได้อโหสิกรรมแล้ว ไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นเหลืออยู่อีกเหมือนปลดของหนักออกจากบ่า ทำให้ตัวเบาสบาย ทำให้จิตใจแจ่มใสมองเห็นแสงสว่างขึ้นมาแล้ว ขอขอบคุณที่รบกวนเวลาของคุณยามดึกดื่นมาก คุณได้ให้ข้อคิดหลักการอโหสิกรรมแก่ผม ทำให้ผมได้สติกลับมาเป็นตัวเอง ไม่เป็นทาสของกิเลส ตัณหา คือความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท เรื่องที่ผมจะให้เขียนพบคนชั่วไม่ต้องเขียนแล้ว คืนนี้ผมคงหลับสบาย ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ผมสบายใจ เพราะปลดความทุกข์ที่หนักอกลงได้แล้ว สวัสดี”

    ข้าพเจ้าถือหูโทรศัพท์งง ไม่ได้พูดอะไรเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าเรื่องจะลงเอยกันง่ายๆ แต่รู้สึกพอใจที่เหตุการณ์เข้าสู่ความเป็นปกติด้วยความดีของหลักธรรม ข้าพเจ้าก็สบายใจด้วยแม้จะดึกเลยเวลานอนมานานแล้วก็ไม่รู้สึกง่วง แม้จะสนทนาต่อไปก็ยังไม่รู้สึกเบื่อ เพราะผลที่สามารถทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากทุกข์ จากความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทลงได้โดยไม่จองเวร เป็นความพอใจเกินค่าที่ได้เสียเวลาเกือบสองชั่วโมง ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยพูดยืดยาวเวลาดึกเช่นนี้มาก่อนเลย แต่ฟังแจ่มใสชัดเจนดีในกลางดึก ข้าพเจ้ารีบพูดแสดงความดีใจก่อนที่ท่านจะวางหูว่า

    “ผมขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณเป็นตัวเองแล้ว ขอให้หลับสบาย สวัสดี”

    ................ เอวัง ................
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    แม้จะเคยเจ็บแค้นแสนสาหัส
    จงขจัดความโกรธแต่ก่อนเก่า
    ทานสิ่งใดไม่ประเสริฐเกิดแก่เรา
    จะเทียบเท่าอภัยทานสราญใจ
    อโหสิกรรมนำใจให้ล้ำเลิศ
    จะบังเกิดกุศลทานกาลยิ่งใหญ่
    เพราะต่างหยุดก่อเวรเว้นทันใด
    โลกสดใสเพราะเมตตามาค้ำจุน


    ท.เลียงพิบูลย์
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    อาจารย์ยอด : บุญบังหน้า [กรรม]...หลวงพ่อทองรับนิมนต์

    อาจารย์ยอด
    Published on Nov 12, 2017
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    กฏแห่งกรรม ฉบับสมบูรณ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย13 เจ้าพ่องูใหญ่

    เสียงธรรม
    Published on Nov 30, 2015

    เสียงอ่านโดย เพ็ญศรี อินทรทัต เรื่องราวกฏแห่งกรรม แต่งโดย ท.เลียงพิบูลย์
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    ท่องทัณฑสถานหญิง
    โดย ท.เลียงพิบูลย์
    หลังจากพวกเราได้เข้าไปในเรือนจำกลางบางขวาง ครั้งที่ ๒ แล้วมีหลายท่านได้บอกว่า อยากจะให้ข้าพเจ้าขออนุญาตท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์เข้าไปท่องทัณฑสถานหญิง ที่ตำบลลาดยาว เพราะมีอะไรหลายอย่างที่น่ารู้ อยากเข้าไปเห็นชีวิตการงานประจำวันของผู้ถูกคุมขังหญิง มีงานอะไรทำบ้างการส่งเสริมปกครองระบบใหม่ คงจะมีอะไรดีขึ้น ผิดแปลกพอจะเป็นความรู้ได้บ้าง และนำมาพิจารณาเพื่อจะได้ประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

    ข้าพเจ้าเห็นความศรัทธาของเพื่อนแล้ว จึงได้ขอร้องให้คุณทัต สิโรรส ซึ่งอดีตเคยเป็นข้าราชการกรมราชทัณฑ์มาก่อน กรุณาช่วยไปเรียนท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขออนุญาตเพื่อเข้าไปท่องทัณฑสถานหญิง

    เมื่อคุณทัต สิโรรส ได้รับช่วยด้วยความเต็มใจ เมื่อไปเรียนขออนุญาตท่านอธิบดีแล้ว มาบอกว่าท่านอธิบดีอนุญาตให้เข้าไปในทัณฑสถานหญิงด้วยความยินดี ทั้งท่านบอกว่าจะนำพาเข้าไปด้วยตนเอง และท่านยังถามว่า พวกเราจะร่วมเดินทางเข้าไปจำนวนเท่าใด ท่านขอทราบจะได้เตรียมจัดอาหารเลี้ยงเวลาเที่ยงให้ถูกต้องตามจำนวน

    ข้าพเจ้าได้ทราบเช่นนั้นก็ไม่สบายใจ เพราะรู้สึกเกรงใจเห็นว่าเป็นการรบกวนท่านมากเกินไป เพียงแต่ท่านอนุญาตก็เป็นพระคุณยิ่งแล้วท่านยังจะสละเวลาเป็นผู้นำ และเลี้ยงอาหารเที่ยงพวกเราอีก ยิ่งรู้สึกเกรงใจที่สุด

    ข้าพเจ้าได้ขอร้องให้คุณทัต สิโรรส กรุณาช่วยไปเรียนท่านอธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ขอให้ท่านงดการเลี้ยงอาหารเที่ยง ทั้งขอท่านอย่าลำบากที่ต้องพาพวกเราเข้าไปด้วยตัวเองเลย ที่สุดพวกเขาก็ตกลงกันแล้วเรียนให้ท่านทราบว่า เราจะเดินทางเข้าไปในเช้าวันที่ ๒๙ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ และเราก็ไม่บอกจำนวนผู้ที่จะร่วมเดินทางเข้าไป เพราะไม่อยากรบกวนให้ท่านเลี้ยงอาหาร

    เช้าวันนั้นพวกเรานัดว่าจะพบกันปากทางที่จะเลี้ยวเข้าไปที่ทัณฑสถานหญิงลาดยาว อำเภอบางเขน เวลา ๙.๓๐ น. เมื่อเราไปถึงตามที่นัดหมายไว้ ก็เห็นสุภาพสตรี ๓ ท่านมาถึงก่อน นั่งรอเราอยู่ในรถเมื่อรถเราไปถึงแล้ว คอยอยู่ครู่หนึ่ง รถคุณประวัติ โชติกำจร ก็ตามมาเป็นคันสุดท้าย เมื่อเรามาครบจำนวนแล้ว นำรถเข้าไปจอดใกล้ด้านหน้าทางเข้าทัณฑสถานหญิง เมื่อลงจากรถเดินเข้าไป เราก็แลเห็นมีข้าราชการหญิงหลายท่านได้ยืนอยู่ที่หน้าทัณฑสถาน

    เราได้พบคุณจันทนา เจริญโต ข้าราชการพลเรือนสามัญูชั้นโท ผู้รักษาการในตำแหน่งผู้ปกครองทัณฑสถานหญิง ทราบว่าท่านผู้นี้ย้ายมาจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกบัญชีและการเงินเรือนจำกลางคลองเปรม มาแทนคุณระเบียบ นนทรักษ์ ผู้ปกครองทัณฑสถานหญิงคนเดิม

    ทั้งได้ทราบว่าทัณฑสถานหญิงแห่งนี้ เพิ่งทำการเปิดใช้เป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ คุณประดิษฐ์ พานิชการ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ท่านเป็นประธานมาทำพิธีเปิด พวกเราเข้ามาถ้านับเดือนก็ครบรอบหนึ่งปีพอดี

    สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นที่คุมขังผู้ต้องขังในคดีคอมมิวนิสต์ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๖ แต่อาคารต่างๆ ภายในบางส่วนได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปบ้าง ทางการได้ซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อย ทางกรมราชทัณฑ์จึงทำการย้ายผู้ต้องขังหญิง เดิมตั้งอยู่ในบริเวณเรือนจำกลางคลองเปรมถนนมหาชัย กรุงเทพมหานครมาไว้ในทัณฑสถานหญิงตำบลลาดยาว อำเภอบางเขนแห่งนี้

    ทัณฑสถานหญิงแห่งนั้นนับว่าก้าวหน้ามาก เพราะเป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังหญิงโดยเฉพาะแห่งแรกในประเทศ โดยใช้เจ้าหน้าที่เป็นหญิงล้วน ทางการตั้งใจจะปรับปรุงแก้ไขผู้ต้องโทษ โดยอบรมจิตใจให้กลับคืนเป็นพลเมืองดี รู้สึกผิดชอบชั่วดี แล้วฝึกวิชาอาชีพเมื่อพ้นโทษจะได้มีความรู้หาเลี้ยงชีพต่อไป

    คุณจันทนา เจริญโต ได้เดินนำเราไปถึงประตูใหญ่ทางเข้า พนักงานก็เปิดประตูใหัพวกเราผ่านเข้าไปสู่แดนที่คุมขังหญิง ที่ทำบาปสร้างความชั่วต้องมาชดใช้หนี้กรรมกว่าจะหมดเวรหมดกรรม สถานที่นี้เหมือนว่าเป็นอีกแดนหนึ่ง ขาดการติดต่อกับโลกภายนอก พวกเราพากันเดินเข้าไปในทัณฑสถานหญิงนั้น มีผู้ร่วมทางจำนวนหญิง ๔ ท่าน ชาย ๖ ท่าน รวม ๑๐ ท่าน ด้วยกัน

    คุณจันทนา เจริญโต ได้บอกข้าพเจ้า ว่า ท่านอธิบดีติดราชการตอนเช้าแต่จะพยายามมาให้เร็ว เมื่อเสร็จพิธีเปิดโรงงานทอผ้าแล้วจะรีบมา ข้าพเจ้าทราบเช่นนั้นก็ไม่สบายใจ เพราะทำให้ท่านอธิบดีห่วงกังวลในการมาของเรา การที่อนุญาตให้ความสะดวกพวกเราเข้ามาก็นับว่าเป็นพระคุณแล้ว ท่านกลับจะมาด้วยตนเองเรารู้สึกว่าไม่สู้สบายใจนัก กำลังนึกถึงท่านอธิบดีกรุณาเรามาก ก็ได้ยินคุณจันทนา พูดต่อไปว่า “ท่านอธิบดีได้สั่งให้จัดอาหารเตรียมเลี้ยงกลางวันไว้ด้วย”

    ข้าพเจ้าหันไปมอง คุณทัต สิโรรส เหมือนจะบอกใบ้ว่าเราไปขอร้องท่านไม่สำเร็จ คุณทัต รู้ดีบอกข้าพเจ้าว่า “ผมได้เรียนท่านแล้วว่าของดการเลี้ยงอาหาร แต่ท่านคงไม่ยอมแน่ เพราะท่านตั้งใจไว้แล้ว”

    เราก็ไม่รู้ว่าจะขอบคุณท่านอย่างใด ให้สมกับที่ท่านได้ให้ความกรุณาต่อพวกเรา

    คุณจันทนา นำเราเดินผ่านถนนกลางเป็นถนนคอนกรีต ซึ่งมองเห็นสองฟากทางเป็นเรือนไม้ ส่วนมากเป็นโรงงาน ทางที่เดินสะอาดเรียบร้อย เป็นถนนคอนกรีตตลอด มีถนนแยกเข้าตามอาคารต่างๆ ข้างๆ ถนนปลูกต้นไม้เป็นระยะ บรรยากาศมองดูสวยงาม สองข้างห่างออกไปมีบ้านหลังเล็กและใหญ่ และมีเป็นเรือนแถวยาวสองชั้น และโรงงานสำหรับผู้ต้องขังฝึกอาชีพ เมื่อมองดูหญิงที่เดินผ่านไปมา ดูไม่ออกว่าเป็นผู้ต้องขังหรือคนธรรมดามาจากภายนอก

    เมื่อเห็นทัณฑสถานแห่งนี้ เราไม่นึกว่าจะเป็นที่คุมขังนักโทษหญิง หากไม่มีกำแพงใหญู่ล้อมรอบทุกด้านเป็นเครื่องหมายแล้ว ก็คิดว่าเป็นเพียงโรงงานหรือโรงเรียนกินนอนมากกว่า

    คุณจันทนา พาพวกเราเดินไปจนสุดถนนทางตรงแล้วเลี้ยวขวาไปที่อาคาร พอใกล้ที่จะมองเห็นเหมือนห้องสมุดหรือห้องประชุม เห็นมีหญิงหลายคนฟังมีผู้ยืนอธิบาย คิดว่าคงจะเป็นที่อบรมผู้ต้องขังทางศีลธรรม คุณจันทนาพาพวกเราเข้ามาในห้องหนึ่งใกล้ห้องกำลังสอนอบรมการปฏิบัติแลเห็นหญิงสาวมารวมกันอยู่หลายคน มองลานตาเพราะแต่งตัวสะอาดเรียบร้อย อายุยังไม่มากนักส่วนมากอยู่ในวัยสาว มีกิริยาท่าทางแช่มช้อย พูดจาท่าทางอ่อนหวาน

    ข้าพเจ้าทักทายปราศัยอย่างงงๆ หากไม่มีผู้แนะนำแล้วก็ไม่นึกว่าสตรีเหล่านี้จะเป็นผู้ต้องขัง คงเข้าใจว่าคนภายนอกเข้ามาเยี่ยมผู้ต้องขังแน่ เมื่อได้รับแนะนำคนโน้น คนนี้ และมาถึงเห็นสตรีหนึ่งแต่งตัวทันสมัยชุดสีเด่นรับกับใบหน้า ผิวพรรณขาวสะอาดผ่องใส มีกิริยาท่าทางเรียบร้อย ยิ้มแย้มเมื่อเวลาพูด ผู้แนะนำให้รู้จักอาจารย์สาวผู้หนึ่ง

    พอได้ยินชื่อข้าพเจ้าก็สะดุ้ง เพราะเคยได้ทราบเรื่องว่าอาจารย์สาวผู้นี้ ได้ยิงศาสดาจารย์ชั้นคณบดีผู้หนึ่งคว่ำหน้าขาดใจตายอยู่ในรถ เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ และข่าวกระจายเสียงทางวิทยุ มีผู้สนใจกันมากทั่วเมืองไทยเพราะผู้ตายและผู้ต้องหามีความรู้สูงด้วยกันทั้งคู่ และยังผ่านการศึกษาต่างประเทศด้วยกัน ข่าวนี้เคยทำให้ผู้เศร้าสลดใจจำนวนไม่น้อย รวมทั้งศิษย์และนักศึกษาทั่วทั้งพระนครและต่างจังหวัด

    และไม่ห่างจากอาจารย์สาวผู้นี้ แล้วยังมีสตรีสาวอีกผู้หนึ่ง ทราบว่าต้องโทษเพราะเอาปืนจ่อหัวสามีแล้วยิงอย่างเผาขน ผู้ถูกยิงล้มกลิ้งตายคาที่ต่อหน้า เมื่อเห็นท่าทางหน้าตาหวานๆ กิริยานิ่มนวลเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน หากอยู่นอกทัณฑสถานแล้วข้าพเจ้าจะไม่ยอมเชื่อเลยว่าสตรีที่เห็นนี้จะเป็นฆาตกรมีจิตใจดุร้ายเหี้ยมโหด ถึงกับก่อคดีอุกฉกรรจ์ไดัถึงเพียงนี้

    ข้าพเจ้าเห็นสิ่งแวดล้อมภายในกำแพงล้อมรอบทัณฑสถานหญิงที่นี้แล้ว รู้สึกเศร้าใจเพราะมองเห็นสตรีเหล่านี้ภายนอกหน้าหวานๆ แทบจะไม่น่าเชื่อเลยภายใต้จิตใจนั้นดุร้ายขนาดหนัก จึงต้องคดีถูกลงโทษจำขัง สตรีผู้ถูกคุมขังเหล่านี้หน้าตาอายุยังน้อย พูดจาสำเนียงไพเราะ แต่ทำไมจิตใจถึงดุร้ายขนาดหนักเช่นนี้

    ในจำนวนนั้นข้าพเจ้าคิดว่าคงจะมีพวกใช้มีดโกนคมๆ ปาดและตัดของลับของสามีหรือคนรักคนแค้น คงจะมีปนอยู่ในจำนวนนี้บ้าง เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ถามหรือสัมภาษณ์ให้ทั่วถึง คิดแล้วเสียวขึ้นมา แล้วก็กลับเห็นใจสงสาร คิดว่าส่วนมากผู้ที่ต้องคุมขังเหล่านี้ ไม่มีสันดานดุร้าย ที่ทำไปเพราะระงับอารมณ์ไม่อยู่ มีความแค้นสุดขีด มิใช่นิสัยซึ่งดุร้ายมาแต่เดิม คงมีอารมณ์เกิดจากความโกรธชั่วแล่นเท่านั้น

    ความหึงหวงเป็นภัยอันร้ายแรงของลูกผู้หญิง ที่โบราณว่า เห็นช้างเท่าหมูเป็นสู้ตาย ทำไปโดยไม่รู้สึกตัวไม่ได้คิดว่าทำไปนี้เป็นการฆ่า อนาคตของตนเองให้สั้นลงเมื่อรู้ตัวก็ทำผิดขนาดหนัก สายเกินที่จะแก้ได้ คดีอุกฉกรรจ์ข้อหาฆ่าคนตายก็เกิดขึ้น ที่สุดก็ต้องมาใช้หนี้กรรมเป็นส่วนมาก ยิ่งคิดแล้วก็เกิดความสังเวชสงสาร ที่สตรีเหล่านี้ต้องมาอยู่ในที่คุมขัง เสียดายวิชาความรู้สูงได้ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ และเสียดายเวลามีค่าต้องผ่านไป ไม่ได้ทำประโยชน์ให้เก่ชาติ ตัวเองก็ถูกตัดความเจริญูมาอยู่อีกโลกหนึ่ง

    เมื่อคิดพิจารณาดูแล้วก็แน่ใจว่ามนุษย์เรา แม้จะรับการศึกษามีความรู้มากมายเพียงใด หากขาดศีลธรรม เกิดอารมณ์รุนแรงระงับใจไม่ได้ วิชาความรู้ศึกษาเรียนมานั้นก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ ต้องมารับใช้หนี้กรรมที่เราได้เห็นในทัณฑสถานแห่งนี้ คิดว่าทุกคนควรจะศึกษาหลักธรรมะไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ดับอารมณ์โกรธแค้นหึงหวง อย่าให้มันเกิดขึ้น มันจะรุนแรงจะกลายเป็นบ้าไปในระยะหนึ่ง และก่ออาชญากรรมโดยเราไมู่ร้ตัวว่าทำอะไรลงไปบ้าง พอรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

    ฉะนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า "ศาสนา" เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ควรต้องศึกษาอย่างน้อยเราก็ควรมีศีล ๕ ไว้เป็นเครื่องป้องกันตัว ดีกว่าเราจะแขวนพระห้อยคอ หากเราโกรธขึ้นมาพระดีราคาแพงๆ ขนาดไหนก็ช่วยเราไม่ได้ จงใช้พระอยู่ในตัวเรา อย่าใช้พระนอกตัว จงบวชใจเราก่อน ไม่มีใครมาช่วยเราได้ ระงับจิตใจของเราให้สงบ แผ่เมตตาให้ความสงสารคนที่เขาทำให้เราโกรธให้มาก เราก็สามารถดับความโกรธลงได้ ความเมตตาสงสารเข้าไปแห่งใด ความโกรธความแค้นความพยาบาทก็หายไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินคุณประวัติ สัมภาษณ์คุณจันทนาว่า

    คุณประวัติ : “เวลานี้ผู้ต้องโทษคุมขังอยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ”

    คุณจันทนา : “เวลานี้มีผู้ต้องโทษคุมขังอยู่ จำนวน ๖๑๓ คนค่ะ”

    คุณประวัติ : “ผู้ถูกคุมขังเหล่านี้ พวกอุกฉกรรจ์นั้นแยกกันไว้หรือเปล่า เคยมีนักโทษสูงสุดจำนวนเท่าไหร่ครับ”

    คุณจันทนา : “นักโทษสถิติสูงสุดประมาณ ๘๐๐ คนส่วนนักโทษอุกฉกรรจ์เราแยกกันต่างหากค่ะ”

    คุณประวัติ : “นักโทษเด็ดขาดอุกฉกรรจ์มีจำนวนเท่าไหร่ครับ”

    คุณจันทนา : “หมายถึงนักโทษฆ่าคนตายหรือคะ”

    คุณประวัติ : “ใช่ครับ พวกที่ดุร้ายเด็ดขาดฆ่าคนตายมีเท่าไหร่ครับ”

    คุณจันทนา : “มีประมาณร้อยหรือร้อยกว่าค่ะ”

    คุณประวัติ : “รวมทั้งอาจารย์สาวด้วยหรือเปล่าครับ”

    คุณจันทนา : “รวมด้วยค่ะ”

    คุณประวัติ : “อาจารย์มีหน้าที่อะไรครับ ช่วยการสอนหนังสือบ้างหรือเปล่า ครับ”

    คุณจันทนา : “เปล่าค่ะ อาจารย์มีความรู้ในทางภาษา จึงให้ทำงานอยู่ห้องสมุดทัณฑสถาน อาจารย์ปรับปรุงตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีค่ะ”

    คุณประวัติ : “การปกครองนักโทษหญิงเป็นอย่างไรบ้างครับ รู้สึกหนักใจไหม”

    คุณจันทนา : “ผู้ต้องขังส่วนมากมีความรู้ต่ำ ต้องใช้ความอดทนใช้เวลาอบรมสั่งสอน พวกนี้ระดับจิตใจต่ำ การศึกษาก็ต่ำ เมื่อฝึกแล้วการปกครองก็ไม่ยากอะไร ส่วนผู้ที่มีความรู้สูงนั้นมักจะปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดี”

    คุณประวัติ “ขอบคุณครับ”

    คุณประวัติก็เดินไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังต่อไป

    คุณจันทนา ได้พาเราออกมาจากศาลากลางซึ่งปลูกไว้ตอนกลางเป็นศาลาทางผ่าน คงเป็นที่ทำงานของพนักงาน เห็นมีโทรศัพท์และตู้หนังสือพอสมควร ขณะนั้นเป็นเวลาสิบโมงกว่า แต่แล้วข้าพเจ้าก็มองเห็นท่านอธิบดีแต่ไกล ท่านกำลังเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามา ตรงมาที่เรากำลังยืนสนทนากัน

    ข้าพเจ้าทำความเคารพอธิบดีเมื่อท่านมาถึง และกล่าวทักและขอบคุณที่ต้องทำให้ท่านลำบาก ต้องเสียเวลามาพบพวกเรา
    ท่านบอกว่าไม่ลำบากเลย ครั้งก่อนที่พวกเราไปในเรือนจำกลางบางขวาง ท่านก็ตั้งใจไว้ว่าจะไปสมทบด้วย บังเอิญติดราชการจึงไม่ได้ไป เมื่อสนทนากันพอสมควรแล้วท่านก็บอกว่า คุณสลับ วิสุทธิมรรค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง จะพยายามมาให้ทันกินอาหารเที่ยงด้วย แล้วท่านอธิบดีก็ได้สมทบนำพวกเราเข้าไปชมสถานที่ภายในที่เรายังไม่ได้ไปดู เราผ่านโรงเลี้ยงอาหารและโรงครัวและผ่านสถานที่เป็นร้านค้า มองเห็นเด็กสาวคนหนึ่งนั่งยองๆ กับพื้น ก้มหน้าก้มตาทำงาน

    พวกเราคนหนึ่งตามมาภายหลังถามว่า หนูต้องข้อหาอะไรจึงมาถูกคุมขัง เด็กหญิงผู้นั้นเงยหน้าขื้นยิ้มอย่างอายๆ แล้วพูดว่า “หนูถูกกล่าวหาว่ายิงคนตายค่ะ”

    ข้าพเจ้าสะดุ้งอีกครั้งหนึ่ง คิดในใจว่าหญิงผู้นี้ยังเด็กหน้าอ่อน เอวบางร่างน้อย ไม่น่าจะมีจิตใจดุร้ายเหี้ยมโหดอย่างนี้เลย เห็นแล้วเศร้าใจและกลับนึกสงสาร แต่เรามิได้มีเวลาจะคิดอะไรมาก

    ข้างหน้ายังไม่ได้ไปพบเห็นอีกมาก ท่านอธิบดีและเพื่อนเดินไปรออยู่ที่อาคารหน้า แล้วข้าพเจ้ากับเพื่อนบางคนมัวแวะดูโน่นดูนี่ เดินช้าล้าหลังอยู่แล้ว ก็รีบเดินจะตามไปให้ทันพวก แต่แล้วเราก็เดินผ่านผู้หญิงแก่คนหนึ่ง นั่งอยู่เฉยๆ อยู่ริมทางผ่านเพื่อนอดแวะถามไม่ได้ เห็นจะเป็นคนแก่ที่สุดในทัณฑสถานหญิง รู้สึกแกทำอะไรไม่ไหว เพื่อนอดสัมภาษณ์ไม่ได้

    จึงถามว่า : “ยายถูกข้อหาอะไรจึงต้องเข้ามาถูกคุมขังในสถานที่นี้”

    ยาย : “ข้อหาว่ายายค้ายาเสพติด”

    เพื่อน : “แล้วยายขายจริงหรือเปล่า”

    ยาย : “ขายจริงนะซิ เพราะมันไม่มีจะกิน”

    เพื่อน : “แล้วรวยไหมยาย”

    ยาย : “ถ้าเขาปล่อยยายออกไป ยายก็ไปขายอีก คงจะรวยกระมัง”

    ข้าพเจ้าบอกให้เพื่อนรีบเดินไปให้ทัน เพื่อนฝูงที่คอยเราอยู่อีกอาคารหนึ่ง เพราะเราปลีกตัวแยกออกมานานแล้ว เราจึงไม่มีเวลาซักถามคุณยายนักค้ายาเสพติดมากนัก ต้องเร่งฝีเท้าให้ทันผู้ที่รอเราอยู่ข้างหน้า

    เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปที่โรงงานก็เห็นพวกเราแยกย้ายกันดูและสัมภาษณ์ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงคุณประวัติสัมภาษณ์หญิงสาวหน้าซื่อผู้หนึ่งจึงเข้าไปดู

    คุณประวัติ : “หนูถูกกล่าวหาคดีอะไร”

    เด็กสาว : “หนูถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ค่ะ”

    คุณประวัติ : “หนูคงไม่ได้ลักทรัพย์ตามที่เขากล่าวหา เพราะดูท่าทางก็ไม่น่าจะเป็นไปได้”

    เด็กสาว : “หนูเปล่าค่ะ มีผู้มายืมเงินแล้วเอาของมาขัดเป็นประกัน ภายหลังเขาบอกว่าของนั้นเป็นของโจรขโมยมา หนูมีของกลางที่สุดหนูก็เลยตกเป็นผู้ต้องหา”

    คุณประวัติ : “เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเศร้ามาก แล้วหนูเข้ามาในนี้ทำงานอะไรล่ะ”

    เด็กสาว : “เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ห้องสมุดค่ะ”

    คุณประวัติ : “แล้วหนูถูกตัดสนิจำขังนานเท่าไหร่”

    เด็กสาว : “หนึ่งปีกับหกเดือนค่ะ หนูเริ่มเข้ามาเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๑๕”

    เมื่อคุณประวัติผละจากหญิงสาวเดินเข้าห้องฝึกงานอีกห้องหนึ่ง ซึ่งทุกห้องมีพนักงานหญิงแต่งเครื่องแบบคอยควบคุมอยู่เป็นแผนก เสียงภายในห้องมีการเจียระไนพลอยด้วยเครื่องมอเตอร์ มีหินกากเพซรหมุนตามทำมอเตอร์ไฟฟ้าเสียงแจ๊ดๆ ตลอดเวลา มีหญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาทำงานเจียระไนพลอย เหมือนไม่สนใจผู้ไดจะเข้าออก

    คุณประวัติได้ถามพนักงานผู้คุมในสถานที่นั้นว่า :

    “กำลังฝนนั้นเป็นพลอยหรือเพชร”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “กำลังเจียระไนนั้นเป็นโมราค่ะ”

    คุณประวัติ : “เจียระไนแล้วนำไปขายที่ไหนครับ หรือมีเจ้าประจำมารับไปจำหน่าย”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “เขาจะขายที่ไหนดิฉันไม่ทราบค่ะ เพราะมีผู้ส่งมาว่าจ้าง”

    คุณประวัติ : “ได้ค่าจ้างอย่างไรครับ เม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “เราคิดราคาเป็นกะรัต ถ้าเขาต้องการเม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่ เขาก็จะตัดแล้วเอาขนาดมาให้เราเจียระไน”

    คุณประวัติ : “ถ้าเราเจียระไนของเขาเสียจะต้องรับผิดชอบใช้เขาหรือเปล่า”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “ไม่ค่ะ เขาไม่เอาใช้กับเราหรอกค่ะเพราะเขาต้องการใช้เราฝึกงานไปด้วย การฝึกย่อมจะมีเสียหายบ้างเป็นธรรมดา ทั้งเครื่องเจียระไน พวกมอเตอร์เขาก็หามาให้จัดตั้งให้เสร็จเรียบร้อย”

    คุณประวัติ : “เมื่อมีความชำนาญเป็นช่างเจียระไนแล้ว เมื่อพ้นโทษออกไปแล้วคงจะหางานทำง่ายนะครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “ผู้ที่มาว่าจ้างเรารับรองว่า หากผู้เจียระไนพ้นโทษแล้วก็จะได้ทำงานทันทีเขารับรองไว้ค่ะ”

    คุณประวัติ : “ขอบคุณครับที่ให้ความร่วมมือครั้งนี้”

    ถัดจากห้องเจียระไนแล้วก็เป็นห้องเสริมสวยแต่งผม และแต่งหน้า เราเพียงแต่ยืนมองดูห่างๆ เพราะเราไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเสริมสวย คิดว่ามีผู้ต้องขังเข้าไปฝึกเสริมสวยกันไม่น้อย เพราะเป็นอาชีพที่หาเงินได้ง่าย เมื่อพ้นโทษออกมาแล้วคงจะไม่จน แล้วเราก็มาห้องทำดอกไม้ผ้าสีต่างๆ สวยน่าดู สวยงามมาก ก็ได้ทราบว่านำมาขายร้านผู้มีชื่อในกรุงเทพมหานคร จากนั้นเราก็ได้เข้าไปในห้องเลี้ยงเด็ก เห็นมีเด็กเล็กๆ กำลังนอนอยู่ในเปลเป็นทิวแถว ข้างหลังมองเห็นราวผ้าอ้อม เด็กที่ตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้กระจองอแงตามสภาพของทารก

    คุณประวัติเข้าไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่หญิงมีหน้าที่ดูแลว่า : “พวกเด็กๆ เหล่านี้ แม่เขาไม่ได้เลี้ยงเองหรือครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “แม่เขาไปทำงานที่เป็นประโยชน์กับทางทัณฑสถาน ค่ะ”

    คุณประวัติ : “เวลานี้ของขึ้นราคา พวกนมเลี้ยงทารกเหล่านี้ต้องซื้อมาหรือเปล่าครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “มีสมาคมส่งมาบริจาคให้เป็นการกุศลค่ะ”

    คุณประวัติ : “ที่เขาบริจาคมานี้พอหรือครับ เด็กมากอย่างนี้”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “บางครั้งก็ไม่ค่อยพอหรอกค่ะ”

    คุณประวัติ : “ทำไมไม่ให้ผู้ใหญ่ทำหนังสือขอไปทางบริษัทผลิตนมล่ะครับ ผมคิดว่าทางบริษัทเหล่านั้นเขาพร้อมที่จะบริจาคอยู่แล้ว”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “อย่างไรไม่ทราบหรอกค่ะ”

    คุณประวัติ : “แล้วที่นี้มีการอบรมศีลธรรมสั่งสอนผู้ต้องขังให้การปฎิบัติทางจิตใจหรือเปล่าครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “มีค่ะ เรามีพระมาเทศน์อบรมสั่งสอนทางธรรมอย่างน้อยเดือนละ ๔ ครั้ง ทุกอาทิตย์ละหนึ่งชั่วโมงค่ะ บางครั้งก็มีอาจารย์เข้ามาพูดอบรมค่ะ”

    คุณประวัติ : “แล้วผู้ต้องขังจะมาเป็นแดน หรืออย่างไรครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “เราให้ผู้ต้องขังมารวมฟังและมาอบรมศีลธรรมทั้งหมด”

    คุณประวัติ : “หากเราจะเอาเทปเรื่องของ ท.เลียงพิบูลย์ มาเปิดให้ฟังครั้งละ ๑๕ นาที หรือครึ่งชั่วโมงจะดีไหมครับ คุณเคยอ่านหนังสือ ท.เลียงพิบูลย์ หรือเปล่าครับ”

    เจ้าหน้าที่หญิง : “เคยอ่านค่ะ ถ้าเอามาเปิดก็จะดีซิค่ะ”

    คุณประวัติ : “ขอบคุณครับที่กรุณาให้ความร่วมมือ”

    ต่อจากนั้นเราก็ออกมาจากสถานที่เลี้ยงทารก สมทบกับท่านอธิบดี ท่านก็ได้นำพวกเราเดินย้อนกลับไปสถานที่ฝึกอาชีพ เป็นงานช่างตัดเย็บเมื่อเข้าไปภายในโรงงาน เห็นมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปเป็นจำนวนมาก และมีกล่องกระดาษใส่เสื้อผ้าตั้งไว้สูงรู้สึกที่นี้ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน นอกจากนั้นเรามองเห็นช่างภาพเดินตามท่านอธิบดีเข้ามาหลายคน ต่างก็มีกล้องถ่ายภาพยนตร์ และกล้องถ่ายภาพธรรมดา

    เราเดินดูพวกต้องขังทำงานอย่างแข็งขัน

    คุณประวัติเข้าไปสัมภาษณ์ช่างตัดเย็บผู้หนึ่งว่า : “หนูอยู่โรงเรียนไหนมาก่อน และตัดเย็บเสื้อผ้าได้คล่อง”

    ผู้ต้องขังหญิง : “หนูไม่ต้องบอกโรงเรียนหรอกนะคะ หนูตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นมาสิบปีแล้ว”

    คุณประวัติ : “หนูต้องข้อหาอะไร และมาอยู่สถานที่นี้เมื่อไหร่”

    ผู้ต้องขังหญิง : “หนูต้องคดีค้ายาเสพติด และเข้ามาอยู่ในสถานที่นี้ ๘ เดือน แล้วค่ะ”

    คุณประวัติ : “หนูคงไม่ได้ค้าอย่างที่เข้าใจ ดังที่เขากล่าวหานะ คงจะเข้ามาอยู่ในนี้โดยสิ่งแวดล้อมใช่ไหม”

    ผู้ต้องขังหญิง : “หนูค้าจริงๆ ค่ะ”

    คุณประวัติ : “หนูเก่งที่ยอมรับความจริง และหนูค้าทำไม เมื่อหนูก็รู้ว่ามันผิดกฎหมาย”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ก็หนูอยากได้เงินนี่ค่ะ”

    คุณประวัติ : “หนูพูดตรงไปตรงมาดีจริงๆ คนเราบางครั้งอาจหลงผิดไปได้ คิดว่าเมื่อหนูออกไปแล้ว คงจะไม่ประพฤติผิดกฎหมายอีก เพราะหนูก็มีวิชาความรู้ดีแล้ว”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ค่ะ หนูออกไปจะหากินโดยสุจริต”

    คุณประวัติ : “ขอบใจหนูมากที่ได้ให้ความร่วมมือและเป็นคนที่กล้าพูดความจริง”
    (ต่อ)
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
    ออกจากนั้นเราก็ไปสถานที่ฝึกงานอีกแห่งหนึ่ง คุณประวัติ ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังหญิงผู้หนึ่ง

    คุณประวัติ : “ผมขอสัมภาษณ์สักนิดนะครับ ขอโทษคุณต้องคดีกล่าวหาเรื่องอะไรครับ”

    ผู้ต้องขังหญิง : “คดีฆ่าเด็กค่ะ”

    คุณประวัติ : “คดีเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ครับ”

    ผู้ต้องขังหญิง : “เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ค่ะ”

    คุณประวัติ : “เด็กคนนั้นเป็นอะไรกับคุณครับ”

    ผู้ต้องขังหญิง : “เป็นลูกของภรรยาอีกคนหนึ่งค่ะ”

    คุณประวัติ : “คดีนี้คุณได้ใช้ทนายความต่อสู้หรือเปล่า”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ใช้ค่ะ”

    คุณประวัติ : “แล้วศาลตัดสินอย่างใดครับ”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ศาลชั้นต้นตัดสิน ให้ประหารชีวิตค่ะ”

    คุณประวัติ : “แล้วศาลอุทธรณ์เล่าครับ”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องค่ะ”

    คุณประวัติ : “โจทก์คงถึงศาลฎีกาแน่”

    ผู้ต้องขังหญิง : “ศาลฎีกายืนความตามศาลชั้นต้น แต่ลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิต ค่ะ”

    คุณประวัติ : “ขอบคุณมากครับที่ให้สัมภาษณ์ จงพยายามทำความดีให้มากที่สุด คงจะได้ลด เพราะความดีต้องให้ผลแน่นอน”

    ต่อจากนั้นเรามาดูทำที่แขวนเสื้อ ซึ่งมีผู้ต้องขังประมาณร้อยกว่าคนกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นแข่งกับเวลา ต่อมาก็ได้ทราบว่า คุณณรงค์ สุทธิกุลพาณิช ได้บริจาคส่งน้ำอัดลมกรีนสปอร์ตมาเลี้ยงนักโทษและเจ้าหน้าที่ทุกคน และคุณชำนาญ ลือประเสริฐ ได้บริจาคเงิน ๒๐๐ บาท ให้เจ้าหน้าที่ซื้อถั่วเขียวมาต้มน้ำตาลทรายแดง เพื่อเลี้ยงผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่

    เมื่อจวนเที่ยงท่านอธิบดีก็เชิญพวกเราเข้าไปนั่งในห้องอาหาร ทางทัณฑสถานได้จัดไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเราเข้าไปถึงก็เห็นโต๊ะยาวปูผ้าขาวสะอาด จัดช้อนซ่อม มีดจานแก้วน้ำ เป็นระเบียบไว้ประมาณ ๑๕ ที่ ในห้องอาหารสะอาด กว้างยาวพอสมควรอยู่ชั้นสองของตึกทำการแถวหน้าทัณฑสถาน

    เราต่างก็นั่งสนทนาเป็นกันเอง พร้อมทั้งสุภาพสตรี พวกเรา ๔ ท่าน และรวมทั้งคุณจันทนา เจริญโต ผู้รักษาการตำแหน่งผู้ปกครองทัณฑสถานหญิง รวมมีสุภาพสตรีร่วมโต๊ะในวันนั้น ๕ ท่าน เรานั่งลงสนทนากันครู่หนึ่ง คุณสลับ วิสุทธิมรรค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวางท่านก็มาถึง และท่านได้ทักทายปราศัยพวกเราอย่างเป็นกันเอง รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องอาหารวันนั้นสดชื่น ท่านอธิบดีให้ความเป็นกันเองอย่างสนิทสนม สนทนาเฮฮากันเองตลอดเวลา เรามีเรื่องพูดมีเรื่องสนทนาตลอดเวลาไม่ขาดระยะ

    อาหารแบบไทยแต่ผู้ปรุงอาหารวันนั้นนับว่าเลิศ โดยเฉพาะยำกระท้อนรสชาติถูกปากเราหลายคนอาหารเที่ยงวันนั้นเราได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ข้าพเจ้าคิดว่าอาหารไทยวันนั้นทำให้เจริญอาหารเป็นเยี่ยมในรอบปี หลังอาหารคาวแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำทุเรียนเนื้อเหลืองแก่ แกะเม็ดออกแล้วคงจะเป็นทุเรียนเมืองนนท์อย่างดีมาเป็นของหวานคนละจาน จากนั้นก็มีกาแฟคนละถ้วย หลังจากอาหารแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำผลไม้ต่างๆ ใส่พานทองเหลืองใบใหญ่ตั้งไว้กลางโต๊ะ ทั้งจัดไว้อย่างน่าดูน่ากิน แต่พวกเราแทบทุกคนมองดูพานผลไม้แล้วก็หลบสายตา เราคงพากันนึกว่ากระเพาะอาหารเราเล็กไปแล้ว ไม่สามารถฉลองศรัทธาได้เต็มที่

    หลังอาหารแล้วเรายังใช้เวลานั่งสนทนากันอีกเป็นเวลานาน คุณชำนาญ ลือประเสริฐ และคุณมนู ยูประพัฒน์ได้มีปัญหาถามกันมากมาย มีเรื่องขำๆ ได้ทำให้บรรยากาศครึกครื้นเฮฮาเป็นกันเองตลอดเวลา เมื่อเห็นสมควรแก่เวลา พวกเราได้ลาท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และท่านผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง และท่านผู้ปกครองทัณฑสถานหญิง ด้วยความขอบพระคุณและเจ้าหน้าที่ทุกท่านได้ให้ความสะดวกกับพวกเราตลอดมา

    เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านคืนนั้น ข้าพเจ้าได้นำความรู้สึกนึกคิดเหตุการณ์ที่ได้พบได้เห็นภายในทัณฑสถานหญิง เมื่อมาคิดพิจารณาหาเหตุผลและเปรียบเทียบกับนักโทษชายแล้วก็รู้สึกผิดแปลกแตกต่างกันไกล

    ทางฝ่ายนักโทษชายในเรือนจำกลางบางขวาง มีประมาณสี่พันห้าร้อยคน เปอร์เซ็นต์ที่ถูกใส่โซ่ตรวน และหาผู้ที่สีหน้ายิ้มแย้มได้ยาก มีแต่หน้าเคร่งเครียดถมึงทึง เข้าไปถึงก็เห็นได้ว่าเป็นสถานที่คุมขังนักโทษเพราะมีเสื้อผ้าแต่งกายและโซ่ตรวนเป็นเครื่องหมายของนักโทษมองเห็นแล้วบรรยากาศเศร้า..... ส่วนสถานที่ทัณฑสถานที่คุมขังหญิงนั้น บรรยากาศทั่วไปสดชื่นแจ่มใส ไม่มีการจองจำ เสื้อผ้าแต่งกายได้อิสระเสรี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสภายนอก แต่แฝงไว้ซึ่งความน่ากลัวอยู่ภายใน

    ข้าพเจ้าจะถือโอกาสนำคำกลอนของ พระยุติชาญ ดำรงเวทย์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านได้เขียนไว้อย่างน่าคิด ระหว่างเหตุการณ์สมัยโบราณกับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันนี้ น่าฟัง

    ยุคโบราณรุ่นปูย่าตายายปฎิบัติมา ใครโกรธอย่าโกรธตอบ ตามระบอบโบราณกาล ผิใครมารุกราน เราประหารด้วยความดี ใครด่าช่างประไร เราปราศรัยด้วยไมตรี เช่นองค์พระชินสีห์ ชนะหมู่อมิตรมาร

    ยุคมนุษย์ปัจจุบันปฏิบัติ ใครโกรธจงโกรธตอบ ตามระบอบปัจจุบัน เอาไหนก็เอากัน จงอย่าพรั่นอย่าพึงหนี ใครด่าก็ด่าไป ยิ่งมือไวได้ยิ่งดี ใครกล้ามาราวี ต้องต่อยตีอย่างละมัน

    ประพันธ์โดย พระยุติชาญ ดำรงเวทย์

    เมื่อได้คิดพิจารณาดูสัตว์ในยุคปัจจุบันนี้ เท่าที่รู้เห็นจากสถานที่ทัณฑสถานหญิงก็เศร้าใจ คิดว่าหญิงที่อยู่ในที่คุมขังเหล่านั้น แต่ละคนมีประวัติที่น่ารู้ บางคนคงมีประวัติเบื้องหลังชีวิตโลดโผนผจญภัย คงจะมีเรื่องที่น่ารู้ น่าศึกษา น่าสนใจ เพื่อเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังที่จะได้ศึกษาความจริง ก่อนที่นักโทษหญิงผู้นั้นจะถูกศาลตัดสินที่จะนำมาคุมขังในคดีเด็ดขาดอุกฉกรรจ์

    ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถสัมภาษณ์นำมาเขียนตามที่คิดไว้ แต่ก็คงเป็นความหวังว่าจะมีโอกาสในวันข้างหน้าเท่านั้น ซึ่งยังมองไม่เห็นว่าจะมีโอกาสเมื่อใด

    ข้าพเจ้ามาคิดดูว่าในปัจจุบันนี้หญิงเรามีมากกลัวความแก่มากที่สุด จะรู้สึกกลัวเท่าความตายหรือจะยิ่งกว่าความตาย ข้าพเจ้าคิดเล่นขันๆ หากหญิงสาวๆ สวยๆ คอยแต่งเติมเสริมสวยความงามอยู่เสมอ เพราะเป็นผู้ที่กลัวความแก่ หากถ้าพวกนี้เช้าวันหนึ่งเมื่อตื่นนอน เข้านั่งส่องกระจกดูหน้าตัวเองที่โต๊ะเครื่องแป้ง เมื่อเห็นหน้าตาของตัวมีเนื้อหนังเหี่ยวแห้งเหมือนหนังคางคก แก้มตอบคางบานผมหงอกจนตาลึกเข้าไปจนเห็นกระโหลกหัว

    ข้าพเจ้าคิดว่าหญิงสาวผู้รักสวยรักงามเหล่านั้น คงจะตกใจอ้าปากค้างพอได้สติคงจะร้องหวีด แล้วคงร้องไห้โวยวาย หรือไม่ช็อคสลบนิ่งแน่ หรืออาจหัวใจวาบลงก็ได้ หรือไม่เมื่อรู้ตัวว่าหมดความสวยงามแล้ว ก็คงพากันเอาผ้าคลุมหน้าวิ่งออกจากบ้านขึ้นบนราวสะพาน แล้วโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาจมหายไปเป็นแถวๆ แต่ก็โชคดีที่ธรรมชาติไม่ให้มนุษย์แก่เสื่อมรวดเร็วอย่างความนึก ธรรมชาติได้ใช้เวลาค่อยๆ แก่ลงโดยไม่รู้สึกตัว ไม่รวดเร็วอย่างคิด จึงไม่ทำลายจิตใจความรู้สึกให้มากนัก แต่ถึงเช่นนั้นก็มีไม่น้อยที่ตะเกียกตะกายหาทางที่จะหยุดความแก่ให้เป็นสาวอยู่เสมอ พยายามค้นหาทางทำให้ไม่แก่

    เรื่องของคนรักสวยรักงามภายนอกนั้น มีสตรีนิยมทั่วไปมากมายทุกชาติทุกภาษา ฉะนั้นในปัจจุบันนี้ทางวิทยาศาสตร์ทางศัลยกรรมตบแต่งเสริมสวยโดยการผ่าตัดได้เจริญรุ่งเรือง จนสามารถจะตบแต่งหญิงอยู่ในวัยสูงอายุ แม้อายุจะเลยวัยหกสิบขวบไปแล้ว ก็สามารถจะทำการเสริมความงามโดยลอกหน้า ตามพิธีศัลยกรรมสมัยใหม่ แทนที่เคยผ่าตัดดึงหนังมาเย็บทำให้ไบหน้าเต่งตึงเหมือนสาวๆ แต่การลอกหน้านั้นสามารถจะทำเส้นลึกๆ ที่เหี่ยวย่น และผ้าดำบนใบหน้าให้หายไปได้ แต่ต้องมีความอดทนเพราะยาเคมี เมื่อถูกกับผิวหนังใบหน้าจะเกิดความรู้สึกปวดแสบร้อนไปทั้งหน้าภายในระยะแรกๆ ต่อจากนั้นหน้าจะรู้สึกชา จากนั้นก็ต้องใช้เวลานอนนิ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อความงดงามของใบหน้า แล้วคิดว่าไม่มีใครอดทนเท่าผู้หญิงแม้จะต้องเสี่ยงอันตราย หรือเจ็บปวดเพียงใดก็ยอมทนเพราะอยากสวย

    สำหรับสตรีผู้สูงอายุที่มั่งคั่ง การทำศัลยกรรมเพื่อตบแต่งเสริมสวยแล้ว แม้จะต้องใช้จ่ายสูงเพียงใดก็ไม่สนใจ เพียงขอให้ได้ตามความพอใจเท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ ที่ข้าพเจ้าเขียนมาไว้ในที่นี้อาจผิดก็ได้ เพราะเคยอ่านหนังสือมาครั้งหนึ่ง ไม่ได้จำว่าเป็นหนังสืออะไร และไม่ได้สนใจจะเอามาเขียน ที่เอามาเขียนนเท่าที่ความจำยังเหลืออยู่เท่านั้น มิได้มีเจตนาร้ายในการที่นำมาเล่าครั้งนี้

    หากกระทบกระเทือนท่านผู้ใดบ้างข้าพเจ้าขออภัยด้วย เหตุที่นำมาเขียนก็เพื่อแสดงว่า ในยุคสมัยปัจจุบันนี้สุภาพสตรีของไทยเราหลงใหลในการที่จะตบแต่งเสริมสวยแต่ภายนอก แม้จะเสียเงินเสียทองเท่าไหร่ก็ไม่ว่า เพียงแต่ให้รักษาความสาวสดไว้เท่านั้น ส่วนมากก็สนใจเสริมสวยภายนอก ที่ตามนุษย์มองเห็นเท่านั้น

    ส่วนความเสริมสวยงามภายในนั้น น้อยคนนักที่จะสนใจเสริมสวยให้จิตใจงดงาม ผู้สวยภายในต้องงามด้วยความเมตตาปรานี พร้อมศีลธรรมการไม่เห็นแก่ตัวไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นความงามน้ำใจที่ควรยกย่องบูชา แม้รูปร่างภายนอกจะไม่สวยสด ความสวยงามภายในทางจิตใจนั้นย่อมมีค่าสูงกว่าความงามใดๆ ในโลก และเป็นความงามที่ไม่รู้จักแก่ไม่รู้จักเสื่อม ไม่เหมือนความงามภายนอก ที่พูดมานี้ก็เพียงชี้ตัวอย่างให้เห็นว่า ความงามภายนอกดีหรือความงามภายในดีก็สุดแต่ความรู้สึกของท่าน แต่เพียงเปรียบเทียบภายนอกกับภายในนั้นสูงต่ำผิดกันเหมือนฟ้ากันดิน หากว่าที่พูดมานี้กระทบกระเทือนผู้ใด โปรดอภัยด้วย

    เมื่อนึกถึงคำของ คุณจันทนา เจริญโต ผู้รักษาการในตำแหน่งผู้ปกครองทัณฑสถานหญิงที่ลาดยาว บางเขน ว่า

    นักโทษหญิงที่มีคดีอุกฉกรรจ์ต้องหาว่าฆ่าคนตายนั้นมีร้อยกว่าคน แล้วมาลองหลับตานึกดูหญิงสาวเป็นมือฆาตกรเหล่านั้น เวลาปกติเธอจะอ่อนหวานนิ่มนวลพูดจาไพเราะ แต่เวลาเธอโกรธมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงเป็นยักษ์เป็นมาร อย่างน้อยก็สามารถสังหารชีวิตชายที่เกาะแกะไม่จริงจัง พวกผู้ชายต้องมาตายเกลื่อน ทั้งหนุ่มและไม่หนุ่ม ทั้งนายตำรวจ ข้าราชการพ่อค้าพาณิชย์ สมัยก่อนยังมีรัฐมนตรี ต้องเสียชีวิตลงด้วยฝีมือหญิง คิดเป็นตัวเลขเห็นแล้วต้องหวาดสะดุ้ง ไม่เคยนึกเลยว่าหญิงสาวหน้าสวยๆ พูดจาไพเราะอ่อนหวานเท่าที่เห็นมานั้น เวลาโกรธก็คือแเม่เสือที่ดุร้ายกระโจนเข้าตะปบเหยื่ออย่างไม่ทันรู้ตัว ตายสนิททั้งที่ยังฝันหวาน

    ข้าพเจ้าเขียนความรู้สึกไว้ในที่นี้ เพื่อเตือนท่านผู้ยังทะนงตัวว่า เป็นชายอกสามศอกที่อวดดีและประมาท ขาดศีลธรรมและมนุษยธรรม อยากรักก็รัก อยากทิ้งก็ทิ้ง เราปลูกทั้งรักและเพาะทั้งศัตรู หญิงสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีจิตใจอ่อนแอ เห็นเลือดก็เป็นลม เห็นปืนก็ไม่กล้าหยิบแตะต้อง เพราะกลัว เพราะพ่อแม่อบรมให้เป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ยอมให้มีเสรีสนิทสนมชิดชอบกับชายที่ไม่ใช่ญาติ

    เรื่องรักผู้หญิงสมัยก่อนถือเป็นเรื่องน่าอาย การจะไปไหนมาไหนกับเพื่อนชายสองต่อสองอย่างหญิงสมัยนี้ไม่มีโอกาส แม้จะแต่งงานอยู่กินกับสามีแล้วก็ยังไม่หายอาย เพราะส่วนมากยังไม่เคยรู้จักกันก่อน พ่อแม่เป็นคนหาให้ การร่วมรักกันก็เพียงแต่เวลากลางคืน ดับใต้ดับไฟมองไม่เห็นหน้ากัน พอเช้าก็มองหน้ากันไม่สนิทคอยหลบหน้าเพราะอาย การร่วมรักในเวลากลางวันคนสมัยก่อนมีน้อยนัก เพราะประเพณีห้ามไว้ ถ้านอนร่วมกันกลางวันฟ้าจะผ่าตาย คนสมัยก่อนเชื่อง่าย

    ฉะนั้น การร่วมกันแต่เวลากลางคืน นับว่าเป็นอุบายของคนโบราณที่จะให้ผัวเมียถนอมรักกันไว้เพื่ออยู่กันยืนยาวตลอดไป ไม่ให้มุ่งแต่หลงใหลในกามารมณ์ สิ่งใดมากนักก็หน่ายเร็ว ผัวเมียสมัยก่อนกลางวันมักจะคอยหลบๆ หลีกๆ กัน ต่างก็มีความขวยอาย แม้จะเรียกชื่อผัว และผัวก็จะเรียกชื่อเมียก็กระดากปากเช่นกัน เมื่อมีลูกแล้วก็ฉวยโอกาสเรียกลูกแทนชื่อผัวชื่อเมีย เช่น “แม่อ้ายหนูหรือแม่อีหนู” ส่วนเมียก็เรียกผัวว่า “พ่ออ้ายหนูหรือพ่ออีหนู” เช่นเดียวกัน ฟังเป็นเรื่องของสมัยก่อน
    ซึ่งคนสมัยนี้มีอายุแล้วคงจำกันได้ แต่ต่อไปก็คงลืม ข้าพเจ้าคิดว่าเอามาพูดในทีนี้ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง เพื่อให้รู้และเปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้น แต่ผู้ชายสมัยก่อนส่วนมากก็มีศีลธรรม ไม่รักเล่นรักหลอกรักทิ้ง เพราะสมัยก่อนรักกันยาก ไม่ไวไฟ รักง่ายหน่ายเร็ว เหมือนยุคปัจจุบันนี้ทำให้ผู้หญิงเสียเปรียบช้ำใจ ต้องตื่นตัวจากความอ่อนแอ ไม่ยอมให้ทำเล่นข้างเดียวมีจิตใจเข้มแข็ง ถ้าแม่โกรธขึ้นมาแล้วสามารถใช้ระเบิดขว้างบ้าน และสามารถใช้ในระเบิดสมองด้วยจิตใจไม่สะทกสะท้าน และสามารถใช้มีดโกนอันคมกริบปาดของสงวนหรือตัดไปทั้งพวง เหมือนเชือดหมูเชือดไก่

    สมัยก่อนข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ยินเรื่องผู้หญิงฆ่าผู้ชายอย่างเลือดเย็น ยิงอย่างเผาขน หรือเห็นจะเป็นสมัยก่อน หญิงชายรู้จักกันยาก ผิดกับยุคนี้รู้จักกันง่ายไปเที่ยวไปเตร่ด้วยกันอย่างอิสระเสรี เป็นเหตุให้เกิดรักกันง่าย และก็ฆ่ากันง่ายขึ้นถ้าผิดใจกัน

    ท่านผู้รักสนุกทั้งหลาย จงศึกษาหาความรู้ให้เกิดศีลธรรมทางจิตใจ ให้ความเมตตาปรานี นึกถึง "อกเขาอกเรา" ถ้ามีใครเขามาทำกับญาติพี่น้องลูกหลานเรา ความรู้สึกของเราจะเป็นอย่างไร การเกิดมาเป็นคนก็มีทุกข์มากอยู่แล้ว จงสร้างความดีมีศีลธรรมแล้วจะปลอดภัย เพราะความดีรักษาผู้ทำความดี ถ้าหากประมาทจะไม่ปลอดภัย เพราะความชั่วจะเป็นเงาพยาบาทคอยติดตามอย่างใกล้ชิด คอยเวลาให้ผล

    ข้าพเจ้าก็จะขอเขียนเพื่อชายที่มัวเมาหลงระเริงรัก ให้พบตัวอย่างที่แท้จริง ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถมาแล้ว อยากนึกคิดนำข้อเตือนใจไว้ให้เพื่อนร่วมโลกทั้งหลายได้นำมาคิดพิจารณาด้วยสติปัญญา ถึงความรู้สึกว่าความรัก ความสัมพันธ์กันของหญิงชายทางชู้สาว มีรักอยู่ ๔ ประเภท คือ

    ๑. ประเภทรักทิ้ง
    ๒. ประเภทรักเทียม
    ๓. ประเภทรักทน
    ๔. ประเภทรักแท้

    ๑. ประเภทรักทิ้ง นั้นเป็นประเภทที่รักไม่เลือก ชอบทั่วไปแบบเจ้าชู้เกี้ยวไม่เลือกสวยหรือไม่สวย หาความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อสมใจเบื่อแล้วก็ทิ้ง ทำท่าเหมือนผู้หญิงไม่มีหัวใจ ประเภทนี้เจอผู้หญิงแบบทัณฑสถานลาดยาวแล้ว ก็ตายอย่างไม่ทันสั่งญาติ ตายอย่างไมู่ร้ตัว ยังมัวแต่ฝันหวาน

    ๒. ประเภทรักเทียม ประเภทนี้มีพวกรักเพื่อปอกลอก เมื่อเห็นหญิงมีอันจะกิน ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมหาทางหลอกลวงทรัพย์สินจนหมดตัวก็ทอดทิ้ง สร้างความเจ็บแค้นแสนสาหัส สร้างทางตายให้ตัวเองเร็วเข้าอย่างไม่รู้ตัวอีกพวกหนึ่ง อยู่ใกล้ชิดหญิงคนไหนเหมือนไม้เลื้อย ฝากรักไม่จริงจัง หาความสุขตามอารมณ์ ตามนิสัยคนชอบสนุก ไม่เลือกว่าลูกเมียใคร ไม่นึกถึงศีลธรรม พวกนี้ทำตัวเองให้อายุสั้นไม่ทันแก่ตาย

    อีกพวกหนึ่งก็ตั้งใจจะเลี้ยงดู แต่ไม่สนใจนิสัยความประพฤติว่าจะไปกันได้หรือไม่ ความรู้สึกทางจิตใจตรงกันไหม มองดูแต่ความสวยภายนอก เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วก็พอจะรู้ว่าความเห็นขัดแย้งกันที่สุด ก็เบื่อจนไม่อยากมองหน้า ที่จิตต่ำก็ใช้วาจาหยาบคายด่าว่าเจ็บแสบ บางรายก็ด่าถึงพ่อแม่ หลังจากนั้นก็ตบตีเตะถีบ หมดรักก็หมดความเมตตาปรานี ลองได้เคยตบเคยตีกันครั้งแรกผ่านไปแล้วก็ติดนิสัย หลังจากนั้นการซ้อมการเตะต่อย ตีด่าก็เป็นเรื่องธรรมดาประจำครอบครัว นับแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น บ้านก็ร้อนเป็นไฟคล้ายเหมือนตกอยู่ในขุมนรก แล้วไม่นานก็ทนอยู่ด้วยกันไม่ไหว หาความสุขไม่ได้ถ้าไม่ฆ่ากันตายเสียก่อน ที่สุดไม่จากตายก็ต้องจากเป็น

    ๓. ประเภทรักทน ประเภทที่ ๓ นี้ เป็นประเภทดีขึ้นตามลำดับ แบบชนิดความรักทำให้คนตาบอดทั้งหญิงและชาย ความรักสดชื่น เมื่อแรกๆ ที่ได้แต่งงานอยู่ด้วยกัน แเล้วไม่นานนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นแก่ตัว ความเห็นขัดกัน ความสดชื่นก็กลายเป็นขมขื่นหาความสบายใจไม่ได้ทั้งสองฝ่าย ที่สุดก็เกิดเบื่อ มักจะเริ่มมีปากเสียงเถียงกันตลอดมา แต่ก็ยังรักษาเกียรติจะมีปากเสียงเมื่อลับหลังคน ต่อหน้าสังคมก็แสดงกิริยาวาจาเหมือนสามีภรรยาที่รักใคร่ มีความสุขครอบครัวหนึ่ง เป็นฉากละครแต่ภายนอก ซึ่งปิดบังความจริงที่ขมขื่นไว้ภายในชีวิตหาความสุขแท้จริงไม่ได้ หากมีบุตรด้วยกันก็เห็นแก่บุตร เพื่อมนุษยธรรมและศีลธรรม จำต้องทนอยู่เพื่ออนาคตของบุตร หากทั้งสองไม่ปรับปรุงจิตใจลดความมานะถือตัวให้โอนอ่อนเข้าหากันแล้ว ก็ต้องอยู่กันด้วยทรมานทางจิตใจด้วยกันทั้งคู่ จำอยู่ไปอย่างซังกะตายมีชีวิตผ่านไปวันหนึ่งๆ กว่าจะสิ้นเวรสิ้นกรรม เพราะผิดฝาผิดตัว

    เหตุการณ์เหล่านี้มักจะเกิดแก่ชั้นปัญญาชนและผู้มีเกียรติ แต่ท่านเหล่านั้นก็ยังมีศีลธรรมป้องกันการแตกแยกอยู่บ้าง การฟ้องร้องหย่าขาดจะไม่มีขึ้นจะเรียกว่าทนอยู่ แต่ไม่แน่นัก หากหมดเวรหมดกรรม หูตาสว่างขึ้นแล้วหันหน้าเข้าหากันต่างฝ่ายต่างลดความเห็นแก่ตัวลง ต่างก็หันหน้ามาให้ความเมตตาสงสารซึ่งกันและกันแล้ว อาจกลับมาเห็นความดี เห็นความอดทน เห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกซึ้งใจ ที่สุดเกิดรักครั้งสองขึ้นอีกความรักครั้งนี้จะรักทนต่อไป ไม่เหมือนทนรักอย่างแล้วมา แล้วเกิดความรักจริงใจและอยู่ทนต่อไป ชีวิตอาจกลายเป็นรักอมตะ รักแท้ก็ได้

    ๔. ประเภทรักแท้ ประเภทนี้รู้สึกจะเป็นผู้ที่สร้างสมกุศลร่วมกันแต่อดีตชาติ จะเป็นหญิงหรือชายต่างก็มีศีลมีสัตย์ จิตใจมีความเมตตาปรานี มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันเเละกัน และให้พยายามถนอมน้ำใจไม่ให้กระทบกระเทือน เมื่อต่างเอาอกเอาใจกัน เมื่ออยู่ห่างจิตใจก็เกิดความรู้สึกนึกคิดถึงเป็นห่วงกันตลอดเวลา ด้วยกุศลผลบุญต่างก็มีความงามภายในด้วยศีลธรรม ต่างก็เปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี มีกุศลบารมีอยู่ภายในด้วยกันทั้งคู่ สามีก็เห็นความดีภายในของภรรยาเหมือนเทพธิดา นางฟ้า ภรรยาก็มองเห็นความดีภายในของสามีเหมือนเทพบุตร ความรักที่จะก่อให้เกิดเป็นอมตะหากมีใครประสบชีวิตเช่นนี้ บ้านก็คือ สวรรค์ รักคืออมตะ

    ประเภทรักแท้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างสวยสดงดงาม หรือมั่งคั่งด้วยทรัพย์สินสมบัติ ความบริสุทธิ์หรือสาวแก่ แม่หม้าย ตัวอย่างที่รู้กันทั่วไปหรือทั่วโลก ในชุดนี้ เช่น พระเจ้าแผ่นดินประเทศอังกฤษองค์หนึ่ง เมื่อขณะยังเป็นโสด พระองค์ไม่สนพระทัยเจ้าหญิงผู้เลอโฉมหลายประเทศหมายมั่นจะเป็นราชินี แต่พระองค์ทรงมีรักแท้ต่อหญิงหม้าย ๒ ผัว แต่รัฐสภาขุนนางอังกฤษไม่เห็นด้วยที่จะให้พระเจ้าแผ่นดินยกย่องหญิงหม้ายเป็นราชินี พระองค์ทรงยอมเสียสละราชสมบัติ เพื่อมาครองรักแท้ หาความสุขกับหญิงหม้ายโดยไม่รังเกียจ ตลอดสิ้นอายุขัยของพระองค์ นี่ก็พอจะเห็นได้ว่ารักแท้

    ฉะนั้นไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ใช่จะเหมาะสมกันทุกคู่ไป ความรักแท้อมตะในสามัญชนก็มีไม่น้อยทุกยุคทุกสมัย แต่เกิดขึ้นกับผู้ไม่มีชื่อเสียงคนไม่รู้จัก เรื่องก็ไม่เด่นคนก็ขาดความสนใจ หากจะกล่าวถึงรักแท้ที่เป็นเรื่องอมตะสมัยโบราณพอจะมีพยานหลักฐานให้พิสูจน์ให้รู้เห็นได้ ซึ่งมีผู้รู้เห็นทั่วโลก และเป็นอนุสาวรีย์ให้ที่เด่นชั้นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นั้นก็คือ “ทัชมาฮาล” เป็นอนุสรณ์ความรักแท้ที่อมตะชั้นหนึ่งของโลก

    หากท่านยังไม่อยากตายเพราะมือนิ่มนวล น้ำเสียงที่อ่อนหวาน แต่นิ้วแข็งพอจะกระดิกไกปืนระเบิดสมองท่านได้ และแข็งแรงพอที่จะถอดสลักลูกระเบิดมือแล้วปาเข้าไปที่ตัวท่านอยู่ ดังที่ปรากฎมาแล้ว ก็เร่งจงพิจารณาตัวเอง เมื่อมีสิ่งใดผิดแปลกก็ปรับปรุงตัวเอง ถ้าท่านยังทำตามอารมณ์ตนเอง ในทางผิดศีลผิดธรรมมีพระแพงๆ แขวนไว้เต็มคอ ก็ช่วยป้องกันอะไรให้ท่านไม่ได้ ถ้าท่านเป็นคนใจชั่วจิตทรามเห็นแก่ตัว ไม่มีใครช่วยท่านให้ปลอดภัยได้ นอกจากตัวของท่านเอง

    หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพียงแต่คำสั่งสอนที่มีค่าสูงสุดของมนุษย์ทั่วไป ถ้าท่านไม่ปฏิบัติก็ไม่ช่วยอะไรให้ท่านดีขึ้นได้ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพียงแต่ชี้ทางให้ปฏิบัติ ถ้าท่านสนใจเลื่อมใสปฎิบัติด้วยจิตบริสุทธิ์ เมื่อนั้นแหละผลดีจะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองอย่างทันตาเห็น ไม่ต้องรอผลดีชาติหน้า จงใช้สติปัญญาพิจารณาดูก็จะมองเห็น เราจงมาเสริมสวยความงดงามภายในทาง จิตใจ มีศีลมีสัตย์ มีความเมตตากรุณาปรานีดับความโกรธดับความโลภด้วยความไม่โลภ คอยเตือนสติตัวเองว่าเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าตลอดไป เตือนผู้ที่ไม่รู้จักพอให้รู้จักพอเสียบ้าง แล้วช่วยกันแผ่เมตตาจิตไปสู่สัตว์โลกที่กำลังหลงใหลงมงายอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ เมามัวก้มหน้าหลงเห็นแก่ตัว สร้างกรรมทำชั่วอยู่ตลอดเวลา

    ขอให้เงยหน้าขึ้นมองดูแสงสว่างธรรมะของพระพุทธศาสนาจะทำให้จิตใจสงบและสูงส่ง นี่เป็นความงามความสวยภายในของมนุษย์ ซึ่งสูงกว่าดีกว่าความสวยงามแต่ภายนอกซึ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้ จงเสริมสวยทั้งภายนอกภายในอย่าให้เขาว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม จงพยายามสร้างความงามภายในจิตใจจะนำความสุขกายสุขใจมาสู่ท่าน ทางพระพุทธศาสนาสอนให้เห็นทุกข์ เมื่อเกิดมาเป็นคนแล้วก็ต้องได้รับความทุกข์ด้วยกันไม่มีใครหนีพ้นทุกข์ได้ แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจัา ท่านก็ชี้ทางสอนให้ดับทุกข์และให้พ้นทุกข์ ถ้าเราปฎิบัติได้เราก็พ้นทุกข์ไปสู่สุขด้วยกันทุกท่าน

    ................. เอวัง .................
    จากหนังสือกฎแห่งกรรม
    ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๓

    มือก็ไกว ดาบก็แกว่ง แจ้งประจักษ์
    หญิงนั้นรัก แท้จริง รักยิ่งใหญ่
    เธอเทิดทูน รักแท้ แต่เพศชาย
    แม้ชีพวาย ก็ขอรัก ชั่วนิรันดร์
    ถ้าเธอต้อง ผิดหวัง และพลั้งพลาด
    เธอนั้นอาจ จะฆ่าชาย จนอาสัญ
    ดั่งชีวิต ลูกผู้หญิง ในราชทัณฑ์
    เธอยึดมั่น คำสัญญา ยิ่งกว่าชาย
    ขอเตือน ชายชาตรี ที่มากรัก
    โปรดตระหนัก รักนี้ มีความหมาย
    เพศหญิง มิใช่มี เพื่อทำลาย
    ควรละอาย อย่ารังแก เพศแม่คุณ


    ท.เลียงพิบูลย์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤศจิกายน 2017
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    158
    ค่าพลัง:
    +25,869
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ผลที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนมาจาก “กรรม”
  1. joni_buddhist
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    160
  2. วิญญาณนิพพาน
    ตอบ:
    0
    เปิดดู:
    186
  3. SiTa
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    2,665
  4. HartOnFire
    ตอบ:
    9
    เปิดดู:
    545

แชร์หน้านี้

Loading...